เข้าใจเรื่อง ‘คืนเกาะ’ พร้อมสรุปประเด็นร้อน ‘ม็อบฮ่องกง’ โดยคนไทยที่เคยอาศัยในฮ่องกงมากกว่า 20 ปี

2101

บทความนี้เล่าเกี่ยวกับการประท้วงที่ฮ่องกงในสายตาของคนไทยคนหนึ่งที่เคยไปอยู่ฮ่องกง 20 กว่าปี ในฐานะเจ้าของกิจการซึ่งเรียนจบด้านกฎหมาย


ก่อนอื่นขอเท้าความกลับไปหลังจากจีนพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น ปลายศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ได้สิทธิเช่าฮ่องกงทั้งหมดเป็นเวลา 99 ปี โดยกำหนดวันหมดสัญญาคือ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2540 และทำพิธีส่งคืนเกาะฮ่องกงให้แก่จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้เคยมีการเจรจาระหว่างอังกฤษโดย นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับ นายเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำฝ่ายจีน เพื่อเจรจาขอเช่าเกาะฮ่องกงต่อ แต่ได้รับการปฏิเสธ และในปีเดียวกันนั้น วันที่ 26 กันยายน ผู้นำทั้งสองก็เจรจากันอีกครั้งและลงนามในสัญญาโดยมีสาระสำคัญว่า อังกฤษจะยอมส่งมอบคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีน และจีนได้ให้สัญญาว่าจะยอมให้ฮ่องกงอยู่ในฐานะ ‘เขตปกครองตนเอง’ ภายใน 50 ปี

เราย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่ฮ่องกงตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1995 ก่อน handover 2 ปี ช่วงนั้นเงินฮ่องกงแข็งกว่าเงินหยวน และแลกเป็นเงินไทยได้ประมาณ 3.22 บาท ปีนั้นเศรษฐกิจของฮ่องกงไม่ใช่แค่ดี แต่มันดีเยี่ยมเลยล่ะ ร้านอาหารเกือบทุกร้านต้องเข้าแถวต่อคิวกันยาวเหยียด เราเองสามารถโอนเงินกลับไทยได้สัปดาห์ละสองครั้งเพราะเงินสะพัดมาก ปีนั้นฝรั่งอังกฤษอยู่กันเต็มเมือง และไม่มีนักเลงจีน (ฮักแซหวุย) ที่ไหนกล้าแตะต้องฝรั่ง เพราะมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่า

ข้าราชการระดับสูงของฮ่องกงสมัยนั้นเป็นฝรั่งเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าตำรวจใหญ่ หรือตำแหน่งหัวหน้าโรงพัก ร้านขายทองเปิดกันยัน 5 ทุ่ม และไม่จำเป็นต้องมีตำรวจนั่งเฝ้าเหมือนเมืองไทย ไม่ต้องมีกรงเหล็กล้อมคอกเหมือนทองติดคุก!

นอกจากนี้ยังมีกองกำลังของทหารอังกฤษประจำการอยู่ในค่ายของเขต New Territory (ติดกับเซินเจิ้น) เราเองเคยขึ้นไปเที่ยวบนเขากับเพื่อนคนอังกฤษ ซึ่งเคยเป็นนายทหารระดับสูงประจำที่ฮ่องกง และต่อมาได้ปลดเกษียณแล้วผันตัวเป็นผู้จัดการ American Country Club (Tai Tam) ตอนหลังไม่ได้ติดต่อกัน อาจจะย้ายกลับอังกฤษไปแล้วก็ได้ แต่เขาเคยขับรถพาไปชมวิว และชี้ให้ดูรันเวย์ของสนามบินในค่ายทหารอังกฤษ (ตอนนี้เป็นของทหารจีนแล้ว) ซึ่งคนทั่วไปจะไม่ค่อยมีใครได้เห็นเพราะเป็นเขตหวงห้ามของทหาร และเข้าใจว่าค่ายทหารจีนที่ฮ่องกงในขณะนี้ standby เพื่อรอคำสั่งจากรัฐบาลฮ่องกงหากตำรวจฮ่องกงคุมม็อบไม่ไหว และเมื่อวันก่อนก็ซ้อมควบคุมฝูงชนออกสื่อเพื่อเตือนม็อบฮ่องกงแบบกลายๆ ไปแล้ว

ก่อนจะส่งมอบเกาะฮ่องกง อังกฤษพยายามขอเช่าฮ่องกงต่อ โดยอ้างว่าสามารถทำให้เจริญกว่า แต่ผู้นำจีนปฏิเสธพร้อมกับสร้างเซินเจิ้นให้แข็งแกร่ง-แข่งขันกับฮ่องกง โดยการลดภาษี ส่งเสริมการลงทุนในทุกระดับ ประกาศให้เซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ จนมาปีนี้ GDP ของเซินเจิ้นสูงกว่าฮ่องกงไปเรียบร้อยแล้ว

People and taxi cabs crossing a very busy crossroads in the central district, Hong Kong, China

หลังจากส่งมอบเกาะฮ่องกงแล้ว ฝรั่งเริ่มทยอยกลับบ้านไปนอนกินบำนาญของตัวเองที่อังกฤษ แต่หลายๆ คนก็เลือกที่จะอยู่ฮ่องกงต่อเพราะอยู่จนชินแล้ว บางคนก็มีกิจการหรือมีครอบครัวที่นี่เลยต้องอยู่ต่อ หลังจากนั้นค่าเงินฮ่องกงก็ผันผวนไปมา แข็งบ้าง-อ่อนบ้าง จนในที่สุด ปีนี้ค่าเงินฮ่องกงอ่อนค่ากว่าเงินหยวน (ปัญหาเริ่มขึ้น)

จากนั้นมา…เศรษฐกิจจีนเริ่มแข็งแกร่งมากขึ้นๆ จนตอนนี้เป็นเจ้าหนี้ของเกือบทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่อังกฤษและอเมริกา จีนสร้างทางสายไหมเพื่อการค้า-เชื่อมต่อจากเอเชียไปยุโรปและลงมาที่แอฟริกาเรียบร้อยแล้ว ใครที่ไม่ได้ไปจีนแค่ 2-3 ปี แล้วกลับไปใหม่ จะเห็นอะไรที่ผิดหูผิดตาไปมาก จำได้ว่าปีแรกที่ไปตั้งรกรากอยู่ที่ฮ่องกง เคยนั่งรถไปเที่ยว Window Of The World สมัยนั้นสองข้างทางเป็นแต่ทุ่งนาและทุ่งหญ้า แต่ตอนนี้กลายเป็นตึกสูงระฟ้า-เป็นย่านเศรษฐกิจของเซินเจิ้นไปหมดแล้ว

สมัยก่อนการปกครองประเทศที่ประกอบไปด้วยพลเมืองมากที่สุดในโลก คนฮ่องกงเรียกประเทศจีนว่า “ต่ายหลก” ซึ่งแปลว่า “แผ่นดินใหญ่” (ผู้เขียนฟังมาจากเพื่อนคนฮ่องกงที่บอกว่า “ต่ายหลก” หมายถึง six districts ขออภัยที่ผู้เขียนใช้แต่ภาษาอังกฤษช่วงที่อยู่ฮ่องกง จึงไม่ถนัดภาษาจีนมากเท่ากับภาษาอังกฤษ) ต่อมาแบ่งออกเป็นมณฑล โดยมี 23 มณฑล (รวมทั้งไต้หวันด้วย) จีนจำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ถึงต้องนำเอาระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ปกครองประเทศเพื่อให้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ง่าย

จีนโชคดีที่มีผู้นำที่รักชาติจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำคนก่อนๆ หรือผู้นำในปัจจุบัน เราถึงไม่ค่อยสนใจระบอบประชาธิปไตยมากเท่ากับผู้นำที่เข้มแข็งและมีคุณธรรม เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายประเทศว่า ไม่จำเป็นต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประเทศก็พัฒนาต่อไปได้

พอเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ผู้นำก็เริ่มพัฒนาประเทศพร้อมๆ ไปกับการพยายามรวบรวมจีนให้เป็นหนึ่งเดียว ผลคือ องค์ดาไลลามะต้องลี้ภัยไปอยู่อินเดียจนกระทั่งทุกวันนี้ รัฐบาลจีนทุ่มงบไปกับการเชื่อมดินแดนธิเบตเข้ามา สร้างมหาวิทยาลัยในธิเบตเพื่อปฏิวัติทางวัฒนธรรม ไม่เว้นแม้แต่ฝั่งตะวันตกของประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม (ชนเผ่าอุยกูร์) ยกเว้นไต้หวันที่ยังไม่ยอมขึ้นกับรัฐบาลกลาง เพราะมีกองกำลังและอาวุธเป็นของตนเอง หากจีนรุกรานไต้หวันก็จะเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างใหญ่หลวง รัฐบาลกลางจึงต้องเลือกที่จะกดไต้หวันด้วยการใช้สิทธิสมาชิกถาวรของสหประชาชาติ (มี 5 ชาติ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา) ห้ามไม่ให้สหประชาชาติรับรองไต้หวันเป็นประเทศ

Anti Extradition Bill Protest. A reporter running for cover as tear gas canisters explode during clashes with protesters outside the Central Government Office in Hong Kong.

กลับมาที่ฮ่องกง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีทางที่คนฮ่องกงจะขอแบ่งประเทศเพื่อปกครองตนเองได้ เพราะ

(1) ไม่มีกองกำลัง (ทหาร) และอาวุธเป็นของตนเอง ซึ่งต่างจากไต้หวัน

(2) ตามสนธิสัญญาก่อนส่งมอบฮ่องกง ฮ่องกงต้องอยู่ในฐานะ “เขตปกครองตนเอง” เพียง 50 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็ต้องไปเป็นส่วนหนึ่ง (มลฑลหนึ่ง) ของประเทศจีน ซึ่งใครจะแบ่งแยกไม่ได้ และจีนก็ไม่มีทางที่จะยอม (เหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ของเราที่ใครจะมาแบ่งแยกไม่ได้)

(3) ยิ่งม็อบเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น ยิ่ง “เพิ่มความชอบธรรม” ให้แก่รัฐบาลฮ่องกงที่จะขอรับการสนับสนุนด้วยกำลังทหารจากประเทศแม่มากขึ้นเท่านั้น และรัฐบาลจีนเคยใช้กำลังปราบปรามมาแล้วกับการประท้วงของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์เมื่อปี 2552 ผลคือ ผู้ประท้วงตาย 140 บาดเจ็บ 800 กว่าคน เพราะรัฐบาลจีน “มีความชอบธรรม” ในการปราบจลาจลที่รุนแรงทุกรูปแบบ และความชอบธรรมนี้จะเป็นเกราะป้องกันการประณามจากนานาชาติและเป็นการห้ามมิให้นานาชาติเข้ามายุ่งเพราะถือว่าเป็นกิจการภายในของประเทศ

(4) ประเด็นการร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากคู่รักหนุ่มสาวชาวฮ่องกงคู่หนึ่งที่เพิ่งจะคบหาและชวนกันไปเที่ยวไต้หวัน แต่ฝ่ายชายมาทราบว่าฝ่ายหญิงตั้งท้อง (สันนิษฐานว่าท้องกับชายอื่น) แล้วฆ่าฝ่ายหญิง หนีกลับฮ่องกง ฝ่ายชายรับโทษติดคุกเพียงไม่กี่เดือนด้วยข้อหายักยอกทรัพย์ ส่วนข้อหาการฆ่าคนตาย ไม่สามารถดำเนินคดีได้เพราะฮ่องกงกับไต้หวันไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ดังนั้น รัฐบาลฮ่องกงจึงผลักกฎหมายนี้เข้าสู่สภาเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ประจวบกับแกนนำคนสำคัญของการก่อม็อบครั้งก่อนเพิ่งพ้นโทษออกจากคุก จึงเกิดการรวมตัวของคนรุ่นใหม่เพื่อคัดค้านการออกกฎหมายนี้เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ แต่การชุมนุมที่เพิ่มความรุนแรงทำให้ม็อบ “ขาดความชอบธรรม” เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะไปละเมิดกฎหมายของรัฐ ละเมิดสิทธิของคนทั่วไป จึงแทบจะมองไม่เห็นทางที่จะชนะรัฐบาลฮ่องกงและกดดันให้หัวหน้ารัฐบาลลาออกได้เลย

การให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นความร่วมมือทางกฎหมาย มีความสำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามอาชญากรรม แม้โดยหลักการ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ใช่พันธกรณีทางกฎหมาย และไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศใดที่กำหนดเงื่อนไขทางกฎหมาย บังคับให้ประเทศผู้รับคำร้องขอต้องส่งผู้ร้ายที่หลบหนีไปอาศัยอยู่ในประเทศตนข้ามแดน เพราะเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐ “แต่ด้วยความจำเป็นของทุกประเทศบนโลก” ต้องพยายามร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เป็นการยากที่ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติจะเลี่ยงได้ ถึงแม้ในวันนี้กฎหมายฉบับนี้จะถูกระงับหรือถอนออกไป แต่ในอนาคตก็ต้องทำอยู่ดี …ปัญหาจากอาชญากรรมที่หนุ่มฮ่องกงฆ่าแฟนสาวที่ไต้หวัน นั่นคือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

การส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างจีนกับฮ่องกง คือผลพลอยได้จากการร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งคนฮ่องกงที่ก่อม็อบออกมาตีโพยตีพายว่า อาจจะถูกกลั่นแกล้งจากรัฐบาลจีน ให้ได้รับโทษ โดยเฉพาะกับผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง แต่ถ้ามีคนลุกขึ้นมาถามกลับว่า…

(1) กฎหมายแต่ละมาตรา มีการบังคับเสมอภาคกับทุกคนไหม? หรือมีการยกเว้นสำหรับผู้ร่างและผู้เสนอ ว่าไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้? และถ้าไม่มีการยกเว้น ทำไมคนร่างถึงไม่กลัวกฎหมายฉบับนี้? ถ้าไม่ละเมิดกฎหมาย ทำไมต้องกลัว? ก็คงคล้ายๆ กับกฎหมายบังคับให้สวมหมวกกันน็อคในเมืองไทย ถ้าสวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่แล้วทำไมต้องกลัวว่าจะถูกจับเรื่องหมวกกันน็อค? แรกๆ พวกเราก็ไม่ชิน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าถ้าไม่สวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่ ก็เหมือนจะขาดอะไรไปใช่ไหม กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็เหมือนกัน ตอนนี้อาจจะไม่ชินเลยต่อต้าน ถ้าไม่ดีจริงทำไมนานาอารยประเทศถึงยอมรับกฎหมายนี้ล่ะ?

(2) ประชากรของประเทศจีนมีประมาณ 1,400 ล้านคน บวกกับประชากรของประเทศสมาชิกที่ทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศ รวมๆ แล้วมากกว่า 2 ใน 3 ของประชากรทั้งโลก (7.6 พันล้านคน) ทำไมไม่มีใครลุกมาต่อต้านกฎหมายฉบับนี้เหมือนคนฮ่องกง? ประชากรส่วนใหญ่ของโลกผิดปกติ หรือใครผิดปกติ?

จากการชุมนุมโดยสงบ ลามปามกลายเป็นการบังคับให้หัวหน้ารัฐบาลลาออก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและเป็นไปไม่ได้ เพราะหัวหน้ารัฐบาลฮ่องกงเข้ามาบริหารอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีคำสั่งจากรัฐบาลจีนเป็นการเฉพาะ …กฎหมู่ไม่มีทางชนะกฎหมายได้ ไม่งั้นแต่ละประเทศจะดำรงอยู่ได้อย่างไร? การทำลายทรัพย์สินของราชการ เผาธงชาติของจีน ขัดขวางการเดินรถไฟฟ้าสาธารณะ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงาน ฯลฯ เป็นการละเมิดกฎหมายและคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจีนคงอยู่เฉยไม่ได้ แล้วยิ่งพีคไปกว่านั้นคือ การขอแบ่งแยกประเทศ ซึ่งถ้ารุนแรงถึงขั้นเข้ายึดสถานที่ราชการแล้วประกาศเอกราช ก็อาจจะเข้าข่ายก่อการกบฏที่มีอัตราโทษสูงมากถึงขั้นประหารชีวิต

Anti Extradition Bill Protest. Protesters marched through Kowloon reaching out to Chinese tourists. A young lady adding a message of support outside the West Kowloon Station.

สงสารคนที่ไม่เข้าใจกฎหมายและหลงเป็นเหยื่อเข้าร่วมหรือสนับสนุนการชุมนุม สังเกตให้ดีว่าส่วนใหญ่มีแต่คนหนุ่มสาวห้าวเป้ง ก่อนหน้านั้นก็มีม็อบผู้สูงวัยเสื้อขาวออกมาปะทะบ้างประปราย ก็แสดงว่า ไม่ใช่ประชากรทั้งหมดที่เห็นด้วยกับม็อบนี้ ดังนั้น อย่าได้เอาไปเปรียบเทียบกับการประกาศเอกราชของสาธารณรัฐไครเมีย ที่สามารถแยกตัวออกมาจากประเทศยูเครนเมื่อปี พ.ศ. 2557 ได้ แถมขอไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียได้อีกต่างหาก เพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ประชากรของแหลมไครเมีย คือคนรัสเซีย และแหลมไครเมียอยู่ใกล้กับรัสเซีย ซึ่งไม่ว่าจะมองทางด้านเชื้อชาติและภูมิประเทศก็สมควรแล้ว

หันกลับไปมองฮ่องกง พลเมืองที่นี่เกือบ 100% เป็นคนจีน ไม่ใช่ฝรั่ง และภูมิศาสตร์ก็บอกพิกัดอย่างชัดเจนว่าที่นี่คือส่วนหนึ่งของจีน ไม่ใช่ยุโรป และในอดีตก่อนเกิดสงครามฝิ่น ฮ่องกงก็คือส่วนหนึ่งของเซินเจิ้น เพียงแค่อังกฤษได้สิทธิในการเช่าเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การขอกลับไปอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษจึงเป็นไปไม่ได้ และอังกฤษเองก็ไม่ได้ให้เครดิตคนฮ่องกงเหมือนกับรัฐบาลโปรตุกีสให้เครดิตกับคนมาเก๊า (ขณะนั้นมาเก๊ามีประชากรเพียง 6 พันกว่าคน ที่เหลือคือแรงงานต่างชาติทั้งหมด) ซึ่งได้รับพาสปอร์ตโปรตุกีสก่อน handover ในปี ค.ศ. 1999 (หลังฮ่องกง 2 ปี) ในขณะที่รัฐบาลอังกฤษให้แค่ BNO (British Nationality Oversea) แก่คนฮ่องกงที่เลือกข้าง ซึ่งมีไม่มากที่อยากได้ BNO ถามต่อ…อยากเป็นนักหรือ? ภูมิใจนักหรือ? กับคำว่า “พลเมืองชั้นสอง” ที่อยู่ใน oversea!

เรื่องสัพเพเหระที่แทรกเข้ามาทำให้คนชุมนุมเพิ่มขึ้นๆ หนึ่งในนั้นคือ ปัญหาของราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นทุกปีๆ จนคนฮ่องกงแบกรับค่าเช่าบ้านที่สูงมากไม่ไหวถ้าเทียบกับรายได้ (ปัจจัย 1 ใน 4 ของมนุษย์, อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค) สมัยก่อนเราเองเคยพูดล้อกับเพื่อนๆ เสมอว่า ถ้าไปหาเราที่ฮ่องกง เราเลี้ยงดูได้แต่ไม่ปูเสื่อ (เพราะค่าเช่าแพง) ใครมาเยี่ยมก็ให้หาที่นอนกันเอาเอง เราเลี้ยงได้แค่อาหารการกิน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ฮ่องกงแพงขึ้นทุกปีๆ เพราะคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่มีกำลังทรัพย์เข้ามากว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ฮ่องกงกันมาก เพื่อประดับบารมีว่าสามารถมีบ้านหลังที่สองในฮ่องกงได้ คนจีนจากประเทศจีนยุคนี้รวยจริงซื้อจริง และไม่ได้กว้านซื้อแค่ที่ฮ่องกง แต่กว้านซื้อทุกที่ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ทำให้เกิดการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง และคนที่เดือดร้อนคือคนฮ่องกงซึ่งเคยใช้ชีวิตแบบชิลๆ มาตั้งแต่เกิด

หลายๆ คนที่เกิดและโตมาจนตอนนี้อายุเกือบ 40 แล้ว ยังหุงข้าวไม่เป็น ล้างถ้วยไม่เป็น เรื่องรีดผ้าและทำกับข้าวไม่ต้องพูดถึง เพราะพ่อแม่ให้เรียนหนังสืออย่างเดียวพอ อย่างอื่นจ้างแม่บ้านหมด ไปดูสิ ประชากรของฮ่องกง 7 ล้านกว่าๆ เอง กลับมีแม่บ้านอิมพอร์ตเกือบๆ 5 แสนคน เฉพาะแม่บ้านฟิลิปปินส์ประเทศเดียวก็ปาเข้าไป 3 แสนกว่า อุแม่เจ้า!! เท่ากับพลเมือง 1 จังหวัดของประเทศไทยเลยนะนั่น!

คนฮ่องกงจึงคุ้นชินกับความสบายมาตลอดชีวิตจากระบบสวัสดิการ และวิถีชีวิตที่สืบทอดมาจากการปกครองของอังกฤษ พอมาเจอค่าเช่าแพงและบริหารค่าใช้จ่ายไม่ไหว เลยผสมโรงกับม็อบเสื้อดำ เพราะความเกลียดชังคนจีนและรัฐบาลจีน ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย

ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา อยากจะบอกว่า…

คนฮ่องกงมีรากเหง้ามาจากบรรพบุรุษคนจีนแผ่นดินใหญ่ ตรุษจีนแต่ละปีคนฮ่องกง (ที่คิดได้) ก็จะกลับไปเยี่ยมปู่ย่าตายายของตัวเองที่เมืองจีนจนฮ่องกงแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง ถึงขนาดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นยังต้องหยุดทำการ 2 วัน ในขณะที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ ไม่เคยหยุดผลิตสื่อเลยสักวัน ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่หรือสงกรานต์ นั่นก็แสดงว่า ความกตัญญูของคนจีนรุ่นเก่าฝังรากลึกเข้าไปในทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ ดังนั้นจึงมีคนรุ่นเก่าออกมาต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับคนรุ่นใหม่ที่ยกย่องวัฒนธรรมของตะวันตกเกินงาม …อารมณ์พอๆ กับพี่ไทยช่วงก่อนเลือกตั้งที่มีสงครามน้ำลายระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เพียงแต่ฮ่องกงจะหนักกว่าที่ออกมาไล่ตีกันเองตามที่สาธารณะ ถ้าหากคนฮ่องกงรุ่นใหม่ไม่ยอมสำนึกและหยุดการเคลื่อนไหว สถานีต่อไปก็น่าจะเป็นโรงพยาบาลและเรือนจำ

สมัยที่เราอพยพไปอยู่ฮ่องกงใหม่ๆ คนฮ่องกงรุ่นใหม่เคยดูถูกคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ (หรือที่เรียกว่า จีนต่ายหลก) ไว้มาก ว่าไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีการศึกษา ไม่มีมารยาท ฐานะจนกว่า โน่น-นี่-นั่น มากมาย เราเองเจอกับสถานการณ์แบบนั้นแทบทุกวัน บางครั้งถึงขนาดคนฮ่องกงไม่ยอมนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับคนจีนต่ายหลกในร้านอาหาร แต่มาสมัยนี้คนฮ่องกง “รับไม่ได้” ที่คนจีนต่ายหลกรวยกว่า แถมข้ามเขตมาใช้เงินฟุ่มเฟือยในถิ่นของตน ในขณะที่คนฮ่องกงน้อยคนที่จะมีเงินเก็บเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวันโดยเฉพาะค่าเช่าบ้าน “ความเกลียดชัง” จึงก่อตัวขึ้นและสะสมเพิ่มขึ้นๆ จนระเบิดออกมาด้วยความรุนแรงในม็อบ พาลเกลียดไปถึงรัฐบาลกลาง ซึ่งไม่ได้รู้เรื่องกับปัญหาโลกแตกพวกนี้ และก็ไม่ได้เป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้คือ “กลไกของเศรษฐกิจและกติกาสากลของสังคมโลก” ที่ทุกคนต้องยอมรับและต้องปรับตัวให้ได้

ค่าเงินและเศรษฐกิจที่ผันผวนของโลก และค่าเงินหยวนในขณะนี้แข็งกว่าเงินฮ่องกง ทำให้คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ซึ่งส่วนมาก “มีเงินเก็บ” และอยู่ได้ แต่คนฮ่องกงรุ่นใหม่ที่ “ได้มา-ใช้ไป” กลับอยู่ไม่ได้ นี่คือตัวอย่างที่คนทั่วไปควรนำมาเป็นบทเรียนว่า ถ้าไม่รู้จักออมเงินและใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เมื่อวันหนึ่งตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็จะอยู่อย่างลำบาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนฮ่องกงรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสกับความลำบากในชีวิต ต้องจ้างคนซักผ้ามาตลอด ต้องกินอาหารนอกบ้านทุกมื้อเพราะทำอะไรเองไม่เป็น พอติดกับดักจากปัญหารายวันแล้วหาทางออกไม่ได้ก็โทษรัฐบาลจีน ขอปลดปล่อยเป็นอิสระ แล้วถ้าคนฮ่องกงรุ่นใหม่สามารถปกครองตนเองได้ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปไหม? อารมณ์ก็คงจะพอๆ กับพี่ไทย ที่ฝนแล้งก็ด่ารัฐบาล น้ำท่วมก็ด่ารัฐบาล ขายของไม่ได้ก็ด่ารัฐบาล แต่ไม่เคยมองโลกของความเป็นจริงว่า ภาวะโลกร้อนเริ่มรุนแรงขึ้น คนมักง่ายชอบทิ้งขยะลงแม่น้ำ-ลำคลอง การค้าขายและธุรกรรมทางการเงินก็ขึ้นไปอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตเกือบหมดแล้ว

บอกตรงๆ ว่าเป็นห่วงความคิดและการแสดงออกของคนฮ่องกงรุ่นใหม่มาก มันจบไปแล้วระบอบคอมมิวนิสต์ที่น่ากลัวในอดีต เหลือแต่ระบอบสังคมนิยมที่พัฒนาแล้ว ไม่มีแล้วกับกฎหมายบุตร 1 คน 1 ครอบครัว หมดยุคไปแล้วกับการไล่ทุบบ้านกับคนที่ฝ่าฝืนเพื่อตั้งครรภ์ครั้งที่สอง มันหมดยุคแล้วกับการยอมเป็นเมียน้อยของหญิงสาวชาวต่ายหลกที่ทุกๆ เย็นวันศุกร์ต้องมายืนรอสามี (ของคนอื่น) ที่หน้าด่านเซินเจิ้น เพื่อแลกกับเงินเดือนไม่กี่ร้อยหยวน ปีนี้มีแต่หญิงต่ายหลกที่เก่งในการค้าขาย ไม่มีแล้วกับ pickpocket ในทุกๆ มณฑล และไม่จำเป็นต้องสะพายกระเป๋าไว้ด้านหน้าตลอดเวลาเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หมดแล้วกับการดักปล้นรถโดยสารเล็กกลางทาง

คนต่ายหลกรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษได้ดี ถึงแม้จะไม่ดีมากเท่ากับคนฮ่องกงรุ่นใหม่ แต่ก็สื่อสารกับคนต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง …ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเถอะว่าจีนสมัยนี้ดีขึ้น-เจริญขึ้นมากแค่ไหน บ้านเมืองสะอาดสอ้านสวยงามทุกที่ แม้กระทั่งในชนบทไกลโพ้น อีกทั้งมีผู้นำที่เก่ง-มีคุณธรรม และเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ

…กรุงโรมไม่ได้สร้างวันเดียวเสร็จ และวันนี้เขาทำสำเร็จแล้ว ตราบใดที่คนฮ่องกงรุ่นใหม่ไม่ยอมอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่เลิกเกลียดคนต่ายหลก ไม่เลิกเกลียดรัฐบาลจีน ไม่ยอมปรับตัวและไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็คงอยู่กันอย่างวุ่นวายไปตลอดเหมือนเช่น 9 สัปดาห์ที่ผ่านมา ลองคิดให้ดีว่า ใครได้? ใครเสีย?


ญาศิณี ธงสิบเจ็ด ฮ่องกง ม็อบฮ่องกง

 

 

เรื่อง : ญาศิณี ธงสิบเจ็ด

ที่มา : https://facebook.com/story.php?story_fbid=656590484826900&id=100014278634939


เกาะติดประเด็นร้อนจากการที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับคุณสุทธิชัย หยุ่น ผ่าน Suthichai Live คนไทยที่ฮ่องกงวิเคราะห์วิกฤตฮ่องกง! หรือคลิกด้านล่างเพื่ออ่านบทความภาคต่อ

Suthichai live คนไทยที่ฮ่องกงวิเคราะห์วิกฤติฮ่องกง!

โพสต์โดย Suthichai Yoon เมื่อ วันพุธที่ 14 สิงหาคม 2019