บันทึกหลังจากเดินทางไปเยือน Microsoft – Google – VMware 3 บริษัทเทคที่สนใจประเทศไทย

480

นี่เป็นบันทึกการเดินทางที่ผมได้ไปเยือน 3 องค์กรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Microsoft ที่เมืองซีแอตเทิล Google และ VMware ที่เมืองซานฟรานซิสโก ระหว่างวันที่ 25 – 31 สิงหาคม 2562 ซึ่งไอเดียที่คุยกันไว้นั้น ผมอยากเขียนไว้เพื่อนำมาต่อยอดร่วมกันในการพัฒนาประเทศไทยครับ


ทั้งสามบริษัทนี้เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นส่วนหนึ่งของการดิสรัปต์โลกเทคโนโลยี (Technological Disruption) ซึ่งมีพลวัตสูงมากครับ และมีมูลค่าตลาดการใช้งานสินค้าและบริการในประเทศไทยรวมๆ นับแสนล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม บริษัทไอทีของไทยที่เกี่ยวข้องกับ 3 บริษัทนี้เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายและรับเป็น System Integrator (SI) หรือ ผู้ให้บริการด้านการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีกับองค์กรต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าในประเทศ (local values) อยู่ที่ประมาณ 10%-12% เท่านั้น

ทั้งๆ ที่ภาครัฐและเอกชนพยายามอย่างมาก แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่มีสตาร์ทอัพในระดับ Unicorn (บริษัทที่มีมูลค่าธุรกิจมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์) เลย ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียมี Unicorns กว่าสิบตัวแล้วครับ

ในความเป็นจริง ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยยังมีความเป็นจำเป็นที่จะต้องพึ่งเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใน 5 ปีข้างหน้า โดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีบทบาทนำทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (12 S-Curve) ซึ่งผมคิดว่าประเด็นกลยุทธ์เชิงรุกที่สำคัญคือ เราควรใช้ความต้องการ (Demand) ดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอย่างประสิทธิภาพ (productivity) และนำอุตสาหกรรมดิจิทัลมาทำให้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น (higher value added) ให้ได้ ดังนั้น ผมจึงตั้งหัวข้อในการหารือดังนี้

Demand Driven

(A) Human Resources Development

การอบรมพัฒนาบุคลากรต้องเป็นแบบ Demand Driven เท่านั้น กล่าวคือ มีบริษัทมาเสนอความต้องการตั้งแต่วันแรก และเมื่ออบรมแล้วรับไปทำงานได้ทันที ซึ่งระดับการอบรมมีตั้งแต่ 1) ReSkill 2) UpSkill จนถึง 3) NewSkill (Data Analytics-Cloud Technology-AI and Machine Learning) โดยข้อ 1) และ 2) เพื่อรักษาผลิตภาพ ส่วน NewSkill คือ หัวรถจักรที่สร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลให้ไทยครับ

ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการอบรมก็จะมาจากอุตสาหกรรมที่หลากหลาย (multinationals) และรัฐบาลไทย โดยร่วมสนับสนุนฝ่ายละ 50% ในรูปของ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในรูปของตัวเงินที่ใช้ในการบริการวิชาการ (in cash) และ ค่าใช้จ่ายที่ได้จากการคำนวณเป็นจำนวนเงินเทียบเคียงจากบริการที่สถาบันจัดให้ (in kind) เช่น ค่าตอบแทนวิทยากรที่เป็นบุคลากรของสถาบัน ค่าใช้อุปกรณ์และสถานที่


(B) การลงทุน

ผลักดันให้มี กิจการร่วมค้า หรือ Joint Venture (JV) โดยการร่วมทุนระหว่างบริษัทลูก และ/หรือ เครือข่ายของสามบริษัทใหญ่นี้กับบริษัทของไทยที่อาจเป็นสตาร์ทอัพใหม่, บุคลากรในข้อ A หรือบริษัทไทยที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยที่ประกอบไปด้วยโมดูลหรือส่วนประกอบ (Components) สำคัญที่คิดค้นโดยบริษัท JV ดังกล่าว และสามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจในระดับภูมิภาค (CLMV) และระดับโลกกับแพลตฟอร์มของ Microsoft – Google – VMware ได้ด้วย

ทั้งนี้ควรนำ กองทุนเพื่อการแข่งขัน (Competitive Fund) มาใช้เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ให้แก่บริษัทคนไทย ซึ่งในเรื่องนี้ ผมมีโอกาสหารือกับเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ และสรุปเป็นองค์ประกอบในการใช้งบประมาณจากกองทุนดังกล่าว ดังต่อไปนี้ครับ

B.1 บริษัท Multinationals และ/หรือ มหาวิทยาลัย ที่มาร่วม JV ต้องเป็นเครือข่ายระดับ World Classed
B.2 JV ร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพของไทยและบริษัทชั้นนำของไทย
B.3 โครงการที่ใช้งานจริงในระดับชาติ
B.4 ใช้สำหรับทีมนักวิชาการไทยจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มาเข้าร่วม (Optional)

องค์ประกอบเหล่านี้ คือ เครือข่ายของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure of Networking) ที่สำคัญ ดังนั้น จึงควรใช้กองทุนเพื่อการทำงานในเชิงลึกที่พัฒนาต่อได้ในทางธุรกิจ มิใช่เพียงเรื่องอาคารสถานที่ (Brick and Mortar) ที่จะต้องสร้างเป็นอาคารใหญ่โต แต่ขาดกิจกรรมที่หวังผลได้ 

รายละเอียดข้อ A และ ข้อ B สามารถสรุปเป็น Infographics ดังนี้

Microsoft Google Demand driven_ดร.ชิต Tech HRD Model


(C) Possible Demand/Projects

ทำให้เกิดโครงการที่มองเห็นความต้องการ และ/หรือ มีความเป็นไปได้ โดยใช้โครงการของภาครัฐที่เรามีอยู่เป็นแรงดึงดูดให้เกิดกิจกรรมในข้อ B และต่อไปนี้ ผมจะขอลงรายละเอียดในการหารือกับแต่ละบริษัทครับ

Microsoft

บริษัท Microsoft มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา เขายินดีให้ความช่วยเหลือ (ข้อ A) ด้วยการจัดอบรมบุคลากร 10,000 คน ที่เกี่ยวข้องกับ ReSkill UpSkill ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในจำนวนนี้จะมี 3,500 คน (100 สตาร์ทอัพ) เป็น NewSkill ด้าน Data Analytics และ AI ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า Microsoft จะใช้งบส่วนของเขาประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนทางไทยเตรียมสถานที่ และเครือข่ายของมหาวิทยาลัย/วิทยาลัยไทย ซึ่งอาจจะร่วมมือกันทำงานได้

สถานที่อบรมควรเป็นที่ Digital Valley ศรีราชา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเริ่มไว้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว อนึ่ง เพื่อให้เกิดมรรคจนเกิดประโยชน์ขึ้นจริง จึงต้องมีโครงการจริง (ข้อ C) อาทิ แพลตฟอร์มด้านการแพทย์ในพื้นที่อีอีซี ย่อมนำมาเป็น​ Business Projects ที่เป็นจริงได้ ดำเนินการโดยมีข้อตกลงระหว่างองค์กรต่างๆ (alliances) อันเกิดจากการ JV (ข้อ B) ระหว่างสตาร์ทอัพเครือข่ายของ Microsoft ในสหรัฐอเมริกาและบริษัทสตาร์ทอัพของไทย

จะเห็นได้ว่า การหารือกับ Microsoft ข้างต้นมีองค์ประกอบ ข้อ A และ B.1 – B.4 อย่างครบถ้วน

Google

ปัจจุบัน บริษัทใหญ่ๆ ในไทยหลายแห่งเป็นลูกค้าแพลตฟอร์ม Google ที่น่าสนใจ คือ ปตท.สผ. ที่ใช้งานมากในด้าน Data Analytics ซึ่งจะพัฒนาต่อไปถึง AI และแพลตฟอร์ม Machine Learning  ส่วน Google Mail นั้น ในวงการถือว่า ระบบ e-mail มีฟังก์ชั่นการใช้งานสะดวกที่สุด ธนาคารกรุงไทยก็ใช้ 30,000 ไลเซนส์ของ Google นอกจากนี้ยังมีรัฐวิสาหกิจอื่นๆ อีกหลายแห่งที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Google เช่น การไฟฟ้านครหลวง 

ดังนั้น จะเห็นว่าความต้องการใช้งานนั้น (existing demands) (ข้อ C) มีค่อนข้างมากอยู่แล้ว และเราควรพิจารณาจากข้อมูลนี้ว่า ส่วนใดของแพลตฟอร์มที่ควรได้รับการพิจารณาเพื่อส่งเสริมข้อ B นอกจากนี้ ผมกระตุ้นบรรดา SI ไทย (ที่มีอยู่ราว 10 บริษัท) ให้หารือประเด็นนี้ในเชิงลึกร่วมกันแล้ว

ส่วนการพัฒนาบุคลากรในข้อ A นั้น Google มีกิจกรรมที่จัดโดย Google Academy ที่ยิ่งใหญ่มาก และขยายกิจกรรมมาไทยบ้างแล้ว แต่ที่ผ่านมายังเป็นลักษณะของนำสิ่งที่มีมาส่งเสริมหรือป้อนให้เกิดการเรียนรู้ (Supply Push) อยู่ ต่อจากนี้ Google ก็เห็นด้วยกับการมุ่งพัฒนาบุคลากรตามที่อุตสาหกรรมต้องการ (Demand Driven HRD) และพร้อมร่วมออกค่าใช้จ่ายตามโมเดลข้อ A ครับ

แม้แพลตฟอร์ม Existing Demand for Google จะมีมาก แต่เขาก็สนใจ Demand ที่เป็นแพลตฟอร์มของภาครัฐมากด้วย แต่เป็นเรื่องที่ต้องหารือในรายละเอียดกันต่อไป

VMware

เทคโนโลยีล้ำหน้าด้านการทำ คอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) เป็นของบริษัทนี้มากว่าสิบปี โดยเริ่มต้นจากธุรกิจ on premise คือระบบเซิร์ฟเวอร์ซึ่งตั้งอยู่ที่เว็บไซต์ของลูกค้าเอง และเคยจะไปไม่รอดเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว แต่เมื่อปลายปี 2561 VMware หันไปร่วมมือกับ AWS ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจคลาวด์ และได้ซื้อบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analystics) และเทคนิคการทำปัญญาประดิษฐ์ (AI Reinforcemnet) เข้าไปในกลุ่มเยอะมาก จนปัจจุบัน VMware เป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจด้านนี้

ในภาคตลาดเงินตลาดทุน ศูนย์ข้อมูลทั้งหลาย ทุกที่ล้วนต้องใช้บริการจาก VMware สำหรับประเทศไทย โดยกระทรวงดีอีมีนโยบายชัดเจนเรื่องการใช้ ระบบคลาวด์ในหน่วยงานภาครัฐ (Government Cloud) ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องออกแบบและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี  Virtual Machine เพื่อให้งบประมาณโดยรวมลดลงและได้ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ จึงถือว่าเรามี Demand ขนาดใหญ่ในด้าน Virtual Machine ครับ และในเบื้องต้นที่ผมหารือกับ VMware เขาสนใจสร้างความร่วมมือกับไทย ทั้งข้อ A B และ C ครับ

อนึ่ง ประธาน VMware สหรัฐอเมริกา เตรียมกำหนดการมาดูตลาดของอินโดนีเซียและไทยในเดือนตุลาคมนี้ 


Demand driven_ดร.ชิต Microsoft Google VMware

 

 

 

เรื่อง  : ดร.ชิต เหล่าวัฒนา
เขียนที่ : สนามบินไท่หยวน ไทเป เขตการปกครองพิเศษไต้หวัน

วันที่ : 31 สิงหาคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับไทย


ทำไมนวัตกรรม เทคโนโลยี และสตาร์ทอัพ จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ บทความเหล่านี้มีคำตอบ

สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ‘อีอีซี’ กับการปรับตัวรับแรงเหวี่ยงของเทคโนโลยี

ทำไมสตาร์ทอัพไทยยังไปไม่ถึง ‘ยูนิคอร์น’ คำตอบที่อาจแทงใจดำ จาก ‘กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล’

Startup 101 : อ่านแล้วได้ ‘ศัพท์’ เข้าใจแวดวง ‘สตาร์ทอัพ’ ไวขึ้น