เปิดวาร์ป! Bioeconomy เศรษฐกิจ 7 ล้านล้าน ก้าวใหม่…ไทยพร้อมแค่ไหน?

613

จากปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายทั่วโลกส่งผลให้โลกร้อนกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในทุกประเทศ ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการกล่าวถึงเศรษฐกิจแห่งความหวังในการลดโลกร้อน เป็นกระแสที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการอุตสาหกรรมกันเลยทีเดียว ว่ากันว่าจะมีมูลค่าการลงทุนตลอด Value Chain ทั่วโลกมากกว่า 7 ล้านล้านบาท ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์เฉพาะในเมืองไทยได้ถึง 70 ล้านตัน

เศรษฐกิจที่ว่านี้คือ Bioeconomy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ นั่นเอง


Bioeconomy เป็นการนำ 2 ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมสมัยใหม่ และ Biorefinery มาบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา เพื่อให้เกิดคุณค่า สร้างมูลค่าเพิ่มซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนจาก ‘เศรษฐกิจฐานเกษตรกรรม’ ไปเป็น ‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ โดย Bioeconomy จะใช้สินค้าเกษตรจากมันสำปะหลังและอ้อยเป็นหลัก อย่างที่ผ่านมามีการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอล พลังงานไฟฟ้าชีวมวล

ขณะที่ในด้านอุตสาหกรรมได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวเคมี ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ตลอดจนอุตสาหกรรมทางชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่และมีอนาคต และต้องมีการลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก


มูลค่าสะพัดทั่วโลก 7.5 ล้านล้าน

World Economic Forum ได้ประมาณการศักยภาพห่วงโซ่คุณค่าของเศรษฐกิจชีวภาพระดับโลกจะมีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านยูโร หรือ 7.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2563 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ พลาสติกย่อยสลายได้ที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพ อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง อาหารแห่งอนาคตที่ผลิตพิเศษตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล ยารักษาโรคที่ผลิตขึ้นสอดคล้องกับ DNA ของคนไข้แต่ละราย (Personalized medicines) และพลังงานไฮโดรเจน (พลังงานแห่งอนาคต) ที่ผลิตจากกลูโคส เป็นต้น


การเกษตร 4.0 เกษตร 4.0

อีอีซีพื้นที่นำร่อง Bioeconomy

ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา Bioeconomy เป็นกระแสโลกที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด เนื่องจากภาวะโลกร้อน ความต้องการอาหารและพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น สำหรับประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันจากความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เนื่องจากมีกลุ่มเกษตรกรที่มีความสามารถในการสร้างผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งในอุตสาหกรรมอาหารและพลังงานชีวภาพที่มีความพร้อมเพื่อพัฒนาไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่า Bioeconomy โดยจะเริ่มต้นในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor) โดยจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม S-curve นั่นเอง


เปิดแผน 10 ปี Bio Hub

สำหรับแผนการดำเนินงานเพื่อพัฒนา Bioeconomy ในระยะเวลา 10 ปี มีกรอบการลงทุนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 ปี 2560-2561 เงินลงทุนประมาณ 51,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ อาหาร และชีวเภสัชภัณฑ์ ผลักดันการสร้างอุปสงค์และตลาด
  • ระยะที่ 2 ปี 2562-2564 เงินลงทุนประมาณ 182,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง Biorefinery Complexes ที่ครบวงจร และเมืองใหม่บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมอย่างครบวงจร หรือ Biopolis
  • ระยะที่ 3 ปี 2565-2569 เม็ดเงินลงทุนประมาณ 132,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับสู่ Regional Hub เป็นต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การพัฒนา Bioeconomy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ ตั้งแต่ห้องแล็บไปจนถึงโรงงานต้นแบบ จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Bio Hub ทั้งการผลิตอาหารแห่งอนาคตและศูนย์กลางนวัตกรรมด้าน Bioeconomy ในภูมิภาค


สร้างงาน สร้างเงิน เพิ่มรายได้

คาดว่าภายใน 10 ปี มูลค่าการลงทุน Bioeconomy ในเมืองไทยตลอด Value Chain จะมากกว่า 4 แสนล้านบาท และในปีที่ 10 จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอ้อยได้มากกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี มันสำปะหลังกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มเป็น 75,000 บาทต่อคนต่อปี มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นทั้งในโรงงานผลิตและการวิจัยที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 20,000 ตำแหน่ง และที่สำคัญยังเป็นการลดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้ฟอสซิลได้มากถึง 70 ล้านตัน


Bioeconomy กับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

โครงการ Bioeconomy เป็นการนำสินค้าในภาคเกษตรกรรมมาแปรรูปสู่ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่

  • พลังงานชีวภาพ  
  • ชีวเคมีภัณฑ์
  • อาหารแห่งอนาคต
  • อาหารสัตว์แห่งอนาคต
  • ชีวเภสัชภัณฑ์  

ทั่วโลกตอบรับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

ข้อมูลจากศูนย์ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะส่งผลให้มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมากขึ้น เช่น หลายประเทศได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มการใช้ไบโอพลาสติกเพื่อสร้างตลาดและความต้องการในประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มีเป้าหมายเพิ่มการใช้ไบโอพลาสติกจากราว 70,000 ตัน ในปี 2013 เป็น 2 ล้านตันภายในปี 2030 สหรัฐอเมริกา มีมาตรการบังคับให้หน่วยงานภาครัฐซื้อสินค้าจากอุตสาหกรรมชีวภาพ และ สหภาพยุโรป ที่เสนอให้การผลิตบรรจุภัณฑ์ใช้วัตถุดิบที่ทำจากวัสดุชีวภาพ 10% ภายในปี 2030 โดย European Bioplastics คาดการณ์ว่า กำลังการผลิตพลาสติกชีวภาพโลกจะเพิ่มราว 24% จาก 2.11 ล้านตันในปี 2018 เป็น 2.62 ล้านตันในปี 2023

Bioeconomy จึงเป็นทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคตของทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย!!