วิธีสังเกต ลูกคุณเป็น “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child) ตอนที่ 3

316

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กอัจฉริยะนั้น ครูผู้สอนต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก และจัดหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่จูงใจส่งเสริมความเป็นอัจฉริยะอย่างเหมาะสม มีเนื้อหาที่ยาก และท้าทายกว่าหลักสูตรสำหรับเด็กทั่วไป มีการเชื่อมโยงและบูรณาการในหลายวิชา จัดกระบวนการเรียนรู้ที่สลับซับซ้อนลึกซึ้งกว่าหลักสูตรปกติ จัดกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ ควรฝึกให้เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระ ให้มีความรับผิดชอบในการแสวงหาความรู้ เน้นการพัฒนาสมองทุกส่วน และเน้นพัฒนาการด้านคุณธรรม จริยธรรม

อาจกล่าวได้ว่า เด็กอัจฉริยะต้องได้รับการพัฒนาที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป มีหลักสูตรเฉพาะ ต้องสร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมให้ยั่วยุท้าทายความสามารถให้เด็กได้พัฒนาเต็มศักยภาพ เพื่อให้มีคุณธรรมจริยธรรม มีความฉลาดทางอารมณ์ มีความคมทางปัญญา จะต้องสร้างให้เป็นคนเก่ง คนดี และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานการทางศึกษา เพื่อให้มีการค้นหาและพัฒนาความสามารถพิเศษตั้งแต่เยาว์วัย และเชื่อมโยงต่อเนื่องไปจนถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้น โดยให้มีการคัดแยกด้วยวิธีการที่หลากหลายและเหมาะสมกับเด็กแต่ละกลุ่ม ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ปรับปรุงหลักสูตร สื่อการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และอื่นๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพสูงสุดของผู้เรียนแต่ละคน และที่สำคัญต้องมีเวทีให้เด็กได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถด้วย


องค์ความรู้ Gifted

องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ Gifted ในแง่ของกระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ มีเป็นจำนวนมาก ทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ งานวิจัยของ ผกา สัตยธรรม (2545) เรื่องการอบรมเลี้ยงดูเด็กปัญญาเลิศ ที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ 1) สภาพแวดล้อมทางครอบครัวของเด็กปัญญาเลิศ 2) ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ 3) บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ 4) บทบาทของผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูลูก 5) ปัญหาของเด็กปัญญาเลิศ

ผลการวิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมทางครอบครัวของเด็กปัญญาเลิศ มารดาจะดูแลตนเองเป็นพิเศษขณะตั้งครรภ์ อายุของมารดาในช่วงการตั้งครรภ์อายุน้อยที่สุดคือ 21 ปี มากที่สุดคือ 37 ปี บิดามารดาจะให้ความรักและเอาใจใส่บุตรธิดามากที่สุด การเลี้ยงดูเด็กปัญญาเลิศไม่ต่างจากลูกคนอื่นๆ ผู้ที่ดูแลลูกและใกล้ชิดลูกมากที่สุดคือมารดา สิ่งแวดล้อมทางบ้านและทางโรงเรียนมีส่วนส่งเสริมความฉลาดของลูกเท่าๆ กัน

gifted child

ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ มีพัฒนาการตั้งแต่เกิดไปตามปกติ พัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ โตเร็วกว่าปกติ รู้จักระงับอารมณ์ สนใจบุคคลรอบข้าง มารดามีปัญหาสุขภาพ โดยทั่วไปมีความฉลาด หัวไว มีสมาธิดี จำแม่น ช่างสังเกต ชอบซักถาม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถหลายด้าน สามารถคิดวิเคราะห์ปัญหาได้ เรียนได้ 4 ตลอด มีความรับผิดชอบ พูดได้ก่อนเดิน วาดรูปเก่ง ฉลาดในการตั้งคำถาม คิดเร็ว มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความอดทน พยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ ชอบช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า

บทบาทของผู้ปกครองในการส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ ส่งเสริมให้ลูกทำสิ่งต่างๆ และกิจกรรมที่สนใจ ให้อ่านหนังสือทุกประเภท สนใจดนตรี ให้ทำงานร่วมกับเพื่อน ให้ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ผู้ปกครองให้ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ได้ฝึกงานกลุ่ม ฝึกคุณธรรมต่างๆ เช่น เสียสละ รู้จักหน้าที่ต่อประเทศชาติ ทางบ้านมีการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดี ช่วยแก้ปัญหาให้ลูก ให้เขามีความขยันหมั่นเพียร มีสมาธิ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ครบ 5 หมู่ ให้ในสิ่งที่ลูกขอเพราะเขาจะเห็นคุณค่าในสิ่งนั้น อบรมให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ให้ความรักลูกที่ถูกทาง อุปสรรคในการเสริมสร้างความฉลาดคือ ไม่ให้ความรักและไม่สนใจความรู้สึกของลูก

บทบาทของผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูลูก แบ่งเป็น 2 แบบคือ การอบรมเลี้ยงดูแบบใกล้ชิด คือให้ความรักความอบอุ่นทั้งกายและใจ ให้กินอิ่มนอนหลับ แบบที่ 2 อบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย อบรมสั่งสอน บอกเหตุผลให้เข้าใจ ทำผิดก็ให้ทำให้ถูกต้อง ตีเป็นบางครั้ง ทำถูกก็ชม บอกเหตุผลในการลงโทษ


ปัญหาของเด็กปัญญาเลิศ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น นอนหลับลึกปลุกยาก เป็นเด็กอ้วนถูกเพื่อนล้อเลียน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ฟันไม่สบกัน เคี้ยวอาหารลำบาก

กลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับทางอารมณ์และสังคม ได้แก่ การทะเลาะกันระหว่างพี่น้อง เพราะมีความคิดแตกต่างกัน มีความก้าวร้าวและอิจฉาน้อง การแหย่กันระหว่างพี่น้อง หงุดหงิดอาละวาด มีความกังวลสูง ไม่พอใจคำพูดของผู้ใหญ่ในบ้าน มีนิสัยเฉื่อยชา กลัวคนแปลกหน้า คนแก่ ได้รับการตามใจมากเกินไป มีความกังวลเกี่ยวกับการเรียน ต้องการความรัก-เอาใจใส่จากมารดามากทุกๆ คน ทำให้ไม่มีการเสียสละ

กลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับการทำงาน เช่น ทำงานล่าช้า ดูแต่ทีวี ไม่รู้จักการแก้ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ไม่ชอบวางแผนล่วงหน้า ขาดทักษะในทางกีฬา เพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยช่วยทำงาน จึงไม่สบายใจ

สอดคล้องกับ Echo H. Wu (2012) จาก Murray State University สหรัฐอเมริกา ที่ได้ศึกษาเรื่อง Enrichment and Acceleration: Best Practice for the Gifted and Talented ผลการวิจัยพบว่า เยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษทุกคนมีพรสวรรค์ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว โดยหากมีหลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเรียนรู้ของเยาวชนแต่ละคนก็จะเป็นการเสริมสมรรถนะที่แตกต่างกันสำหรับเด็กปัญญาเลิศ

เห็นได้จากงานวิจัยของ Hertzog (2003) ที่ได้ศึกษาเรื่อง Impact of gifted programs: from the students’ perspectives ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับเด็กปัญญาเลิศแต่ละคนมีความสำคัญจำเป็น เนื่องจากเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษมีความแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ นักการศึกษาจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างชาญฉลาดว่า ควรจะร่างหลักสูตรอย่างไร ข้อค้นพบจากงานวิจัยของ Hertzog คือไม่ควรปรับเปลี่ยนเด็กปัญญาเลิศให้พอดีกับหลักสูตร แต่ควรปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้พอดีกับเด็ก

สอดคล้องกับ Olszewski-Kubilius (2003) ที่ได้ศึกษาเรื่อง Do we change gifted children to fit gifted programs, or do we change gifted programs to fit gifted children? ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่มีพรสวรรค์สูงบางคนอาจต้องการโปรแกรมพิเศษเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ในขณะที่เด็กที่มีพรสวรรค์ปานกลางอาจไม่ต้องการ อย่างไรก็ดี เด็กปัญญาเลิศทุกคนควรได้รับการบริการที่ดีที่สุดด้วยโปรแกรมเสริมสมรรถนะ อาจจะเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบกลุ่มหรือเดี่ยวก็ได้ และจะจัดภายในหรือภายนอกห้องเรียนก็ได้

ขณะเดียวกัน งานวิจัยของ Renzulli (2012) หัวข้อ Reexamining the role of gifted education and talented development for the 21st  century: A four‐part theoretical approach ได้เสนอว่า การจัดการศึกษาแบบ Gifted มีความแตกต่างกับการจัดการศึกษาแบบอื่นอย่างแน่นอน ตราบเท่าที่เราใส่ใจกับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียนแต่ละคน การทำความเข้าใจพรสวรรค์ที่แตกต่างจะทำให้ทุกฝ่าย ทั้งนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม ประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน

อ่านตอนต่อไป วิธีสังเกต ลูกคุณเป็น “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child) ตอนที่ 4


บทความก่อนหน้าเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child)

วิธีสังเกต ลูกคุณเป็น “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child) หรือไม่?

วิธีสังเกต ลูกคุณเป็น “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child) ตอนที่ 2