ปรับเปลี่ยนประเทศสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยปัญญาจากท้องถิ่น ฝันให้ไกลและต้องไปให้ถึงของ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์

591

แม้ว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จะไม่ได้เป็นพระเอกหรือตัวแสดงหลักในแวดวงงานวิจัยไทย เพราะต้องหลีกทางให้งานวิจัยที่ตอบสนองโจทย์การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศก่อน ทว่า ที่ผ่านมา มีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่น้อยที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ฐานรากและสร้างความมั่นคง เข้มแข้ง ให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างน่าชื่นชม ด้วยเหตุนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงได้จัดเวทีสาธารณะ “Wisdom Movement : ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” ขึ้น ความน่าสนใจของงานนี้ นอกจากจะได้เห็น งานวิจัยท้องถิ่น ที่สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นแล้ว ยังมีปาฐกถาของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้ายแดงอย่าง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ด้วย

“ปรับเปลี่ยนประเทศ ด้วยปัญญาจากฐานราก” คือหัวข้อปาฐกถาที่เจ้ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะได้แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการวางนโยบายส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยโฟกัสไปที่ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

โดยในการปาฐกถาครั้งนี้ ความพิเศษน่าจะอยู่ตรงที่ ดร.สุวิทย์ ไม่ได้เตรียมพาวเวอร์พอยท์สวยหรู ทว่า เป็นเพียงลายมือจริงของดอกเตอร์ ซึ่งสรุปเป็น Mind map ภาษาอังกฤษ บ่งบอกถึงสิ่งที่รัฐมนตรีท่านนี้ต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี ต่อจากนี้จึงเป็นการถอดความและเรียบเรียงจากปาฐกถา เวลาประมาณ 30 นาที ในวันนั้นของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์


ขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ตอบโจทย์ประเทศ ต้องโฟกัสที่การแปลงความรู้เป็นปัญญา พร้อมแชร์สู่สังคม

“เราพัฒนามาจากความไม่รู้ มาสู่องค์ความรู้ และ ณ วันนี้ เรากำลังจะแปลงความรู้เป็น ปัญญา เพราะยุทธศาสตร์ทางปัญญา มีส่วนสำคัญกับการพัฒนาประเทศยุคนี้ และเรากำลังจะใช้เพื่อขับเคลื่อนปัญญาให้เกิดขึ้นจริงในทุกมิติของสังคมไทย”

“ดังนั้น ทุกวันนี้ เราต้องมี Big dream หรือความฝันอันยิ่งใหญ่ ซึ่งก็สอดคล้องกับคำกล่าวที่ผมเคยพูดไว้ว่า No rooms for small dream คือ ไม่มีที่ว่างสำหรับฝันเล็กๆ อีกต่อไป และต่อไปภูมิปัญญาของประเทศก็จะมีความเป็นสากล แม้ว่าภูมิปัญญานั้นจะเกิดจากฐานราก แต่วันนี้มันเติบโตเป็นภูมิปัญญาของโลกแล้ว”

“ในทศวรรษที่ 3 ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มันเดินทางมาถึงจุดที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การที่เราจะเปลี่ยนจาก องค์ความรู้ หรือ Knowledge ไปสู่ ปัญญา หรือ Wisdom นั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเรื่องกระบวนทัศน์ เราทราบกันดีว่า ประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา เราติดกับดักมากมาย ทั้งติดกับดักในเรื่องของความยากจน ความเหลื่อมล้ำ รายได้ปานกลาง ที่นำมาสู่กับดักของความขัดแย้ง หัวใจสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่ ความไม่สมดุล”

“ความไม่สมดุลแรกที่ขอกล่าวถึง คือ ความไม่สมดุลด้านเศรษฐกิจ (Economy Wealth) ความอยู่ดีกินดีทางสังคม (Social well being) ขณะที่ สิ่งแวดล้อมรอบตัวก็ถูกทำลายลงเรื่อยๆ แต่สุดท้าย เมื่อมาคิดตริตรองดูจะรู้ว่า ภูมิปัญญามนุษย์ ไม่ได้ถูกปลดปล่อยเท่าที่ควรในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้น ปมปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ย้อนกลับมาที่เรื่อง ความไม่สมดุล ใน 4 ปัจจัยหลัก คือ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญามนุษย์ อย่างที่ผมได้กล่าวมา”

“เพราะฉะนั้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เราอยู่ในยุค Modernism คือพยายามทำให้ประเทศทันสมัย เราเน้นทุกอย่าง ทุ่มทุกอย่าง ไปอยู่ในเรื่องเศรษฐกิจ แต่มันเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลในเรื่องของสังคม สิ่งแวดล้อม และทุนมนุษย์ นี่เป็นบทเรียนราคาแพง”

“ดังนั้น จากนี้ไป ผมคิดว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โลกก็กำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน เราคงต้องเปลี่ยนผ่านจากด้านซ้าย หรือ Modernism ที่เน้นและให้ความสำคัญกับความทันสมัยมาสู่การเน้นความยั่งยืนเป็นสำคัญ หรือ Sustainism”

“จากการเน้น Economic Growth โดยหวังว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะนำสู่การเติบโตในเรื่องอื่นตามมา ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ปรับเปลี่ยนมาสู่การสร้างความมั่งคั่งมั่นคงในลักษณะที่ต้องสมดุลไปด้วยกัน ระหว่าง 4 ปัจจัย เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทุนมนุษย์

“เพราะฉะนั้น ปัญหาของไทยและของโลก ล้วนเกิดจากการไม่สมดุลในสามสิ่ง คือ ระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ ระหว่างมนุษย์และมนุษย์ และความไม่สมดุลระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี เป็นสำคัญ”

“ทีนี้ โจทย์ของการวิจัยในอนาคต จะนำพาประเทศไปสู่ความสมดุลในสามสิ่งที่ผมเพิ่งกล่าวมานี้ได้อย่างไร?”

“เพื่อให้ทิศทางการปรับเปลี่ยนเดินไปแบบไม่หลงทาง เราต้องมี New mental model หรือกรอบทางความคิด ผมบอกได้เลยว่า มาคิดดูดีๆ เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลา ไปเสาะหา แต่จริงๆ เรามีอยู่แล้ว นั่นคือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะไปเชื่อมโยงกับ SDG Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals)”

“ดังนั้น ถ้าเราต้องการอยู่ในโลกศตวรรษที่ 21 อย่างเป็นปกติสุข เราต้องเปลี่ยน Modernism ไปสู่ Sustainism ต้องเปลี่ยน Economic growth ไปสู่ Thriving imbalance โมเดลที่ต้องยึดถือ คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็น Mental Model ที่สำคัญ หน้าที่ของเรา คือการถอดรหัสนี้ออกมาให้ได้ เพื่อนำไปสู่การบริหารการจัดการ การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ”

“คราวนี้มาดูต่อว่า แล้วอะไรเป็นเรื่องที่จำเป็นและเพียงพอที่จะนำเราไปสู่โลกที่ต้องการได้ ?”

“ผมขอเรียนว่า ตรงนี้คือบริบทของพื้นที่ เป็นบริบทของสังคม เป็นบริบทของท้องถิ่น เราจะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนแนวคิดของสังคมไทย จาก ME Society ไปสู่ WE Society โดยใช้เครื่องมือ การวิจัยเชิงระบบของสังคมไทย เราต้องตั้งโจทย์ใหม่ ว่าจะเปลี่ยนการยึดมั่นในตัวตน Ego Centric ไปสู่ Eco Centric มองสังคมในองค์รวม และอาสาเข้ามาร่วมแก้ปัญหาสังคมได้อย่างไร”

“การเปลี่ยนจากการมองคนเป็นปัจจัยการผลิต มองเกษตรกรเป็นปัจจัยการผลิต คือ People for Economic growth เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้มนุษย์ เป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาด้วยปัญญามนุษย์เอง”

“ระบบการวิจัยจะต้องเปลี่ยนจากเครื่องมือการวิจัยที่เป็นระบบ Incentive ให้สิ่งจูงใจเพื่อให้มนุษย์เป็นแค่ปัจจัยการผลิต แต่ต้องเปลี่ยนเป็น Inspiration แทน สามารถทำให้ประชาชนทั่วไป คนในท้องถิ่น นำประเด็นที่ชอบหรือสิ่งที่เขาอยากทำมาขยายผลเป็นผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่าตัวเขา ก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมได้อย่างไร”

“ในอดีต เราให้ความสำคัญกับ องค์ความรู้ ซึ่งนั่นไม่ผิด แต่ตอนนี้ knowledge หรือ องค์ความรู้เพียงอย่างเดียว ใช้ไม่ได้แล้ว”

“เพราะถ้าเราจะเปลี่ยนผ่าน knowledge ไปสู่ Wisdom หรือปัญญา เราต้องสร้างกระบวนการ Sharing knowledge หรือแชร์ความรู้ร่วมกันให้ได้ เพราะนี่คือภูมิปัญญามหาชนหรือภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ท้องถิ่น เปลี่ยนแปลงโลกได้”

“ทำนองเดียวกัน กับความไม่สมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ เป็นเพราะเรามองธรรมชาติเป็น แหล่งทรัพยากร เป็น Resource เราต้องปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า ธรรมชาติเป็นแค่แหล่งที่จะทำให้เราได้พลังงานได้สิ่งที่เราต้องการ และเมื่อมีโอกาสก็ต้องคืนสู่ธรรมชาติบ้าง ส่วนท้องถิ่น จะเติบโตได้ มีอยู่อย่างเดียวที่ต้องโฟกัส คือ People Empowerment ซึ่งต้องรวมพลังผู้คนมาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ หรือทำให้ผู้คนมา Engagement กันมากขึ้น”

“จากการมีข้อจำกัดในการเข้าถึงนวัตกรรม ในวันนี้ สังคมเปลี่ยนไปเปิดรับ Open innovation, Open society และ Open asset เพราะฉะนั้นระบบอุปถัมภ์ หรือระบบ privileged ที่เน้นเอื้อประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่มกำลังต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ สังคมที่เป็นธรรม ยุติธรรม เท่าเทียมกัน สังคมแห่งโอกาส ผ่านเรื่องของ สิทธิของทุกคนที่เท่าเทียมกัน หรือ Impersonalize”


เปิดกระบวนทัศน์เจ้ากระทรวงป้ายแดง ขับเคลื่อนสังคมไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

“ดังนั้น ทั้งหมดที่ผมพูดมา ผมคิดว่า โจทย์ของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 คือการเปลี่ยน ME Society ให้เป็น WE Society ให้ได้”

“นี่คือโจทย์การวิจัยระดับประเทศครั้งใหญ่ ที่ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะเงื่อนไขนี้ได้ โอกาสที่เราจะทำการวิจัยในท้องถิ่น ที่จะสร้าง momentum ความเปลี่ยนแปลง น่าจะเป็นไปได้ยาก เราจะย่ำอยู่กับการทำวิจัยในท้องถิ่นแบบเดิม ที่สร้างพลวัตความเปลี่ยนแปลงได้แค่ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น ไม่สามารถสร้าง Trans-formative Learning ได้แน่นอน”

“การตั้งโจทย์ในวันนี้ว่าจะต้องใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ในการสร้าง Wisdom Movement ต้องมาคิดกันว่าในสังคมไทยที่มีชนชั้นทางสังคมอยู่ ทำอย่างไรถึงจะปลดล็อค ให้เกิดพลวัตทางสังคม หรือ Social Mobility เพราะถ้าไม่เกิดความเคลื่อนไหวของสังคม ความเหลื่อมล้ำก็จะเกิดอยู่อย่างนี้ ความยากจนก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ดังนั้น งานวิจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือความเคลื่อนไหวในสังคมได้ และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในสังคม จึงเป็นโจทย์หลักที่นักวิจัยไทยต้องท่องจำไว้ให้ขึ้นใจ นี่จึงเป็นวิจัยในเชิงระบบที่ตอบสนองการพัฒนาประเทศได้จริง”

“การมารับตำแหน่งในกระทรวงใหม่ของผมครั้งนี้ ผมมีความเชื่อใน องค์รวม พลังขององค์รวม พลังแห่งการถักทอเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นระบบ ไปด้วยกัน ถึงแม้ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง”

“ผมได้หารือกับ สกสว. ถึงแนวทาง การทำวิจัยของไทยแล้วว่า ต่อไปงานวิจัยไทยจะออกมาใน 4 แพลตฟอร์มที่อาจดูเหมือนแยกกัน แต่จริงๆ แล้วเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ไปตอบโจทย์ประเด็นท้าทายของประเทศและของโลก

“ไม่ว่าจะเป็น หนึ่ง งานวิจัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอบโจทย์ Economic Wealth สอง การพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นจุดเน้นสำคัญเพื่อตอบโจทย์ Social Well being และ สาม ตอบโจทย์ Environmental Wellness ต่อมาเป็นประเด็นความท้าทายที่จะไปตอบโจทย์เทรนด์โลก เทรนด์ของประเทศ เป็น Grand Challenge”

“และสุดท้าย สี่ ทั้งหมด ทุกอย่าง จบที่ คน เพราะคนเราเป็นต้นทุนสำคัญที่จะสร้างปัญญาเพื่อก่อเกิดความสมดุล เพราะฉะนั้น จุดเน้นสำคัญคือ ทำอย่างไร ที่จะมีการวิจัยเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ หรือ Human Wisdom”

“ดังนั้น แนวทางการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดที่คน ต้องคงไว้ เพราะเรามาถูกทางแล้ว และนักวิจัยที่นั่งอยู่ในห้องนี้ในตอนนี้ เป็นแค่ Catalyst เป็นแค่ผู้เปลี่ยนแปลง แต่ที่สุดแล้ว นักวิจัยที่แท้จริง อยู่ที่หมู่บ้าน อยู่ที่ชุมชน อยู่ในท้องถิ่น”

“เราจะสร้าง Pool of Talent ขึ้นมาได้อย่างไร เพื่อนำเสนองานวิจัยในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่นำเสนองานวิจัยแค่ให้ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเท่านั้น นั่นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต้องสร้างงานวิจัยที่นำสู่การปรับใช้เพื่อพัฒนา”

“และในที่สุด End Products ของงานวิจัย จะต้องเป็นเรื่องของ นวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมทางสังคม นวัตกรรมแก้จน นวัตกรรมมวลชน ชุมชน หรือแม้กระทั่งนวัตกรรมทางธุรกิจ ทั้งหมดนี้นำไปสู่ นวัตกรรมที่สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับประเทศได้”

“แต่การสร้างอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์ ตราบใดที่เราไม่สามารถทำให้คนส่วนรวมได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมนี้ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึง Value creation จากองค์ประกอบของงานวิจัยและพัฒนา ต้องพูดถึง Value capture หรือผลจากงานวิจัยที่สามารถนำไปปรับใช้ เพื่อเติมเต็มภูมิปัญญาความรู้ ตอบโจทย์ปัญหาที่พบต่อไป”

“ดังนั้น สิ่งที่พูดมาทั้งหมดในวันนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานวิจัยไปข้างหน้า ผ่านสิ่งที่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเพียงพอแล้วมี Learning Curve แต่การจะก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ เราก็ต้องภาคภูมิใจกับอดีต ที่เราได้ติดกระดุมถูกเม็ดแล้ว เพราะในสองทศวรรษที่ผ่านมา เรากำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญามหาชน เป็นสิ่งที่อยู่ฐานรากของพิระมิดที่จะค้ำจุนทั้งประเทศ ค้ำจุนสังคมไทยให้อยู่ได้”

“แต่ต่อไปเราต้องเชื่อมต่อ ภูมิปัญญามหาชนด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ากับ ภูมิปัญญามหาชนของงานวิจัยท้องถิ่น เข้าด้วยกันอย่างสนิท เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าให้ได้ ผมเชื่อว่า นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายวงการวิจัยไทยอย่างมากที่สุดแล้ว”


ที่มา : ปาฐกถา เปิดงาน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในเวทีสาธารณะ “Wisdom Movement : ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เมื่อวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2562


ฟังคมคิด บุคคลระดับประเทศ ที่มาให้แนวคิดดีๆ ในการพัฒนาประเทศกันต่อ

‘เจน นำชัยศิริ’ Industry 4.0 is NOW! ภาคอุตสาหกรรม จับมือ นักวิจัย ประเทศไทยไปได้ไกลกว่าที่คิด

5 ปีแห่งขวากหนามกับความในใจ ‘ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’

คุยกับ ‘อภิชาต ทองอยู่’ ผู้ปั้นการศึกษาแบบ EEC Model สร้างอนาคตยุคใหม่ให้เด็กไทย