ฮ่องกง…เมื่อไข่มุกกลายเป็นไข่เน่า!

1261

“เกาลูน…เกาลูนฮ่องกง วีไลค์ฮ่องกง…” ซึ่งเป็นบทเพลงสะท้อนเสน่ห์น่าคลั่งไคล้ใหลหลงของฮ่องกงและเกาลูน ที่ “ฟรานซิส ยิป” เคยขับร้องเอาไว้ กำลังถูกทำให้อันตรธานหายไปกับคลื่นมหาชนชาวฮ่องกง-เกาลูนที่แห่แหนไปประท้วงร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนและขับไล่ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮ่องกง ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็น “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ที่อยู่คู่ฮ่องกงตลอดมา แปรเปลี่ยนไปเป็น “ไข่เน่า” อย่างน่าเสียดายยิ่ง…


จากเหตุฆาตกรรมสู่ “ม็อบฮ่องกง” :

ต้นตอบ่อเกิดการชุมนุมประท้วงที่ลุกลามบานปลายไปทั่วทั้งฮ่องกง มีชนวนเหตุมาจากคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่หนุ่มฮ่องกงคือนายเฉิน ตง ไค่ วัย 19 ปี กระทำต่อนางสาวพ่าน เสี่ยง อิง แฟนสาวชาวฮ่องกงวัย 20 ปี

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และมีจุดเกิดเหตุอยู่ไต้หวัน โดยฆาตกรลงมือฆาตกรรมแฟนสาวแล้วชำแหละยัดใส่กระเป๋าเดินทางนำไปทิ้ง ก่อนที่จะเดินทางกลับฮ่องกง

เมื่อเรื่องแดงขึ้น และตำรวจไต้หวันสืบสวนคดีทราบว่านายเฉิน ตง ไค่ คือบุุคคลต้องสงสัยเป็นฆาตกร จึงทำหนังสือถึงทางการฮ่องกง เพื่อขอให้จับกุมตัวส่งไปดำเนินคดีที่ไต้หวัน แต่ติดขัดที่ฮ่องกงและไต้หวัน ไม่มีข้อตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ทำให้ทางการฮ่องกงสามารถจับกุมดำเนินคดีนายเฉิน ตง ไค่ เฉพาะแค่ข้อหายักยอกทรัพย์และฟอกเงินเท่านั้น ส่วนข้อหาฆ่าคนตาย ซึ่งเกิดนอกพื้นที่ฮ่องกง ไม่มีอำนาจตามกฏหมายที่จะกระทำได้

เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ของกฏหมาย ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง จึงได้ยกร่างกฏหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนขึ้น โดยให้ศาลฮ่องกงมีอำนาจใช้ดุลยพินิจส่งตัวผู้กระทำความผิดไปดำเนินคดีในประเทศที่ไม่มีข้อตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ และได้เสนอร่างกฏหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติฮ่องกง

กระบวนการพิจารณาร่างกฏหมายดำเนินไปด้วยความราบรื่น กระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการลงมติ ซึ่งกำหนดคิวไว้วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562

82 วันก่อนถึงวันลงมติผ่านร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน การชุมนุมประท้วงต่อต้านร่างกฏหมายฉบับนี้ได้ถูกจุดประกายขึ้น โดย “The Civil Human Rights Front-CHRF” และมีชาวฮ่องกงนับล้านคน จากจำนวนพลเมืองฮ่องกงทั้งหมด 7.5 ล้านคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้า “สีดำ” เข้าร่วมชุมนุมแสดงพลังคัดค้านร่างกฏหมาย

ประเด็นหลักที่ขบวนการ CHRF ใช้จุดพลุปลุกระดมมวลมหาประชาชนชาวฮ่องกงคือ การป้ายสีร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นเครื่องมือทำลายสิทธิมนุษยชน และคุกคามประชาธิปไตย


ได้คืบจะเอาศอก :

การชุมนุมคัดค้านร่างกฏหมายค่อยๆ ทวีความเข้มข้นขึ้น พร้อมๆ กับการยกระดับข้อเรียกร้อง…

แรกเริ่มเดิมทีประเด็นเรียกร้องมีแค่ต้องการให้ระงับการลงมติร่างกฏหมาย

เมื่อคณะผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ยอมตามคำขอ ทางกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยกระดับเป็นการเรียกร้องให้ “ถอนร่างกฏหมาย” แถมพ่วงด้วยการเรียกร้องให้นางแครี่ หลำ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และการเรียกร้องประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ยากจะได้รับการตอบสนอง


จาก “ประท้วง” กลายพันธ์ุเป็น “ก่อการร้าย”

พฤติกรรมการชุมนุมแสดงพลังประท้วงร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562 ได้กลายพันธ์ุเข้าข่ายเป็นการก่อการร้ายไปเรียบร้อย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมมีพฤติกรรมปิดกั้นระบบบริการสาธารณะ ทั้งถนน-ระบบรถไฟฟ้า-ระบบการเดินอากาศ สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แผ่ซ่านไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนยังใช้ “ระเบิดเพลิง” ขว้างปาเข้าใส่ตำรวจในสถานีตำรวจในย่านใจกลางธุรกิจที่ชิมซาจุ่ย และหว่านไจ๋

พลเมืองชาวฮ่องกงที่อึดอัดคับแค้นกับความเดือดร้อนที่ถูก “ขบวนการคลั่งประชาธิปไตย” ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ได้รวมตัวกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้า “สีขาว” ออกมาแสดงพลังเคลื่อนไหวต่อต้านการชุมนุม เพื่อทวงคืนความสงบเรียบร้อยและความเป็นปกติสุขสฺู่่ฮ่องกง!!


ชัตดาวน์ “เชค-แล่บ-ก๊อก”!

กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งยกระดับเป็นขบวนการคลั่งประชาธิปไตย เหิมเกริมถึงขั้นนัดหมายกันรุกเข้ายึดครองพื้นที่อาคารผู้โดยสารในท่าอากาศยานนานาชาติ “เชค-แล่บ-ก๊อก” เป็นเหตุให้การให้บริการภายในท่าอากาศยานเป็นอัมพาต และเที่ยวบินนับพันเที่ยวต้องถูกยกเลิก ผู้โดยสารนานาชาติทั้งลูกเล็กเด็กแดงผู้เฒ่าผู้แก่ หรือแม้กระทั่งคนหนุ่มคนสาวจำนวนนับหมื่นต้องเดือดร้อนไปตามๆ กัน ทั้งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

“เชค-แล่บ-ก๊อก” ท่าอากาศยานนานาชาติที่เป็นหน้าเป็นตา…เป็นประตูบานใหญ่ของฮ่องกง ที่ต้อนรับเที่ยวบินปีละกว่า 428,000 เที่ยว พร้อมกับผู้โดยสารกว่า 75 ล้านคนจาก 200 เมืองทั่วโลก ต้องกลายเป็นอัปลักษณ์อับเฉา ประจานความอัปยศอดสูสู่สายตาคนทั้งโลก สังเวยขบวนการคลั่งประชาธิปไตย


รวบ 700 โจ๋คลั่งประชาธิปไตย :

ตำรวจฮ่องกง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามบานปลายกลายเป็นเหตุจราจล ได้จับกุมตัวกลุ่มผู้ชุมนุมไปแล้วไม่น้อยกว่า 700 คน เพื่อดำเนินคดีข้อหาก่อความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก 10 ปี

อย่างไรก็ดี การชุมนุมประท้วงที่ไม่มีทีท่าจะบรรเทาลง ซ้ำร้ายกลับมีแนวโน้มที่จะเพิ่มระดับความเข้มข้นรุนแรงมากขึ้นจากความพยายามของแกนนำการชุมนุมอย่างโจชัวร์ หว่อง-แอคเนส เชา-นาธาน ลอว์ ภายใต้ชื่อกลุ่ม “Demosisto” ซึ่งเรียกร้องให้อเมริกาหนุนเสริมเติมความเข้มข้นแก่การชุมนุมประท้วง กดดันให้ทางการฮ่องกง และทางการจีน ต้องยกระดับการเฝ้าระวังให้เข้มข้นเพื่อความไม่ประมาท


เศรษฐกิจพินาศสังเวยลัทธิคลั่งประชาธิปไตย :

อานุภาพจากการชุมนุมของเยาวชนคนหนุ่มสาวชาวฮ่องกงที่มีอายุเฉลี่ย 16-29 ปี ซึ่งตกเป็นเหยื่อลัทธิคลั่งประชาธิปไตย และบิดเบือนเจตนารมย์ร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้เปลี่ยนฮ่องกงจาก “สวรรค์” ให้เป็น “อเวจี” ไปอย่างน่าสลดหดหู่ยิ่ง

มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมประท้วงได้เกิดขึ้้นแล้วไม่น้อยกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 20 ล้านล้านบาท

ลำพังความสูญเสียจากการทรุดตัวของดัชนีราคาหุ้นจากระดับ 30,000 จุดลงมาเตาะแตะแถวๆ 25,000 จุด หรือคิดเป็นลดต่ำลงกว่า 15% ก็ปาเข้าไป 5 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกงแล้ว สมทบกับการทรุดตัวลงอย่างเร็วและแรงของธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รวมทั้งธุรกิจค้าปลีกรวมกันอีกไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ทุกวันนี้ยักษ์ใหญ่ด้านศูนย์การค้าอย่าง “Wharf Holding” ที่เป็นเจ้าของห้างใหญ่ยักษ์ชื่อ “Harbour City” และ “Time Square” รวมถึงผู้บริหารกิจการค้าปลีกแบรนด์เนมสุดหรูทั้งหลาย ตลอดจนผู้บริหารโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารใหญ่น้อยทั่วฮ่องกง ล้วนตกที่นั่งลำบากจากการชุมนุมประท้วงเหมือนกัน และไม่รู้ว่าผลประกอบการปีนี้จะขาดทุนป่นปี้ขนาดไหน แถมยังไม่กล้าคิดว่าเสน่ห์ฮ่องกงจะหวนกลับคืนสู่ปกติเมื่อใด

บาดแผลทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมของขบวนการคลั่งประชาธิปไตยครั้งนี้ นับว่าสาหัสสากรรจ์ซะยิ่งกว่าเหตุการณ์ระบาดของโรคไข้หวัดนก ปี 2540 และเหตุการณ์ระบาดของโรคซาร์เมื่อปี 2546 รวมกันซะอีก


ลุ้นจีนยาตราทัพจัดระเบียบ :

ผู้สันทัดกรณีสถานการณ์จีนและฮ่องกงในภาคพื้นเอเซีย เห็นตรงกันว่ารัฐบาลจีนจะสงวนสิทธิ์เฝ้าจับตาติดตามสถานการณ์ในฮ่องกงแบบห่วงๆ อยู่ห่างๆ แล้วปล่อยให้คนฮ่องกงชำระสะสางปัญหากันเอง โดยไม่ส่งกองกำลังเข้าไปจัดระเบียบ

ใครก็ตามที่ลุ้นรอดูการยาตราทัพของจีนเข้าบดขยี้กลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะเดียวกับที่เคยทำที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ปี 2532 น่าจะเลิกลุ้นเลิกละเมอเพ้อฝันไปได้

ทำไม?

คำตอบแบบกำปั้นทุบดินคือฮ่องกง ไม่ใช่ปักกิ่ง เพราะฉะนั้นกระบวนวิธีจัดระเบียบย่อมแตกต่างกัน
ยิ่งไปกว่านั้นสถานะความสำคัญของฮ่องกงสำหรับรัฐบาลจีนที่เคยเป็นประตูบานใหญ่สำหรับจีนในการเชื่อมสัมพันธ์กับประชาคมโลก ก็แปรเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ทุกวันนี้จีีนพัฒนาศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ๆ ขึ้นมาทัดเทียมฮ่องกงในหลายต่อหลายเมือง ทั้งกวางเจา-เซินเจิ้น-เซี่ยงไฮ้-เทียนจิน-ปักกิ่ง-หางโจว

การชุมนุมประท้วงโดยคนฮ่องกง ในฮ่องกง สุดท้ายคนที่เดือดร้อนเสียหายล้วนเป็นคนฮ่องกง…เพราะฉะนั้นจุดยืนของรัฐบาลจีนต่อกรณีนี้คือ ปล่อยให้คนฮ่องกงแก้ปัญหาโดยคนฮ่องกงกันเอง

อย่างไรก็ดีโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนออกมาเปิดโปงเบื้องลึกการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง มีนักการเมืองอเมริกันอย่างน้อย 2 คนคอยให้ท้ายคือ นางแนนซี่ เพโลซี่ ส.ส.พรรคเดโมแครทและประธานสภาผู้แทนราษฏรอเมริกา กับนายมิตช์ แมค คอนเนล วุฒิสมาชิกอเมริกา พรรครีพับริกัน

ลัทธิคลั่งประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาวชาวฮ่องกง ที่ฉวยโอกาสใช้ร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นชนวนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งรุนแรงที่สุด กำลังฉุดฮ่องกงให้ดำดิ่งสู่หายนะ และกำลังบดขยี้ความงดงามดุจไข่มุกแสนงามของฮ่องกง ให้แหลกเป็นเถ้าธุลี…