‘รังสีเทคนิค’ หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ แสงสว่างแห่งวงการแพทย์ ความร่วมมือของ 2 สถาบันการศึกษา

1340

คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในขั้นวิกฤต ทั้งทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล รวมถึงตำแหน่งนักรังสีเทคนิค นำไปสู่การหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ระหว่าง วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยบูรพา ในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรี สาขาวิชารังสีเทคนิค ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือในวันที่ 15 สิงหาคม 2562 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนดังกล่าว

ทั้ง 2 สถาบันจะร่วมกันผลิตหลักสูตรรังสีเทคนิค โดยการเรียนวิชาขั้นพื้นฐานและขั้นพรีคลินิคจะจัดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี คาดว่าจะใช้เวลาเรียนประมาณสองปี หลังจากนั้นในส่วนของวิชาเฉพาะหรือการฝึกปฏิบัติจริงจะเป็นหน้าที่ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์


ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ รักษาการอธิการบดี วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ กล่าวถึงความร่วมมือดังกล่าวว่า วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ มีเจตนาที่จะผลิตบุคลากรทางวิชาชีพทางด้านการแพทย์ สาธารณสุข และ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อที่จะไปเติมเต็มจุดต่างๆของประเทศชาติ ซึ่งหากมองในภาพรวมเหมือนเราไม่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ แต่แพทย์เฉพาะด้านที่มีความสามารถพิเศษ เช่น มีความสามารถด้านการวิจัย การวิเคราะห์ หรือการแก้ไขปัญหาในชุมชน เรายังขาดตรงนั้นอยู่ คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เป็นอีกคณะซึ่งเป็นความหวังที่จะช่วยผลิตบุคลากรต่างๆ ไปเติมเต็มจุดต่างๆ ตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักอัลตราซาวด์หรือว่าทางด้านวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากวิทยาศาสตร์การกีฬา อันนี้คือที่มาของการทำความร่วมมือกันในวันนี้ อย่างไรก็ตาม การผลิตบุคลากรด้านนี้ออกไปในระดับประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เร็ว เราจึงเริ่มในเขตพัฒนาพิเศษ (อีอีซี) ก่อน ทำเป็นตัวอย่างก่อนว่ามีประโยชน์อย่างไร ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพาตั้งอยู่ในเขตนั้นพอดี จึงเกิดความร่วมมือครั้งนี้ขึ้น

หวังว่าความร่วมมือของเราในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ให้กับประเทศชาติ เติมเต็มระบบสาธารณสุขของประเทศ เกิดประโยชน์กับประชาชนและสังคมส่วนใหญ่ของประเทศศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ กล่าว


ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การผลิตบุคลากรทางการแพทย์เป็นเรื่องสำคัญมาก มหาวิทยาลัยบูรพาเปิดคณะสหเวชศาสตร์มาประมาณสิบกว่าปี มีอาจารย์หมอจำนวนหนึ่ง การที่ได้วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้ามาช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วย เพราะว่าการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช่แค่ผลิตคนให้จบเท่านั้น แต่เป็นการผลิตคนที่ออกไปช่วยคนอีกต่อหนึ่ง

มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นมหาวิทยาลัยอีอีซี เรามีคณะที่สอนทางด้านการแพทย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มีความพร้อมในระดับหนึ่ง ขณะที่วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานทางการแพทย์ที่เข้มแข็งและมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเราต้องการที่จะพัฒนาด้านสุขภาพของประเทศไทย การร่วมมือกันจึงเป็นประโยชน์ของประเทศ มหาวิทยาลัยบูรพามีข้อมูลและประสบการณ์เชิงพื้นที่ในอีอีซี ขณะที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีเทคโนโลยี มีบุคลากรระดับประเทศ เมื่อทั้งสองส่วนเข้ามารวมกันก็เกิดประโยชน์ในการพัฒนาสุขภาพของคนในประเทศไทย ประกอบกับการทำงานของหน่วยงานต่างๆในปัจจุบันไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนเมื่อก่อน ต้องร่วมมือกัน ถึงแม้จะเป็นสาขาในทางเดียวกันก็ไม่ใช่จะต้องมาแข่งกัน เราสามารถร่วมมือกันได้ ใช้จุดแข็งฝ่ายหนึ่งปิดจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง เดินหน้าไปด้วยกันรองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กล่าว

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวนอกจากการเปิดหลักสูตรร่วมกันแล้วยังมีความร่วมมืออื่นๆ ที่จะตามาอีกหลายส่วนอาทิบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยบูรพาสามารถเข้ามาเรียนต่อระดับปริญญาโทในราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เพื่อจบออกไปทำประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือกลับไปเป็นอาจารย์เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยบูรพาการแลกเปลี่ยนอาจารย์ด้านการเรียนการสอนหรือทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีแผนที่จะไปตั้งสำนักงานหรือศูนย์วิจัยในภาคตะวันออกมหาวิทยาลัยบูรพาสามารถเข้าไปช่วยเหลือหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันเป็นต้น


ขณะที่ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ  วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กล่าวว่าการลงนามความร่วมมือครั้งนี้อยากจะเห็นการแบ่งปันทรัพยากรที่เรามีไม่ว่าจะด้านคนสิ่งของหรือปัญญาช่วยกันสร้างบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ตามคำขวัญของพวกเราคือต้องเป็นองค์กรที่สร้างคนเพื่อสร้างชาติ

คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพามีของดีๆ มากมาย ทางเราเรามีโนว์ฮาว เครื่องมือความคิดและหลักสูตรที่ทันสมัยในวิชาชีพ โดยเฉพาะทางด้านรังสีภาพวินิจฉัยและรังสีร่วมรักษา ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน จัดทำหลักสูตรร่วมกัน สองปีแรกเรียนทางด้านพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยบูรพา พอจบขั้นพื้นฐานขึ้นมาด้านวิชาชีพซึ่งต้องพึ่งเครื่องมือในโรงพยาบาลก็มาเรียนกับเรา เมื่อจบแล้วถือเป็นนักเรียนร่วมของ 2 มหาวิทยาลัย นี่คือการแชร์และใช้ทรัพยากรร่วมกันศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร กล่าว

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร ยังกล่าวถึงความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่อีอีซีว่า ถ้ามองถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดดของอีอีซีมีปัญหาขาดแคลนแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มองค์ความรู้สมัยใหม่ เช่นในอนาคตจะจัดตั้งศูนย์พันธุกรรมในมหาวิทยาลัยบูรพา ถ้าไม่ผลิตบุคลากรรองรับ ขาดแคลนแน่นอน 100% หรือต่อไปวันข้างหน้าบริษัทเอกชนไปตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือเอจจิ้งเซ็นเตอร์ต้องการบุคลากรสนับสนุนถ้าไม่เตรียมการผลิตรองรับขาดแน่นอน

นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องร่วมมือกันสร้างคนขึ้นมารองรับการเติบโตของสังคมไทย เปิดรับโลกที่ไหลเข้ามา เนื่องจากประเทศไทยเปรียบเสมือนศูนย์กลางของเอเชีย


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวปิดท้ายว่า ข้อดีของการจับมือร่วมกันผลิตนักรังสีเทคนิค ระหว่างคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ  วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ทำให้มหาวิทยาลัยบูรพาไม่ต้องลงทุนด้านเครื่องมือทางรังสีเทคนิคที่มีมูลค่าสูงถึงหลักสิบล้านร้อยล้าน เพราะทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีเครื่องมือชั้นสูงเหล่านี้พร้อมแล้ว เป็นการประหยัดงบประมาณประเทศชาติ และใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่า ขณะที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะได้เครือข่ายของแหล่งฝึกงานในภาคตะวันออกที่ทางมหาวิทยาลัยบูรพามีอยู่แล้ว ทำให้สามารถรับนิสิตฝึกงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น