วิธีสังเกต ลูกคุณเป็น “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child) ตอนที่ 4

179

Howard Gardner (2005) ได้นำเสนอทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) โดยแบ่งสติปัญญาของคนทั่วไปออกเป็น 8 ด้าน คือ เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child)

  1. ความฉลาดด้านภาษา (Verbal/Linguistic)
  2. ความฉลาดด้านดนตรี (Musical/Rhythmic)
  3. ความฉลาดด้านตรรกะ (Logical/Mathematical)
  4. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Visual/Spatial)
  5. ความฉลาดด้านกายลีลา (Body/Kinesthetic)
  6. ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal)
  7. ความฉลาดด้านรู้จักตนเอง (Intrapersonal)
  8. ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Naturalistic)

การประยุกต์การสอนด้วยวิธีพหุปัญญากับเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

1. เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เหมือนกัน จึงควรมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย

2. เนื่องจากผู้เรียนมีระดับพัฒนาการในเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เท่ากัน จึงจำเป็นที่จะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการในแต่ละด้านของผู้เรียน

3. เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เหมือนกัน และการผสมผสานของความสามารถด้านต่างๆ ที่มีอยู่ไม่เท่ากันนี้ ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ (Uniqueness) และเอกลักษณ์นี้เองเป็นบ่อเกิดของความแตกต่างที่หลากหลาย (Diversity)

4. ระบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ควรปรับเปลี่ยนไปจากแนวคิดเดิมที่ใช้การทดสอบเพื่อวัดความสามารถทางเชาวน์ปัญญาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง โดยไม่มีความสัมพันธ์กับบริบทที่แท้จริงที่ใช้ความสามารถนั้นๆ

Social-Instruction-for-the-Gifted-Child เด็กปัญญาเลิศ Gifted child


แนวปฏิบัติที่ดี

แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของกระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ หรือ เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child) มีแนวทางการดำเนินงานโครงการต้นแบบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษจำนวนมาก ทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ ค่ายเสริมอัจฉริยภาพเด็กไทย สสอน. ซึ่งดำเนินการโดย สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน.) หน่วยงานในกำกับของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) เมื่อปี พ.ศ. 2552 ร่วมกับ 5 สถาบันการศึกษา ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช และโรงเรียนไผทอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ G&T April 2009 Summer Camp ผ่านศูนย์ GTX (Gifted and Talented Exploring Center) หรือศูนย์เสาะหาและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษในท้องถิ่น ศูนย์ต้นแบบที่ สสอน. จัดตั้งร่วมกับโรงเรียนและองค์กรเครือข่ายในท้องถิ่น เพื่อเสาะหา วัดแววความสามารถพิเศษของเด็กในแต่ละด้าน และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนสามารถพัฒนาความสามารถพิเศษของตนอย่างเต็มศักยภาพ

สสอน. กำหนดให้มีการจัดฐานการเรียนรู้ 8 ฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถพิเศษของเด็กและเยาวชน 8 ด้าน ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาและวรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี กีฬา สังคมศาสตร์ และความริเริ่มสร้างสรรค์ โดยภายในศูนย์ GTX ประกอบด้วยสื่อการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนสามารถค้นคว้า เรียนรู้ตามความสนใจ และสร้างสรรค์ ตลอดจนสามารถฝึกหัดทำผลงานตามความสนใจและความสามารถพิเศษได้ด้วยตนเอง โดยมีเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 513 คน และทุกคนเป็นเด็กที่ผ่านการคัดกรองโดยกระบวนการสรรหาของศูนย์เสาะหาและพัฒนาเด็กผู้มีความสามารถพิเศษ (GTX)

เนื้อหากิจกรรมของค่ายจะแบ่งออกเป็นการพัฒนาเด็กในแต่ละด้าน อาทิ หลักสูตรนักรักษ์ภาษาไทย  หลักสูตรยอดนักประดิษฐ์  หลักสูตรยอดนักสืบ หลักสูตรศิลปะ และหลักสูตรเกษตรน่ารู้ ฯลฯ การเรียนรู้ในค่ายมุ่งเน้นให้เด็กๆ ได้รับการกระตุ้นการคิดผ่านทุกกิจกรรม ซึ่งออกแบบให้สอดรับกับการทำงานของสมอง โดยเด็กๆ จะได้ทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมา (Recognize) แล้วนำไปสู่การแก้ปัญหา (Problem Solving) กระทั่งกระบวนการสุดท้าย เด็กจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) ประยุกต์ความรู้ที่มีทั้งหมดมาหาคำตอบในสิ่งที่ตนต้องการได้

ตลอดระยะเวลา 7 วันในค่าย เด็กๆ จะได้สัมผัสกับ 3 กระบวนการนี้ผ่านการเรียนรู้ที่สนุกสนาน นำไปสู่การค้นพบวิธีที่จะทำให้เด็กพัฒนาศักยภาพของตนเอง ตามความมุ่งหวังของค่ายที่จะให้เด็กเหล่านี้คิดเป็น โดยไม่เก่งแค่ในตำราเพียงอย่างเดียว

ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ สถาบันวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานศูนย์ฯ ได้ดำเนินการหลักสูตรเพิ่มพูนประสบการณ์ (Enrichment Program) เพื่อเน้นการพัฒนากลยุทธ์ความคิดระดับสูง เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงเหตุผล การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ให้กับเด็กระดับปฐมวัย และประถมศึกษา ที่มีความสามารถพิเศษ หรือมีความถนัด และสนใจด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านภาษาและด้านศิลปะ โดยใช้รูปแบบกิจกรรมที่มีเนื้อหาสาระวิชาที่ท้าทายและเข้มข้น ผสมผสานกับวิธีการสอนที่สนุก-เข้าใจง่าย ได้ลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของเด็ก (สถาบันวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ, 2555)

โดยศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเป็นสถาบันเดียวในประเทศไทยที่มีการจัดกิจกรรมประเมินศักยภาพพื้นฐานที่สำคัญแบบองค์รวม ทั้งด้านสติปัญญา ความสามารถ ทักษะสังคม ทักษะอารมณ์ ทักษะชีวิต และทักษะการคิด จึงมีข้อมูลทั้งจากการทดสอบ และการสังเกตพฤติกรรม และพบว่าเด็กไทยจำนวนมากที่มีสติปัญญาสูงแต่ไม่สามารถนำต้นทุนที่ดีที่มีอยู่ในตัวมาแสดงศักยภาพได้ โดยเฉพาะวิธีคิดและวิธีการแก้ปัญหา ที่น่าเป็นห่วงคือ ทั้งเด็กที่มีสติปัญญาอยู่ในระดับอัจฉริยะถึงเด็กที่มีสติปัญญาปกติ ล้วนมีผลการทดสอบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาในระดับต่ำมาก หากเทียบกับมาตรฐานสากล การไม่กล้าคิดไม่กล้าออกนอกกรอบ ความไม่มั่นใจในตนเองเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เด็กขาดวิธีคิด เพราะไม่กล้าคิด และไม่ทราบวิธีคิด ดังนั้นการจะปรับเปลี่ยนเด็กไทยให้สามารถคิดแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ จำเป็นต้องให้เด็กไทยมีความพร้อมที่จะสร้างความคิดได้

เพราะพลังของความคิดช่วยให้สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่เป็นฐานสู่กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา โดยหลักสูตรเพิ่มพูนประสบการณ์ดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากเด็กที่ได้ผ่านการวินิจฉัยศักยภาพกับศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ หลังจากที่ทราบแล้วว่าเด็กมีความถนัดและสนใจด้านใด เพื่อจะได้ใช้หลักสูตรนี้เป็นฐานวิธีคิดและวิธีการแก้ปัญหาจากแววความสามารถที่เด็กมีอยู่ในตัวเด็กได้มากยิ่งขึ้น กระบวนการสร้างหลักสูตรและกิจกรรมจึงมีความเข้มข้น โดยบูรณาการกับสาระการเรียนรู้ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านภาษาและด้านศิลปะ นอกจากนี้ผู้สอนหลักสูตรนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญ และมีวิธีการสร้างการเรียนรู้ให้เด็กเป็นอย่างดี


หากคุณยังไม่ได้อ่านบทความก่อนหน้า คลิกตามไปอ่านได้เลย

วิธีสังเกต ลูกคุณเป็น “เด็กปัญญาเลิศ” (Gifted Child) ตอนที่ 3