แค่ร่วมติดแฮชแท็ก #PrayforAmazonas ไม่พอ! คนไทยทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยยืดอายุ ‘ผืนป่าแอมะซอน’

736

เชื่อว่าคนไทยหลายคนยังไม่ทราบข่าวที่สื่อทั่วโลกพร้อมใจกันนำเสนอ เกี่ยวกับมหันตภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับ ‘ผืนป่าแอมะซอน’ ล่าสุด สรุปแบบสั้นๆ ได้ใจความคือ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 15-21 สิงหาคม 2019 เกิดไฟป่ามากถึง 9,500 ครั้ง ในพื้นที่ที่ว่ากันว่าเป็น ปอดของโลก ซึ่งก็คือ ผืนป่าแอมะซอน จนกระทั่งตอนนี้ ไฟยังคงลุกลามกินพื้นที่เป็นวงกว้างติดต่อกันมานานกว่า 16 วัน และขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้เลยว่า ไฟป่าจะดับลงเมื่อใด โดยในเบื้องต้น ทางการบราซิลมีคำสั่งประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว

จากเหตุการณ์นี้ กระตุ้นให้เกิดกระแสความตื่นตัวและจิตสำนึกของผู้คนทั่วโลก ยืนยันได้จากแฮชแท็ก #PrayforAmazonas และ #PrayforAmazonia ที่ในตอนนี้ได้กลายเป็นแฮชแท็กติดอันดับยอดนิยมในโลกโซเชียลมีเดีย รวมถึงในทวิตเตอร์ ด้วยสถิติ 150,000 แฮชแท็ก ตลอดช่วงเวลาประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมา

แต่ในฐานะคนไทย นอกเหนือจากแค่การร่วมติดแฮชแท็กตามเทรนด์ เพื่อแสดงถึงการรับรู้หรือจิตสำนึกร่วมในฐานะชาวโลกแล้ว ยังมีสิ่งที่ทุกคนทำได้มากกว่านั้น ประการแรก คือ การเปิดรับข้อมูลของผืนป่าแอมะซอนเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของการมีอยู่ของผืนป่าระดับโลกนี้ ต่อมา คือ การรับรู้ข้อเท็จจริงของมหันตภัยระดับโลกและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น พร้อมนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นตัวการก่อมลภาวะและเป็นสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ ภาวะโลกร้อน แย่ลง


รู้จักแล้วจะรัก ผืนป่าแอมะซอน ปอดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

ป่าแอมะซอนเป็นป่าดิบชื้น ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้กินพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 2 ใน 5 ของทวีปอเมริกาใต้ ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้จึงไม่แปลกที่ที่นี่จะเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันมีคุณค่ามากมาย

  • ทรัพยากรพืชพรรณ

ต้นไม้และพืชพรรณไม้ที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกนี้ที่มนุษย์รู้จักและไม่รู้จักหลายล้านชนิด มากกว่า 3 ใน 4 ของทั้งหมด สามารถพบเจอได้ในป่าแอมะซอนแห่งนี้ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินและแหล่งน้ำกับแม่น้ำอันกว้างใหญ่ คือ แม่น้ำแอมะซอนที่ผ่ากลางป่าเป็นฝั่งเหนือและใต้ เป็นแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากแม่น้ำไนล์แห่งทวีปแอฟริกา มีระยะทาง 6,400 กิโลเมตร นับเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกทีเดียว

จนถึงตอนนี้ พืชที่อยู่ในแอมะซอน มนุษย์ยังค้นพบไม่ครบทั้งหมด ยังมีพันธุ์พืชที่ซุกซ่อนอยู่ในผืนป่าที่มนุษย์ยังไม่รู้จักอีกมากมาย ไม่นับรวมถึงทรัพยากรดินที่อุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งผืนป่าแอมะซอน

  • แหล่งรวมของสรรพสัตว์ และชาวชนเผ่าที่โลกยังไม่รู้จัก

ในป่าอันอุดมของแอมะซอน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารให้กับสัตว์ทุกชนิด ในป่าแห่งนี้จึงมีสัตว์ประเภทสัตว์น้ำและปลามากกว่า 2,000 ชนิด และหลากสายพันธุ์จนนับไม่ถ้วน มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 500 ชนิด ต่างสายพันธุ์ และสัตว์เลื้อยคลานครึ่งบกครึ่งน้ำอีกกว่า 200 ชนิดสายพันธุ์ ไม่นับสัตว์ปีกและแมลงที่มีมากกว่าล้านชนิด นอกจากนั้น ในป่าลึกแห่งนี้ยังมีมนุษย์ซึ่งเป็นชาวชนเผ่าอาศัยอยู่ โดยพวกเขาไม่ติดต่อกับโลกภายนอกเลย

ผืนป่าแอมะซอน

ผืนป่าแอมะซอน

  • แหล่งไม้เนื้อแข็งและแร่ธาตุมีค่าจำนวนมาก

ป่าไม้เนื้อแข็งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาล และยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายหมื่นชนิด นี่ยังไม่นับรวมพืชสมุนไพรที่มนุษย์ยังไม่พบเจอในส่วนลึกของป่าแอมะซอน ทั้งแร่ทองคำ แร่ปิโตรเลียม เพชร ซึ่งยังรอการขุดค้นและนำออกมาใช้ประโยชน์ในอนาคต โดยในส่วนของทางการบราซิล มีการทำทางด่วนตัดผ่านผืนป่าเพื่อลำเลียงทรัพยากรบางส่วนจากป่าแอมะซอนออกมาใช้และส่งออกเป็นสินค้าด้วย


ผืนป่าแอมะซอน

หายนะที่โลกต้องเผชิญ เมื่อปอดของโลกพัง

ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพที่กล่าวมา ต้นไม้หลายพันล้านต้นในป่าแอมะซอนจึงทำหน้าที่หลักในการช่วยดูดซับคาร์บอนปริมาณมหาศาลเอาไว้ ไม่ให้หลุดออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ โดยมีวงจรกักเก็บสะสมคาร์บอนที่ทำงานมานานเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ขณะเดียวกัน ผืนป่าแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ผลิตออกซิเจนถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่ชาวโลก ดังนั้นหากพื้นที่นี้ถูกทำลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คงไม่ต้องบอกว่าชีวิตมนุษย์จะได้รับผลกระทบมากเพียงใด

ทีนี้ลองคิดดูว่า ถ้าใบไม้ในป่าที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากในทุกๆ ปีถูกรบกวน ก๊าซเรือนกระจกก็จะถูกทิ้งให้หลงเหลืออยู่ในชั้นบรรยากาศโลก จนทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ ภาวะโลกร้อนที่เราเผชิญอยู่นี้ก็จะรุนแรงขึ้นได้แบบไม่มีจุดสิ้นสุด

เพราะตัวเลขประมาณการล่าสุดระบุว่า ต้นไม้ในป่าฝนแอมะซอนดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้รวมกัน คิดเป็นปริมาณเท่ากับการปล่อยก๊าซดังกล่าวจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลของ 9 ประเทศในแถบลุ่มน้ำแอมะซอน ระหว่างปี 1980-2010

และด้วยป่าแอมะซอนยังเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก เป็นบ้านของพืชและสัตว์จำนวนถึง 1 ใน 10 ของทุกชนิดพันธุ์บนโลก ชนเผ่าพื้นเมืองอีกกว่า 1 ล้านคน ยังใช้ป่าแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัย โดยดำรงชีพจากการล่าสัตว์และเก็บของป่า ดังนั้น ถ้าป่าถูกทำลาย ได้รับความเสียหาย คงไม่ต้องบอกว่าสรรพชีวิตในผืนป่าอันหลากหลายนี้จะจากเราไปมากมายขนาดไหน


อัปเดต มหันตภัยครั้งร้ายแรงที่สุด ที่เกิดขึ้นกับผืนป่าแอมะซอน

มาถึงความเสียหายครั้งล่าสุดที่เกิดจากไฟไหม้ป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ “แอมะซอน” ซึ่งมีข้อมูลทางสถิติที่แสดงให้เห็นว่า วิกฤตนี้ก่อตัวขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ทว่า ไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไอเอ็นพีอี เปิดเผยรายงานการตัดไม้ทำลายป่าในผืนป่าแอมะซอน โดยระบุว่าอัตราการทำลายป่าในเดือนมิถุนายน 2562 เพิ่มขึ้นถึง 88% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561

ด้าน สถาบันวิจัยอวกาศแห่ชาติของบราซิล (INPE) เผยตัวเลขว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม ได้เกิดไฟป่าในแถบป่าแอมะซอนแล้วกว่า 72,843 ครั้ง เพิ่มขึ้น 83% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติเมื่อ 6 ปีก่อน

ควันจากไฟป่าที่ถูกกระแสลมแรงพัดพามาจากรัฐอามาโซนาสและรอนโดเนีย ทำให้เกิดไฟดับเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ในเมืองเซาเปาโล หรือ เซาเปาลู เมืองหลวงของรัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล เมื่อวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่จุดที่เกิดไฟป่าอยู่ห่างจากเมืองเซาเปาโลกว่า 2,700 กิโลเมตร

กระแสลมได้พัดควันไฟป่ามาถึงเมืองเซาธ์เปาโลจนท้องฟ้าทั้งเมืองมืดมิดทั้งที่เป็นตอนกลางวัน โดยควันไฟป่าปกคลุมท้องฟ้าของเมืองอยู่ราว 1 ชั่วโมง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ชาวเมืองต่างพากันแชร์ภาพท้องฟ้าสีดำเต็มโลกโซเชียล ส่งผลให้แฮชแท็ก #PrayforAmazonia ติดอันดับยอดนิยมทั้งในทวิตเตอร์และโซเชียลมีเดียอื่นๆ


ไฟไหม้ผืนป่าแอมะซอน สาเหตุจากมนุษย์และผู้นำประเทศล้วนๆ

การแผ้วถางผืนป่าแอมะซอนเพื่อทำการเกษตร คือ สาเหตุหลักของวิกฤตไฟไหม้ป่าแอมะซอน เช่นกันกับครั้งนี้ที่ทางการบราซิลแถลงว่า ยังไม่ทราบต้นเหตุของไฟป่าครั้งใหญ่นี้ แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการเผาป่าเพื่อแผ้วถางทำไร่ของเกษตรกร เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่มีการเผาป่าเพื่อเคลียร์พื้นที่ทางการเกษตร

ผืนป่าแอมะซอน
ประธานาธิบดี จาอีร์ โบลโซนาโร (Jair Messias Bolsonaro) // en.wikipedia.org

นอกจากตัวการก่อมหันตภัยครั้งนี้จะมาจากน้ำมือมนุษย์ล้วนๆ หลายสื่อยังรายงานตรงกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ปัญหาการแผ้วถางป่าแอมะซอนเพื่อทำการเกษตรนี้แย่ลงไปอีก มาจากรัฐบาลใหม่ซึ่งยึดถืออุดมการณ์ฝ่ายขวาของ ประธานาธิบดี จาอีร์ โบลโซนาโร (Jair Messias Bolsonaro) ที่วางนโยบายในเชิงสนับสนุนการแผ้วถางป่าแอมะซอน เพราะเห็นแก่การพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าการอนุรักษ์ปอดของโลกผืนนี้ไว้ จนเขาถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรด้านสิ่งแวดล้อม

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติของการทำเกษตรในบราซิล ที่ต้องมี ‘ฤดูเผา’ เป็นช่วงที่เกษตรกรเตรียมที่ดินสำหรับเพาะปลูกด้วยการจุดไฟเผาเพื่อแผ้วถางพื้นที่ ตอนนี้ใครๆ ก็มาหาว่าผมเป็น ‘มือเผา’ ผมเกี่ยวข้องด้วยหรือ” 

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งยืนยันว่า มีตัวเลขทางสถิติชัดเจนว่า ผืนป่าแอมะซอนถูกทำลายในอัตราที่เร็วขึ้น นับตั้งแต่ประธานาธิบดีท่านนี้เข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดก่อนๆ ประสบความสำเร็จในการปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าแอมะซอน ด้วยการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย แต่ในยุคนี้ ประธานาธิบดีโบลโซนาโรและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกลับไม่เห็นด้วยกับการลงโทษที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลให้การปราบปรามผู้ทำลายป่าไม้และจับกุมผู้ก่ออาชญากรรมต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหย่อนยานลงอย่างเห็นได้ชัด


สิ่งที่ทุกคนทำได้ เพื่อช่วยยืดอายุให้ผืนป่าทั่วโลก

เมื่อภัยที่เกิดกับผืนป่าแอมะซอนไม่ใช่เรื่องไกลตัว การแก้ไขปัญหาก็ต้องไม่ใช่เรื่องไกลตัวเช่นกัน คนไทยที่แม้จะอยู่คนละทวีปกับชาวบราซิล ก็สามารถมีส่วนร่วมในการกู้โลกจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ด้วย 8 วิธีง่ายๆ

  • ฉลาดกิน กินเนื้อแต่พอดี สนับสนุนอาหารประเภทพืชออแกนิกส์

มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคปศุสัตว์ของทั้งโลกอยู่ที่ 14.5-18% ทว่า The World Watch Institute คำนวณว่าสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนปศุสัตว์โลกอาจสูงถึง 51% เลยทีเดียว และต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นมาจากกระบวนการในการผลิตเนื้อ โดยเฉพาะการถางที่ทำไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จนเป็นเหตุให้สูญเสียป่าอันเป็นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ ควรเลือกทานพืชออแกนิกส์ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันร่างกายเราจากสารเคมี ยังลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งผลิตผ่านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงฟอสซิล

  • เลือกใช้พลังงานหมุนเวียน

ภาคพลังงานในประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก 73% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมด (ข้อมูลจากองค์การบริการก๊าซเรือนกระจกในปี 2555) ซึ่งไม่ต่างจากสถานการณ์โลกที่ภาคพลังงานยังคงเป็นตัวการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการผลิตไฟฟ้า หากสามารถทำให้การใช้พลังงานในทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดความต้องการพลังงานของโลกได้ถึง 1 ใน 3 และยังช่วยควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

นอกเหนือจากนั้น ควรเลือกใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่สำคัญ ต้องเรียกร้องให้รัฐบาลเลือกใช้พลังงานหมุนเวียนกันอย่างจริงจังด้วย

  • รีไซเคิลขยะ

ขยะที่ทับถมกันจะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกประเภทหนึ่งที่เป็นตัวการของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังก่อให้เกิดการติดไฟได้ง่าย ดังเช่นเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะในประเทศไทยที่ผ่านมา การแยกขยะจะช่วยให้กระบวนการนำขยะมารีไซเคิลเป็นไปได้ง่ายขึ้น เราจึงควรร่วมลดขยะด้วยการพกกล่องใส่อาหาร หรือเลือกสินค้าที่มีหีบห่อไม่มากนัก

ไวนิล

  • เดินทางด้วยพาหนะคาร์บอนต่ำ

หนึ่งในวิธีการลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยตัวเองที่ง่ายที่สุด คือ เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ การเดิน และปั่นจักรยาน เพื่อช่วยลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากรถยนต์ที่มีอยู่จำนวนมากบนท้องถนน เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในการสันดาปเครื่องยนต์และเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ อันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 3.7 ล้านคนทั่วโลกในปี 2555 นอกจากนี้ ควรผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวสู่การใช้เทคโนโลยีที่ผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำให้เร็วยิ่งขึ้น

  • อยู่กับสภาพอากาศเดิม

การเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างถล่มทลาย ก่อให้เกิดความต้องการพลังงานในปริมาณมาก ลองเปลี่ยนมาเปิดเครื่องปรับอากาศเฉพาะช่วงเวลาที่ร้อนจัด ปรับอุณหภูมิให้พอดี รวมทั้งปรับการใช้ชีวิตให้เข้ากับสภาพอากาศเดิม เช่น ปลูกต้นไม้รอบบ้านเพื่อลดความร้อน เท่านี้ก็จะช่วยโลกได้มากทีเดียว


สุดท้าย เมื่อเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองแล้ว การแพร่ขยายแนวคิดและความรู้เรื่องป่าแอมะซอนไปยังคนรอบข้าง ย่อมเป็นอีกวิธีหนึ่งในการร่วมสร้างจิตสำนึกรักษ์ป่าได้อย่างยั่งยืน


ที่มา :


เรื่อง ภาวะโลกร้อน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ว่าจะเกิดที่ใดในทุกมุมโลก รอบรู้วิธีรับมือและมีส่วนร่วมในการกอบกู้โลกกับบทความต่อไปนี้

‘ภารกิจพิชิตขั้วโลก’ กับบทบาทนักวิจัยไทยในเวที ‘Climate Change’ โลก

รีไซเคิล ‘ป้ายไวนิล’ ขยะที่ทนทุกสภาพอากาศ แต่ร้านของเก่าไม่รับซื้อ

เปิดผลวิจัย ตีแผ่วิกฤตทะเลไทย กับหลากปัญหาที่รอการแก้ไข