สาลิกาคาบข่าว Vol.227/62

167

2 สถาบันการศึกษาจับมือสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ทางการแพทย์ นำร่องอีอีซี

วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ประสานความร่วมมือสนับสนุนและบริหารการจัดการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชารังสีเทคนิค เพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์ครบวงจรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี สร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ภภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพและความเข้มแข็งทางวิชาการ สร้างองค์ความรู้ด้านการวิจัย ตลอดจนประสานความร่วมมือสร้างเครือข่ายที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือในอนาคต โดยมีผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ รักษาการอธิการบดี วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์, ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ  วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา, นายสละ อุบลฉาย นายกสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และ ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ณ ห้องประชุม คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ  อาคารศูนย์การแพทย์จุฬาภรณ์เฉลิมพระเกียรติ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

สภาธุรกิจสหรัฐฯ 47 บริษัทจ่อลงทุนไทย ลุยสำรวจพื้นที่อีอีซี

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยภายหลัง สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกาอาเซียน (U.S. – ASEAN Business Council – USABC) จำนวน 106 รายจาก 47 บริษัท 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน 2.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3. สุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ 4. อาหารและการเกษตร 5. การผลิต 6.บริการทางการเงิน 7.การท่องเที่ยว อาทิ บริษัท Amazon , Apple, ConocoPhillips, FedEx, Harley-Davidson, Johnson & Johnson, Marriott International, Mastercard, Netflix, Paypal และ Stripes เป็นต้น เข้าเยี่ยมคาราวะพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-16 ..2562 โดยบริษัทเอกชนสหรัฐฯ ได้แสดงความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศไทย และพร้อมที่จะมีการลงทุนเพิ่มเติมในหลายธุรกิจ เช่น บริษัท ไบเออร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเยอรมันและสหรัฐฯ ได้แสดงความสนใจที่จะตั้งศูนย์ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D Center) ในประเทศไทย หลังจากก่อนหน้านี้สำนักงานใหญ่ข้ามชาติ (National Headquarter) เข้ามาแล้ว โดยในวันที่ 16 ..สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะนำคณะนักธุรกิจไปดูพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมทั้งชี้แจงในเรื่องของสิทธิประโยชน์ในเรื่องการลงทุนต่อไป

สมคิดสั่ง ปตท.ผลิตปุ๋ยสั่งตัดราคาถูกช่วยเกษตรกร ดูแลค่าครองชีพด้านพลังงาน

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกระทรวงพลังงานว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะ บมจ.ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สถาบันบริหารกองทุนน้ำมัน (องค์การมหาชน) เป็นต้น ไประดมความเห็นร่วมกันเพื่อจัดหามาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชนด้านพลังงาน เช่น ค่าบริการ และค่าไฟ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเห็นว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ 3 หมื่นกว่าล้านบาทจะต้องคิดใหม่ เพราะขณะนี้น้ำมันขาลงคงจะไม่ได้ใช้ในการดูแลราคามาก ประกอบกับมองว่าไม่เกิน 20 ปีพลังงานจากฟอสซิลจะลดบทบาทลง น่าจะใช้โอกาสนี้ไปพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่นเดียวกับกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน นอกจากนี้ ยังมอบให้กลุ่ม ปตท.ไปเร่งดำเนินโครงการสั่งตัด (ปุ๋ยที่ผลิตตามสูตรที่เกษตรกรต้องการ) เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกร โดยเชิญนักลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาร่วมทุนหรือร่วมดำเนินการ กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นการแย่งตลาดปุ๋ยจากเอกชนเพราะเน้นปุ๋ยสูตรที่จำเป็นเพื่อลดต้นทุนเกษตรกรเท่านั้น และจับมือกับสหกรณ์ที่จะใช้เป็นเครือข่ายในการกระจายปุ๋ยและสินค้าด้านเกษตรต่างๆ ผ่านสถานีบริการน้ำมัน หรือ PTT Station

ชุดใหญ่ไฟกะพริบ! ‘คลังชง 2 แสนล้านเข้า ครม.เศรษฐกิจ

โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

รายงานข่าวกระทรวงการคลังร่วมกับหลายหน่วยงานเตรียมเสนอที่ประชุมครม.เศรษฐกิจวันนี้ (16 ..) พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากเศรษฐกิจโลกผันผวน สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. มาตรการบรรเทาช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เช่น การช่วยเหลือเกษตรกรผ่อนคลายหนี้สินสนับสนุนพิเศษด้านดอกเบี้ย ทั้งสนับสนุนสินเชื่อใหม่และต้นทุนการเพาะปลูก ด้วยการชดเชยการปลูกข้าว 4 ล้านครัวเรือน 500-800 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ วงเงินช่วยเหลือ 57,000 ล้านบาท เงินกู้ฉุกเฉินรองรับภัยแล้ง ปล่อยกู้ 500,000 บาทต่อราย ยกเว้นดอกเบี้ยปีแรก รวมวงเงิน 55,000 ล้านบาท ด้านประกันรายได้ให้กับเกษตรกรในพืชเศรษฐกิจหลักทั้งข้าวเปลือกเจ้า ประกัน 10,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 105 ประกัน 15,000 บาทต่อตัน วงเงิน 53,000 ล้านบาท มันสำปะหลัง ยางพารา 60 บาทต่อกิโลกรัม วงเงิน 35,743 ล้านบาท ปาล์มน้ำมัน ราคา 4 บาทต่อกิโลกรัม วงเงิน 10,000 ล้านบาท รวมช่วยเหลือ 6.23 ล้านครัวเรือน 

2. มาตรการดูแลปรับเพิ่มสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท รับค่าครองชีพ 200 บาทต่อคน ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง 1,500 บาทต่อคน ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ฝึกอาชีพ 100 บาทต่อคน สำหรับกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี รับค่าครองชีพ 300 บาทต่อคน ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง 1,500 บาทต่อคน ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ฝึกอาชีพ 100 บาทต่อคน

3. มาตรการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศ เช่น กระตุ้นการท่องเที่ยวที่สอดรับยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง สร้างเงินสะพัดท้องถิ่น จากการใช้จ่ายและการช้อปสินค้าชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เตรียมมอบเงินให้ 1,500 บาทสำหรับท่องเที่ยวทั่วประเทศ เป้าหมาย 10 ล้านคน ใช้เงิน 15,000 ล้านบาท

Sea เดินหน้าบริการดิจิทัลในไทย หลัง 4 ธุรกิจดันตลาดแอคทีฟอันดับ 3 ของโลก

นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ

นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Sea (ประเทศไทย) กล่าวถึงทิศทางธุรกิจจากนี้ยังคงลงทุนกับตลาดบริการดิจิทัลในประเทศไทย ด้วยแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมทั้งอีคอมเมิร์ซ ดิจิทัล เอ็นเตอร์เทนเม้นท์(เกม) และดิจิทัลเพย์เมนท์ ผ่านช้อปปี้ การีนา และแอร์เพย์ ซึ่งปีนี้จะมีการลงทุนทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้จะเติบโตอีกไม่น้อยกว่า 20% โดยมี 4 ธุรกิจหลักที่เป็นตัวจักรขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลคือ อีคอมเมิร์ซ เกม การท่องเที่ยว และดิลิเวอรี ขณะที่กูเกิลเทมาเส็ก คาดการณ์ว่ามูลค่าการซื้อขายบนดิจิทัลแพลตฟอร์มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2561 ไปเป็น 2.4 แสนล้านดอลลารในปี 2568 ซึ่ง Hootsuite และ วีอาร์โซเชียล เผยว่าไทยเป็นประเทศที่ชาวเน็ตมีพฤติกรรมแอคทีฟติดอันดับ 3 ของโลก เฉลี่ยใช้งานต่อวันราว 9 ชั่วโมงเป็นตลาดที่เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

สัตวแพทย์ผ่าตัดน้องหมาเจอตุ๊กตาเป็ดเหลืองอยู่ในท้อง 32 ตัว

เฟซบุ๊ก หมอมุย พัทยา บ้านหมอรักษ์สัตว์ โพสต์เตือนอุทาหรณ์สำหรับคนเลี้ยงสุนัข หลังมีเจ้าของพาสุนัขมารักษา และต้องผ่าตัดเพื่อนำตุ๊กตาออกจากท้อง พบว่ามีตุ๊กตาในท้องมากถึง 32 ตัว ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าวมีใจความสำคัญว่า #เลิกซื้อเป็ดให้น้องหมาเล่นกันเถอะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องผ่าตุ๊กตาเป็ดออกจากท้องน้องหมา แต่ครั้งนี้จำนวนเยอะที่สุดที่เคยผ่ามา เมื่อวานแม่พี่เดเวล โทรมาบอกว่าอยากพามาเอ๊กซเรย์ดูว่าในท้องมีเป็ดอยู่อีกมั๊ย เพราะพี่เดเวลกินเป็ดเข้าไปแล้วอ้วกออกมา 5 ตัว พอมาเอ๊กซเรย์เห็นว่าในกระเพาะอาหารเต็มไปด้วยเป็ด ไม่สามารถนับจำนวนได้ เลยแจ้งว่าจำเป็นต้องผ่าตัดเอาเป็ดออกมาก่อนที่จะมีการเคลื่อนไปสู่สำไส้ นัดเวลาผ่าตัดเรียบร้อย วันนี้แม่พี่เดเวลพาพี่เดเวลมาตามนัด ผลผ่าตัดพบว่ามีตุ๊กตาเป็ดทั้งหมด 32 ตัว พบยางสีเขียว (น่าจะเป็นชิ้นส่วนลูกบอล) 2 ชิ้น และพบเศษหนังที่เป็นขนมขบเคี้ยวอีกจำนวนหนึ่ง หลังผ่าตัดพี่เดเวลฟื้นดี โกรธหมอนิดหน่อย เพราะเดินดุ่มๆ ไปหาแม่ เรียกยังไงก็ไม่หัน #ฝากแชร์ด้วยนะคะ ไม่อยากเห็นน้องหมาตัวไหนเจ็บตัวเหมือนพี่เดเวลอีก ขอบคุณแม่พี่เดเวลด้วยนะคะ ถึงจะอยู่ไกลแต่ก็ไว้วางใจหมอมุยมาตลอด ป..พี่เดเวลเป็นบูลลี่ หนัก 50 กิโล ดูแลพี่เดเวลตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนตอนนี้ตัวโตเท่าลูกวัวแย้วววว

ชงรัฐบาลเมืองเบียร์ขึ้นภาษีเนื้อสัตว์หวังลดการบริโภคแก้ภาวะโลกร้อน

หลังจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทำปศุสัตว์ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 14.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก หรือเทียบเท่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 7,100 ล้านตัน มากกว่าการปล่อยก๊าซพิษโดยตรงจากรถยนต์ เครื่องบิน หรือยานพาหนะอื่น ยกตัวอย่างวัวหนึ่งตัวจะปล่อยก๊าซมีเทนทั้งจากการเรอและผายลมราว 70-120 กิโลกรัมต่อปี ทั้งยังต้องใช้น้ำมากถึง 11,360 แกลลอนเพื่อผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม นักการเมืองพรรคสังคมประชาธิปไตยและพรรคกรีนของเยอรมนี จึงเสนอให้รัฐบาลขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเนื้อสัตว์ให้เป็นอัตรามาตรฐานที่ 19% เช่นเดียวกับสินค้าอื่น จากอัตราปัจจุบันที่ได้รับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% หวังจะลดการบริโภคเนื้อสัตว์ซึ่งจะนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อนดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้วยังช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังมีผู้คัดค้าน ด้วยมองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด เพราะการขึ้นภาษีอาจทำให้คนหันไปบริโภคเนื้อที่ราคาถูกกว่าแทน ขณะที่ประธานสมาคมอาหารออร์แกนิกเยอรมนี เสนอทางออกใหม่ลดอัตราภาษีให้กับเนื้อสัตว์ออร์แกนิกที่เลี้ยงด้วยขั้นตอนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทนการขึ้นภาษีเนื้อสัตว์