ชวนทบทวนแผนสร้าง ‘สมาร์ทซิตี้ ภูเก็ต’ สะท้อนปัญหานำสู่ทางออก พัฒนาเมืองร่วมกัน รัฐ-เอกชน

581

“การพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในไทย ต้องเผชิญกับความท้าทายหลัก 2 ประการ หนึ่ง คือ ความล่าช้า สอง คือ การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด” ข้อมูลนี้เป็นข้อค้นพบหนึ่งที่ รายงานเชิงลึก “Smart City Framework and Guidance for Thailand: แผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในจังหวัดภูเก็ต 2019” ค้นพบ ซึ่งสามารถจุดกระแสความสนใจของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ให้มาทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมาเพื่อขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้ว่าเดินมาถูกทางหรือยัง โดยเฉพาะเมืองนำร่องอย่าง สมาร์ทซิตี้ ภูเก็ต

โดยรายงานชิ้นนี้จัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน อย่าง บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด บริษัทโรแลนด์ เบอร์เกอร์ จำกัด และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)

ทั้งนี้ รายงานเชิงลึกฉบับนี้มีเนื้อหาหลักคือการเสนอแผนการทำงานเพื่อเปลี่ยนภูเก็ตให้เป็นเมืองอัจฉริยะโดยสมบูรณ์ภายในปีหน้า (2563) ตัวรายงานถูกระบุว่าวิจัยมาเพื่อจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะ ซึ่งเน้นแก้ 3 ปัญหาหลักที่คนภูเก็ตพบคือ การกำจัดขยะปริมาณมาก ความต้องการไฟฟ้าสูง และการจราจรที่แออัด


ความล่าช้าของการพัฒนา สมาร์ทซิตี้ ภูเก็ต ที่ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก “การขาด”

รายงานเชิงลึกฉบับนี้ชี้ชัดว่าสาเหตุที่ผลลัพธ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะ สมาร์ทซิตี้ ภูเก็ต ยังไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร สืบเนื่องมาจากความล่าช้าหลายด้านในรูปแบบของ “การขาด” ทั้งการขาดประสิทธิภาพในกระบวนการอนุมัติโครงการของภาครัฐบาลที่ค่อนข้างช้า กอปรกับ ขาดแคลนงบประมาณช่วยเหลือจากผู้มีส่วนได้เสียสำคัญ เพราะมีข้อจำกัดในการดำเนินงาน รวมถึงการขาดผู้ให้คำแนะนำด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมให้เกิดสมาร์ทซิตี้ขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายเติ้ง เฟิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด

มาถึง “การขาด” อีกด้านซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การขับเคลื่อน สมาร์ทซิตี้ เป็นไปอย่างล่าช้า จากปากของ นายเติ้ง เฟิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด นั่นคือ การขาดการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจกับความต้องการเฉพาะของคนเมือง โดยชี้ให้เห็นว่า บริการในอนาคต ที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองภูเก็ต และการใช้ชีวิตในสมาร์ทซิตี้จะต้องสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ต้องยอมรับว่า แต่ละเมืองต้องการแผนการพัฒนาที่แตกต่างกัน สิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือ เราควรตระหนักก่อนว่า สมาร์ทซิตี้มีอยู่หลายประเภท แต่สำหรับในประเทศไทย ผมขอแบ่งเป็น 3 ประเภท หนึ่ง เมืองมรดก หรือเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว สอง เมืองใหม่ และ สาม เขตอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ”

“และไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทซิตี้ในรูปแบบใดก็ตาม ในการพัฒนาก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชนเป็นปัจจัยการขับเคลื่อนที่สำคัญ เพราะทั้ง 2 ภาคส่วนนี้มีความโดดเด่นในการดำเนินการคนละทาง อย่างภาคเอกชนก็มีความชำนาญในการให้บริการและการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ส่วนภาครัฐก็เป็นเหมือนหัวจักรหลักที่จะผลักดันให้การพัฒนาสมาร์ทซิตี้ประสบความสำเร็จได้”


ตีแผ่บริบท ภูเก็ต สมาร์ทซิตี้ กับ 6 บริการเฉพาะที่ตอบโจทย์ท้องถิ่น

ในบริบทของจังหวัดภูเก็ต จากการศึกษาเพื่อทำรายงานเชิงลึกฉบับนี้ พบประเด็นน่าสนใจว่า มีบริการในสมาร์ทซิตี้ 6 บริการ ที่มีศักยภาพแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจงภายในจังหวัด และสามารถเพิ่มศักยภาพในการแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับจังหวัดภูเก็ตได้ทันที ซึ่งประกอบด้วย ระบบขนส่งอัจฉริยะ ระบบไฟจราจรอัจฉริยะ ระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการขยะอัจฉริยะ ระบบท่องเที่ยวอัจฉริยะ และระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ

“6 บริการเหล่านี้จะแก้ไขปัญหาหลักของภูเก็ตได้จริง เช่น ระบบขนส่งอัจฉริยะ ระบบไฟจราจรอัจฉริยะ จะเพิ่มตัวเลือกให้นักท่องเที่ยวเดินทางในภูเก็ตได้หลากหลาย ลดความหนาแน่นของการจราจรในตัวเมือง ขณะที่ ระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตรียมพร้อมรับมือปัญหาไฟกระชากได้ดีขึ้น ระบบจัดการขยะอัจฉริยะ สามารถจัดการกับขยะโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้เต็มที่ ส่วน ระบบท่องเที่ยวอัจฉริยะ และ ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ จะทำให้มั่นใจว่าประสบการณ์ที่ได้รับของนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่นเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย ไร้กังวล”

โดยทั้ง 6 บริการนี้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพของการท่องเที่ยว สร้างความประทับใจ ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างยั่งยืน ซึ่งถ้าต้องการผลลัพธ์ดังที่ว่ามานี้ จะต้องมีการพัฒนาร่วมไปกับ Smart governance, Smart people และ Smart infrastructure ด้วย


ปัญหาที่ต้องการการแก้ไข ก่อนพัฒนา ภูเก็ต เป็นสมาร์ทซิตี้ เต็มตัว

นอกจากนั้น การศึกษาครั้งนี้ ยังได้ระบุข้อได้เปรียบของ จังหวัดภูเก็ต ไว้ชัดเจนว่า แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีเอกลักษณ์ มีเสน่ห์ ขณะเดียวกัน ก็มีอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในแง่ของพื้นที่เมืองและจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ถึงกระนั้น จุดเด่นนี่เองที่เป็นเหมือนดาบสองคม ที่ทำให้เมืองภูเก็ตเติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ก่อใหเกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างชาติที่มีจำนวนมากกว่าคนท้องถิ่นเอง

ในอีกด้านหนึ่ง มีความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้วย นั่นคือ ในพื้นที่เมืองภูเก็ต มีทางเลือกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้การตัดสินใจใช้บริการขนส่งสาธารณะแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางก็ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง นำไม่สู่ความไม่พร้อมและด้อยประสิทธิภาพของการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆโดยปริยาย

ด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ โดยฉพาะขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าและน้ำประปาก็มีจำกัด ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเมืองได้อย่างทันการณ์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ เมืองภูเก็ต ก็ย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศซึ่งอยู่ในภูมิภาคเดียวกันและมีศักยภาพไม่ต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น รายงานฉบับนี้ จึงชี้ชัดไปว่า โครงการที่ยังต้องการการพัฒนาให้สมบูรณ์เพราะยังมีช่องโหว่ ได้แก่ การจัดการขยะอัจฉริยะ การวิเคราะห์ข้อมูลรถบัสอัจฉริยะ และการวิเคราะห์ข้อมูลเมือง


เส้นทางสู่การสร้างโมเดลสมาร์ทซิตี้ในฝัน ต้องยั่งยืนและชัดเจนกว่านี้

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) จากการร่วมรับฟังการรายงานเชิงลึกฉบับนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า ในฐานะจังหวัดนำร่อง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมาทบทวนแผนการทำงานเพื่อขับเคลื่อน ภูเก็ต สมาร์ทซิตี้ กันให้ชัดเจนกว่านี้ ด้วยโมเดลการจัดการที่ยั่งยืน จึงจะสามารถเปลี่ยนให้ภูเก็ตเป็นสมาร์ทซิตี้ให้ได้ภายในปี 2563 อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้

“รายงานนี้คือครั้งแรกที่มีการจัดทำแผนเพื่อการพัฒนาภูเก็ตเป็นสมาร์ทซิตี้แบบสมบูรณ์ ในเบื้องต้นยังไม่มีแผนขยายไปทำรายงานเชิงลึกเรื่องสมาร์ทซิตี้ที่จังหวัดอื่น แต่เชื่อว่ามีบางข้อค้นพบที่สามารถนำไปปรับใช้ในหลายจังหวัด อย่างทางภูเก็ตอาจเน้นเป็นสมาร์ทซิตี้ด้านท่องเที่ยว แต่เมืองทางเหนืออาจเน้นเรื่องการเกษตร หรือเมืองอื่นอาจดูเรื่องการเคลื่อนย้ายของแรงงานในพื้นที่ ผมเชื่อว่ารายงานนี้จะปรับใช้กับเมืองอื่นได้บางส่วน แต่โซลูชันก็ยังต้องขึ้นอยู่กับเมืองด้วย โดยแนวทางการร่วมมือทั้งหมดนี้ DEPA จะไม่ลงทุนเอง แต่จะสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ ขึ้นระหว่างภาครัฐ-เอกชน”

“สำหรับในภาพรวมประเทศไทยตอนนี้ เรากำลังเผชิญกับการขยายตัวของพื้นที่เมือง การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น บวกกับจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น (Aging Society) การสร้างโมเดลสมาร์ทซิตี้ รวมถึงการผนวกรวมสมาร์ทซิตี้ตามแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จึงเป็นความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความทันสมัย ออกจากรูปแบบเดิมสู่รูปแบบใหม่ได้อย่างที่หลายฝ่ายวาดหวังไว้”

นายชาญชัย ถนัดค้าตระกูล

สุดท้าย ในการแถลงผลรายงานเชิงลึกนี้ นายชาญชัย ถนัดค้าตระกูล หัวหน้าสำนักงาน บริษัท โรแลนด์ เบอร์เกอร์ จำกัด ประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่าได้ก่อเกิดผลดีโดยเฉพาะการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในครั้งนี้ด้วย

“เรานำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามมาตรฐานระดับโลกมาใช้วิเคราะห์ปัญหาและข้อกำหนดต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตสำหรับการพัฒนาแผนการทำงานเพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะ การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายช่วยให้เราสามารถเสนอข้อแนะนำให้ตรงกับความต้องการของภูเก็ตและประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี”


ที่มา :


ร่วมเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน สมาร์ทซิตี้ หลายเมืองในประเทศไทย กับบทความต่อไปนี้

ออกแบบเมืองอัจฉริยะ ต้องสอดรับ ‘การพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ’ & เมืองสมาร์ท คนต้องสมาร์ทตามด้วย 2 Key success สมาร์ทซิตี้ อีอีซี

‘หัวเว่ย’ ชู ‘AI’ บุก ‘สมาร์ทซิตี้’ บริหารเมืองทั่วโลก

แผนปั้น ‘สมาร์ทซิตี้’ ของประเทศเป็นอย่างไร เราจะได้มีชีวิตดีๆ ที่ลงตัวยิ่งขึ้น