การคาดการณ์ของหลายรัฐในอาเซียนว่า จะได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้าที่บังคับให้บริษัทต่างชาติออกจากจีน อาจต้องมาคิดใหม่ในบางภาคการผลิต เพราะไม่ใช่ทุกภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาอย่างที่เข้าใจกัน โดยเฉพาะภาคการผลิตของไทยที่ตั้งเป้าไว้
จากรายงานของ The Wall Street Journal กลับกลายเป็นว่า บริษัทต่างชาติไม่มีประเทศใดที่จะไปทำธุรกิจระหว่างประเทศ หมายถึง คิดเรื่องการเคลื่อนย้ายภาคการผลิตจากจีนไปประเทศอื่นๆ เหตุผลก็คือ ข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐอเมริกา และการหาประเทศมาแทนจีนอย่างสมบูรณ์นั้น…ยากเกินไป
บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่คิดจะออกจากจีนไปบางส่วน อย่าง Apple ที่มีการผลิตเกือบ 90% ในจีนเริ่มวางแผนการทำงานโดยที่ 30% ของกำลังการผลิตจะไปอยู่ในประเทศอื่น ส่วนผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อื่นๆ ก็กำลังพิจารณาขั้นตอนที่คล้ายกัน ทั้ง HP, Dell, Microsoft, Amazon, Google, Lenovo, Acer, Sony, Asus และ Nintendo
บริษัทเหล่านี้ตั้งใจจะให้สายการผลิตบางส่วนออกจากจีน ภายใต้ความกดดันจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ซึ่งไม่ได้มีแต่ผู้พัฒนาโทรศัพท์และแล็ปท็อปเท่านั้นที่เผชิญกับปัญหานี้ บริษัทรองเท้า Crocs ผู้ผลิตกล้อง GoPro ผู้ผลิตเครื่องดูดฝุ่น iRobot แต่ยังมีบริษัทอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนการผลิต
ผู้ได้รับผลประโยชน์หลักของสถานการณ์นี้อาจเป็นประเทศในเอเชียที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่ง เวียดนาม ก็ถือว่าเป็นที่ลี้ภัยหลักของบริษัทต่างๆ เนื่องจากที่ตั้งที่สะดวกเมื่อเทียบว่าอยู่ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิก
โดยเวียดนามครองอันดับหนึ่งที่สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้า ซึ่งเพิ่มขึ้นในปี 2019 คือเติบโตเกิน 33% อันดับสอง คือ ไต้หวัน เติบโต 20% อันดับสาม คือ อินเดีย เติบโต 10%
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำถามเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายการผลิตของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เวียดนามและประเทศในเอเชียอื่นๆ ก็ไม่สามารถเป็นทางเลือกแทนจีนได้ เหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ ประชากรเวียดนามมีจำนวนไม่เกิน 100 ล้านคน ในขณะที่ประชากรจีนมากกว่า 1.3 พันล้านคน ด้วยอัตราส่วนนี้เวียดนามไม่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
ในแง่ของภูมิเศรษฐกิจของเวียดนาม ยังมีความเสี่ยงอยู่หากทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป
ความจริงก็คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วด้านการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ อาจนำไปสู่การเกินดุลทางการค้าครั้งสำคัญ เพราะในปี 2018 มีมูลค่าถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1990
ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2019 ยอดเกินดุลการค้านั้นสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว 43% โดยมีมูลค่า 21.6 พันล้านดอลลาร์ ทางการสหรัฐข่มขู่เวียดนามโดยมีข้อจำกัด หากไม่ดำเนินมาตรการเพื่อลดการเกินดุลการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐที่ขอให้ฮานอยเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุล ในการเข้าถึงตลาดในประเทศที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการในภาคการเกษตรและทรัพย์สินทางปัญญา (พูดง่ายๆ ต้องซื้อสินค้าด้วย หรือไม่ก็ค้าขายได้น้อยลง ลดส่วนแบ่งการส่งออกตลาดสหรัฐ)
The Wall Street Journal ยังระบุว่า การขาดแคลนแรงงานเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการย้ายถิ่นของ บริษัทขนาดใหญ่ยังไม่เริ่ม ในทางกลับกัน แม้เขตอุตสาหกรรมของเวียดนามมีการพัฒนา แต่สภาพแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจในภาคการผลิตก็ยังเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ
อีกทั้งถนนที่มีรถพลุกพล่าน การจราจรติดขัด โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟที่ไม่ได้รับการพัฒนา การรองรับของท่าเรือก็ต่ำ – ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของเวียดนาม รวมถึง ฟิลิปปินส์ เพื่อนบ้านไทยและกัมพูชา ด้วย
ในขณะที่อินเดียการมีประชากรมากเกินจึงสามารถแข่งขันเพื่อดึงดูดความสนใจจากบริษัทขนาดใหญ่ได้ แต่ความเป็นมืออาชีพของแรงงานยังจัดว่าต่ำและมาตรการของรัฐก็ยังมีข้อจำกัดอย่างมากในการที่จะสนับสนุน
สรุปแล้วบริษัทส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับความต้องการที่จะออกจากประเทศจีนเพื่อลดต้นทุน แต่บริษัทอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ก็ไม่มีที่จะไป เพราะในบรรดาประเทศทางเลือกทั้งหมดย่อมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างๆ จะไม่สามารถกระจุกตัวอยู่ในจีนได้อีกต่อไป
ดังนั้น ภาคการผลิตจึงต้องมีความหลากหลาย นั่นคือ กระจายอยู่ในสถานที่ต่างๆ ของจีน โดยการผลิตยังคงเป็นของจีนและตลาดอื่นๆ ส่วนการผลิตสินค้าสำหรับตลาดสหรัฐ อาจจะย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ไกลจากอุดมคติของทรัมป์และผู้นำรัฐอาเซียน และก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ส่วนเวียดนามเอง ยังไม่สามารถจัดหาระบบที่มีขนาดกะทัดรัดและทันสมัยอย่างที่จีนดำเนินการอยู่ได้ ที่จริงเพราะวันนี้การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงไม่เพียงแต่ปริมาณและทรัพยากรแรงงานที่ต้องสอดคล้องกัน แต่ยังรวมถึงห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกของวัสดุอุตสาหกรรม ซึ่งไม่สามารถจัดตั้งขึ้นได้ภายในสองเดือน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโลกทั้งโลกสั่นสะเทือนจากสงครามการค้าของสองประเทศที่ใหญ่ที่สุดและยังไม่มีความแน่ชัดว่า ทรัมป์จะกำหนดการขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มในครั้งต่อไปหรือไม่ และประเทศต่างๆ ในอาเซียนก็ยังไม่สามารถทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าถูกแบบจีนได้ สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐนั้น ไม่น่าจะทำได้ในระยะสั้น

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย










