หมดเวลา ‘ประชานิยม’ ถ้าอยากให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ รัฐต้องพูดความจริง

353

การพูดแบบรายงานข้อเท็จจริงต่อสังคม น่าจะทำให้สังคมมีความพร้อมในการเตรียมป้องกันตนเองที่ดีกว่าการฝืนสร้างแนวทางหรือมาตรการต้านวงจรเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดความถดถอย เพื่อรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจให้ดูแล้วน่าประทับใจและสร้างความเชื่อมั่น


การเติบโตทางเศรษฐกิจบางไตรมาสในปีนี้มีจุดที่น่าสงสัยในด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตที่บอกว่า เติบโตด้านการส่งออกนั้นถูกต้องหรือไม่ หรือว่าถดถอยมาตั้งแต่ไตรมาสก่อน ซึ่งผู้ที่สนใจไม่ได้หยิบเอามาถกเถียงกันโดยเฉพาะสินค้าบางกลุ่มนั้น แต่สินค้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิตเพื่อส่งออกก็นำมาคิดคำนวณเพื่อเพิ่มยอดการส่งออก ซึ่งเป็นประโยชน์ในทางจิตวิทยาและความสบายใจ

แต่ในไตรมาสปัจจุบัน วงจรเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและพลเมืองของประเทศมากที่สุดคือ ‘วงจรเศรษฐกิจระยะกลาง’ ซึ่งมักจะใช้เวลา 7-12 ปี

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้มาตรการกับวงจรเศรษฐกิจระยะกลาง คือไม่เพียงแค่ระดับของปริมาณกำลังการผลิตในระยะสั้นที่เราต้องพิจารณา แต่ยังมีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เวลานานในการรับผลตอบแทนด้วย หมายรวมถึงการลงทุนในเงินทุน กล่าวคือ ในสินทรัพย์ถาวรอย่างการฟื้นฟูและอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ยิ่งใช้เวลาแก้ปัญหาล่าช้า ยิ่งก่อให้เกิดความผันผวนของวงจรเศรษฐกิจ ตรงนี้สัมพันธ์กับระยะเวลาในการตัดสินใจลงทุน รวมถึงการสร้างโรงงานผลิตตามแผนและนำไปดำเนินการต่อ

โดยเวลาที่ล่าช้าอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนติดตามความต้องการบริโภคที่ลดลงและกำจัดกำลังการผลิตส่วนเกินออกไป ซึ่งช่วงเวลาที่ชัดเจนของวงรอบเหล่านี้ไม่ได้มีการติดตามอย่างจริงจัง จึงเรียกว่า วงจรระยะกลางที่ได้รับผลตอบแทนระยะกลางจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

สำหรับวงจรระยะกลางนั้นมี 4 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ขั้นการเติบโต เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นของโครงการลงทุนและความเร็วของการดำเนินงานในโครงการจริง
  2. ขั้นตอนของบ ความเฟื่องฟูของโครงการ ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นทุกตัวบ่งชี้ได้ว่ากำลังเติบโต
  3. ขั้นตอนถดถอย แสดงกิจกรรมที่ลดลงทั้งหมดและผลตอบแทนลดลง
  4. ขั้นตอนวิกฤต หรือความซึมเศร้า คือ การหยุด/ปิดโครงการและแนะนำโครงการลงทุนใหม่

ขั้นตอนที่ 4 นี้ ความหมายก็คือ การเริ่มต้นเดินเครื่องใหม่และการแนะนำโครงการลงทุนใหม่ แต่ไม่ใช่สนับสนุนวงจรการผลิตซ้ำในรูปแบบของแพลตฟอร์มเดิม เพราะการแข่งขันประกอบกับมีอุปทานและกำลังการผลิตมากเกินกำลัง หากเราไม่สามารถบริหารภาคการเกษตรด้วยต้นทุนแบบเดิมได้ สิ่งที่ต้องทำในระยะสั้นคือ การฟื้นฟูแพลตฟอร์มการผลิตแบบใหม่ เช่น การสร้างแพลตฟอร์ม ‘จากสวนยางถึงท่าเรือด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล’

แต่ไม่ใช่การขายยางที่ตำบลจันดี นครศรีธรรมราช แล้วพ่อค้านายหน้าซื้อยางไป หรือหากเกษตรกรที่จันดีขายยางให้โรงงาน โรงงานแปรรูปขายต่อผู้บริโภครายต่อๆ ไป คือใช้แพลตฟอร์มแบบเดิม จะลดฐานะความเป็นอยู่และลดความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนได้

ถึงตอนนี้หากพิจารณาขั้นตอนของวงจรเศรษฐกิจระยะกลาง (แม้ว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังไม่ประกาศว่า เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ขั้นตอนของความถดถอยทางเศรษฐกิจในวงจรเศรษฐกิจระยะกลาง) แต่หากพิจารณาระยะเวลาก็จะเห็นภาพอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ ปี 1997 (วิกฤตเอเชีย) -> 2008 -> 2019-2021 ความถี่ค่อนข้างชัดเจนและข้อผิดพลาดที่อธิบายโดยการกระทำของนักการเมืองอย่างทรัมป์เกี่ยวกับสงครามการค้านั้น เร่งวิกฤตอย่างเห็นได้ชัด และการผ่อนคลายนโยบายการเงินกลับทำให้วงจรล่าช้าไป

อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์มีความชัดเจนมากขึ้นในภูมิภาคต่างๆ และเป็นที่ประจักษ์ในการเพิ่มจำนวนปัญหาในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งเราสามารถเห็นสัญญาณ 3 อย่าง ดังนี้

  1. การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แม้ว่าเศรษฐกิจมีการเติบโตแต่อัตราการเติบโตนี้เริ่มลดลง ทั้งเศรษฐกิจของไทย อาเซียน เยอรมนี จีน รัสเซีย และเศรษฐกิจโลกโดยรวม
  2. ความเชื่อมั่นในเจ้าภาพทางเศรษฐกิจว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องก็ลดลง ความเชื่อมั่นที่ลดลงนำไปสู่คำสั่งซื้อสินค้าการลงทุนที่ลดลง (สำหรับประชาชน ต้องการสินค้าคงทนลดลง) จำนวนโครงการลงทุนที่เพิ่งเปิดใหม่ก็กำลังลดลง
  3. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะสั้น เริ่มสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งขัดแย้งกับตรรกะปกติ (ปกติแล้วอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะสูงกว่า เพราะมีเบี้ยประกันความเสี่ยงชั่วคราว)

สัญญาณทั้งหมดหรือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้มั่นใจอย่างมากว่า อีกไม่นานจะเกิดวิกฤตครั้งต่อไป คือ ช่วงปี 2019 – 2021 โดยวิกฤตการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำๆ ด้วยช่วงเวลา แต่เราสามารถระบุข้อขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไข 2 เรื่อง ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้เศรษฐกิจโลก คือ ภาระหนี้สินที่มากเกินไปนับแต่วิกฤตเมื่อปี 2008 และ การบิดเบือนของโลกาภิวัตน์ซึ่งนำไปสู่ความไม่สมดุลครั้งใหญ่ของดุลการค้าระหว่างหลายประเทศ (จากความคิดริเริ่มของทรัมป์ในด้านอัตราภาษีศุลกากร) กลายเป็นเหตุของการเริ่มต้นวิกฤตโลกาภิวัตน์ที่จะแพร่กระจายวิกฤตไปยังภาคเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

มาตรการต่อต้านวงจรวิกฤตเศรษฐกิจระยะกลางนั้น หากไทยยังใช้แนวทาง ‘ประชานิยม’ โดยไม่เปลี่ยนเป็นแพลตฟอร์มของภาคการผลิตแบบใหม่ เศรษฐกิจของบ้านเราก็จะเติบโตแบบเฉื่อยในระยะยาว และสุดท้ายก็จะไม่สามารถเพิ่มกำลังซื้อได้


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย