ผลวิจัยการันตี ‘เทรนด์ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี’ มาแรง แนะเทคนิค SME คว้าโอกาสให้ทัน

1179

ที่ผ่านมามีกระแสข่าวด้านลบลอยมาเข้าหูอยู่เรื่อยๆ ว่า ความคาดหวังที่ไทยจะสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่น่าจะสดใสอย่างที่คิด เพราะมีปัจจัยมากมายที่ส่งผลกระทบ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในบ้านเราต่ำกว่าที่คาดไว้ ทว่า กระแสข่าวนี้กลับสวนทางกับผลสำรวจของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าในปี 2562 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะสามารถขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่องจากปีก่อน โดยมีจำนวนประมาณ 39.00-39.80 ล้านคน เติบโตร้อยละ 2.1-4.1 จากปี 2561 สร้างมูลค่ารายได้ประมาณ 2.16-2.20 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9-8.9 จากปี 2561 ด้วยแนวโน้มนี้อาจอนุมานได้ว่า เทรนด์ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี หรือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเติบโตได้ด้วยเช่นกัน


ความท้าทายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว วิกฤต โอกาส ที่จะเกิดขึ้นจากกระแส เทรนด์ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี

ในบทวิเคราะห์อุตสาหกรรมและธุรกิจ เรื่อง “แนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2562” โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุถึง เทรนด์ท่องเที่ยวไทยปีนี้​ว่ามีประเด็นน่าสนใจ ดังนี้

  • โอกาสเจาะนักท่องเที่ยวอาเซียน การที่ประเทศไทยได้เป็นประธานอาเซียน นับเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจะขยายฐานตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวทั้งในส่วนของประเทศไทย และการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจับทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนและตลาดอื่นๆ ได้อีกด้วย
  • การท่องเที่ยวเมืองรองเริ่มขยายตัว จากนโยบายการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองของภาครัฐ ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย แต่การจะสนับสนุนนโยบายนี้ไปให้สุดทาง จำเป็นต้องพัฒนาปัจจัยอื่นๆ ให้พร้อมด้วย อาทิ การทำการตลาดให้ตรงกับกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย พัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ความพร้อมของระบบคมนาคมขนส่งภายในจังหวัด
  • เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวจะถูกเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น ตัวกลางการท่องเที่ยวออนไลน์ ที่ไม่เพียงธุรกิจโรงแรมและที่พักต้องพึ่งพาในการขายห้องพักมากขึ้น แต่ธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น นำเที่ยว รถเช่า ก็เข้ามาใช้บริการดังกล่าวมากขึ้น หรือธุรกิจในรูปแบบ Sharing Economy ก็จะเติบโตในอัตราก้าวกระโดดยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจไทย จะต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วที่ถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยีไปแล้ว

ส่วนปัจจัยท้าทายต่อธุรกิจการท่องเที่ยวที่เป็นตัวกำหนด เทรนด์ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี บทวิเคราะห์นี้มองว่ามี 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  • การแข่งขันกันอย่างรุนแรงมากขึ้นของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในระดับประเทศ

เห็นได้จากการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่มีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น การยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ เพื่อดึงดูดปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงลงทุนในโครงสร้างและระบบขนส่งพื้นฐาน ประชาสัมพันธ์และโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งนโยบายการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจับจ่ายในประเทศของตน โดยประเทศในแถบเอเชียที่ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย สปป.ลาว และเวียดนาม

  • บทบาทของ OTA (Online Travel Agents) ที่มีมากขึ้น

ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ให้ต้องแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้ผู้ประกอบการต้องพบกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการต้องจ่ายค่าคอมมิชชันให้แก่บริษัท OTA โดยมีสัดส่วนระหว่าง 20-35% ของราคาห้องพัก รวมถึงการเข้ามาทำหน้าที่เป็นพ่อค้าส่ง โดยที่บริษัท OTA จะติดต่อขอซื้อห้องพักจากผู้ให้บริการหลายประเภทล่วงหน้าในจำนวนหลายหน่วยเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด เช่น ห้องพักจากโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน รถเช่า แล้วนำมารวมเป็นแพ็กเกจเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยวในราคาที่ต่ำลงกว่าราคาที่นักท่องเที่ยวขอโดยตรงกับผู้ให้บริการ ทำให้นักท่องเที่ยวหันมาใช้การจองผ่าน OTA มากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นความท้าทายที่มีผลต่อผู้ประกอบการในกลุ่มโรงแรมและที่พัก


รู้ทันพฤติกรรม ความต้องการของนักท่องเที่ยว ผลักดันให้รูปแบบการท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ในอดีตการเดินทางท่องเที่ยวโดยส่วนใหญ่มีเป้าหมายหลักคือการพักผ่อน แต่ในปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม แต่ละเชื้อชาติต่างมีความต้องการที่หลากหลายและพฤติกรรมที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องพยายามอัปเดตและทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมและความต้องการในรูปแบบต่างๆ ของนักท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอ อาทิ

  • เทรนด์การให้ความสำคัญกับความต้องการส่วนบุคคล

จากข้อมูลของ PhocusWire, 2017 นักท่องเที่ยวถึงร้อยละ 36 ยินดีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ดีขึ้น ข้อมูลนี้อาจบอกเป็นนัยได้ว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนมีความต้องการที่จะได้รับบริการหรือสนใจสินค้าที่เหมาะกับความต้องการส่วนบุคคล (Personalization) โดยพฤติกรรมความต้องการที่หลากหลายของนักท่องเที่ยวและการให้ความสำคัญกับความต้องการส่วนบุคคล อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้เกิดเทรนด์การท่องเที่ยวทางเลือกต่างๆ เพิ่มเข้ามา

ยกตัวอย่าง การท่องเที่ยวชุมชน (Community – Based Tourism) นักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้จะมีความสนใจในประวัติศาสตร์ พื้นหลังของชุมชน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความเป็นตัวตนที่แท้จริงของแหล่งท่องเที่ยว ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชน วัฒนธรรมของชุมชนที่มีความเป็นเอกลักษณ์

หรือ การท่องเที่ยวแบบครอบครัว (Family Tourism) ซึ่งจุดประสงค์ของการท่องเที่ยวก็เพื่อพักผ่อนและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยอาจมีกิจกรรมกลางแจ้งหรือพื้นที่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้จะมีความหลากหลายทางด้านวัยและอายุ จึงมีปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ประกอบการควรต้องตระหนักถึงมากขึ้น โดยเฉพาะความปลอดภัยของเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องระวังเป็นพิเศษ

  • พฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตและ Social Media ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

จากรายงานของ Hootsuit พบว่าร้อยละ 57 ของประชากรบนโลกนี้สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงร้อยละ 42 ของประชากรมีการล็อคอินใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ นี่จึงอาจสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภครวมถึงนักท่องเที่ยวมีโอกาสที่จะใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ต

จากพฤติกรรมนี้บวกกับการที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับข้อมูลในการตัดสินใจ (Data-driven) ทำให้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะใช้แหล่งข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตกับการเข้ามามีส่วนช่วยในการตัดสินใจต่างๆ เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถช่วยให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลในปริมาณมากในเวลาที่รวดเร็ว ปัจจุบันผู้ประกอบการบางส่วนจึงเห็นโอกาสในจุดนี้ว่าจ้าง Youtuber รวมถึง Blogger ที่มีชื่อเสียงเข้ามาช่วยในการโฆษณาโรงแรมหรือที่พักของตนจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มาก

นอกเหนือจากการใช้ช่องทางออนไลน์ในการหาข้อมูลแล้ว นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะจองที่พักหรือซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์พกพา เช่น มือถือและแท็บเล็ตมากกว่าในอดีต ยืนยันได้ด้วยข้อมูลจาก PhocusWire ที่ระบุว่าประมาณ 1 ใน 3 ของยอดจองที่พักที่ทำผ่านทางสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตประเภทต่างๆ

  • สัดส่วนของนักท่องเที่ยวแบบอิสระ (Free Independent Traveler) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง

โดยอาจสังเกตได้จากสัดส่วนของนักท่องเที่ยวประเภท FIT ในกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนที่เพิ่มมากขึ้นถึง 60% ในปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการเดินทางผ่านกรุ๊ปทัวร์เป็นการเดินทางด้วยตนเองหรือ FIT มากขึ้น คือการเพิ่มขึ้นของช่องทางการจองที่พักและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่ายขึ้น อีกทั้งการที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้การท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาเหล่านี้ได้อีกต่อไป


เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันเปลี่ยนทุกสิ่ง ส่งผลให้ เทรนด์ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี มาแรง

นอกเหนือจากเทรนด์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่ได้กล่าวไปในข้างต้นแล้ว เทรนด์เทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจการท่องเที่ยวมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรติดตามและพยายามทำความเข้าใจ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนไป

โดยบทความนี้ได้รีวิวเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงแอปพลิเคชัน ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบของการเข้าถึงบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไว้ ดังนี้

  • Online Travel Agencies หรือ OTA

เรียกว่าเป็นเทรนด์ซัพพอร์ตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้คึกคักและสะดวก ตอบรับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่จริงๆ สำหรับ OTA อย่าง Expedia, Booking, Agoda, Ctrip ที่เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจท่องเที่ยวมากในปัจจุบัน โดยนักท่องเที่ยวค้นหาข้อมูลที่พักบนระบบ หลังจากนั้นจะจองที่พักทาง OTA และเมื่อทางนักท่องเที่ยวจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ ทางบริษัท OTA ก็จะจัดการหักค่าคอมมิชชั่น โดยอาจสูงถึง 20-35% ของราคาห้องพักจากทางโรงแรมตามแต่ที่ตกลงกันไว้

  • ระบบการค้นหาชนิด Meta Search engine

ระบบนี้จะส่งคำสั่งการค้นหาไปยัง Search Engine และ Web Directories อื่นๆ เช่น Google, Yahoo, Tripadvisor ซึ่งนับได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากการที่บริษัท OTA รายใหญ่อย่าง Expedia และ Priceline เริ่มพัฒนา Meta Search Engine เป็นของตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม

  • เทคโนโลยี QR code

หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นบาร์โคดในรูปแบบ 2 มิติ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบอกข้อมูลสิ่งของและสถานที่ท่องเที่ยว โดยเทคโนโลยีนี้ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องวิธีการและรูปแบบในการนำเสนอข้อมูลของสิ่งพิมพ์แบบเดิมๆ เพียงแค่ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่มีกล้องดิจิทัลไปสแกนที่ QR code ก็จะสามารถเห็นข้อมูลต่างๆ ได้

  • การใช้ Augmented Reality (AR)

เทคโนโลยีนี้สามารถสร้างภาพสามมิติเพื่อทับซ้อนภาพจริงผ่านกล้องดิจิทัลเช่นเดียวกันกับระบบที่เราเห็นในเกม Pokemon Go บนสมาร์ทโฟน รวมถึงระบบ Virtual Reality (VR) ที่สามารถจำลองภาพและเสียงในระบบสามมิติผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิ แว่นสามมิติ มือถือ  สมาร์ทโฟน

  • ระบบการชำระเงินแบบ Electronic payment system

เช่น ระบบ QR payment ของ Alipay ที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจีน หรือ กระเป๋าสตางค์ดิจิทัล (Digital Wallet), Apple pay, Android pay ที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้แอปพลิเคชันบนมือถือในการจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการได้


ทั้งความท้าทาย พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ทั้งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กควรพิจารณาในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างโอกาสทางธุรกิจ ตั้งแต่การขายไปจนถึงบริการหลังการขาย ในขณะเดียวกันการอาศัยเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาสนับสนุนก็อาจจะเป็นวิธีที่ดีอย่างหนึ่งในการหลีกเลี่ยงการลงทุนจำนวนมากในทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อยู่ที่ผู้ประกอบการทุกระดับแล้วว่า จะปรับตัวรับ เทรนด์ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี อย่างไร


ที่มา :


ไม่อยากตกทุกกระแสข่าว พร้อมเรียนรู้เทคนิคปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการทุกประเภท คลิกอ่านต่อ

สงครามการค้า – อัตราเงินเฟ้อ – วิกฤตหนี้ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

วิศวะจุฬาฯจับมือญี่ปุ่น เสนอโมเดล ‘บริหารจัดการความเสี่ยง’ อีกกี่ภัยพิบัติ ภาคอุตสาหกรรมไทยก็เอาอยู่

ส่อง ‘เทรนด์ความงามบนทวิตเตอร์’ ล่าสุด พร้อมแนวทางปรับใช้ เสริมแกร่งแบรนด์ความงามของไทยให้ไปไกลกว่าเดิม