ตีแผ่ ปัญหาที่อยู่อาศัยระดับเอเชียแปซิฟิก แนะทางออกจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ในงานเดียว ‘เอเชีย แปซิฟิก เฮาส์ซิ่ง ฟอรั่ม 2019’

125

ก่อนที่ การประชุมวิชาการด้านที่อยู่อาศัย ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 7 จะจัดขึ้นในวันที่ 16-19 กันยายน 2562 ทางผู้จัดงาน เอเชีย แปซิฟิก เฮาส์ซิ่ง ฟอรั่ม (Asia-Pacific Housing Forum) ได้จัดการพูดคุยเพื่อเปิดตัวกับสื่อมวลชน ทั้งในประเด็นน่าสนใจที่จะอภิปรายกันในงานประชุมวิชาการ รวมถึงประเด็นที่ได้เชิญเหล่า speaker ผู้มีประสบการณ์ด้านการรับมือ ‘ปัญหาที่อยู่อาศัย’ ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศมาร่วมพูดคุยกัน โดยมุ่งไปที่หัวข้อหลัก การร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบด้านที่อยู่อาศัย อย่างการร่วมเสนอแนะวิธีหรือโมเดลแก้ไขปัญหาด้านที่พักอาศัยไม่เพียงพอ โดยย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัยต้นทุนต่ำด้วย


อัปเดต สถานการณ์ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับภูมิภาค

ในการจัดงานแถลงข่าวรอบสื่อมวลชนครั้งนี้ เริ่มจาก คุณทิโมธี โล็ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิที่อยู่อาศัย (ประเทศไทย) หรือ Habitat for Humanity Thailand ที่มากล่าวถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัยหรือบ้าน สำหรับคนทุกชนชั้น และอัปเดตสถานการณ์ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยในระดับภูมิภาคก่อนว่า

คุณทิโมธี โล็ค

“จากข้อมูลเมื่อปี 2557 ระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยมีประชากรที่มีความยากจนถึงประมาณ 7.1 ล้านคนทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท แต่อย่างไรก็ตาม ในจำนวนนี้มีประชากรประมาณ 6.7 ล้านคน ที่อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ชี้วัดความยากจนแห่งชาติ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะกลับไปสู่ความยากจนได้ และด้วยจุดเริ่มต้นจากความยากจนนี้เอง ที่นำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย หรือ มีที่อยู่อาศัยที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์การดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของผู้คน”

“ดังนั้น งานที่ผ่านมาของทางมูลนิธิ Habitat for Humanity จึงเป็นงานที่ยึดหลักการ “‘Through shelter, we empower” แปลตรงตัวได้ว่า “เมื่อเรามีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย เราย่อมมีพลังมากขึ้น” ดังนั้น เราจึงสนับสนุนทุกทางให้ผู้คนได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและราคาไม่แพง เพราะหากสร้างปัจจัยพื้นฐานให้กับผู้คนได้ตามแนวทางนี้ ย่อมเป็นการต่อยอดให้มนุษย์มีความเข้มแข็ง มั่นคง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะพวกเขาต้องการที่อยู่อาศัยที่ดีในการสร้างชีวิต บ่มเพาะสภาพแวดล้อมและคุณภาพครอบครัว”

“ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ทำให้ทางมูลนิธิฯ ดำเนินการระดมทุน ระดมอาสาสมัคร มาร่วมกันสร้างบ้าน สร้างที่อยู่อาศัยคุณภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบที่แท้จริงและสร้างแรงบันดาลใจให้กับโลกว่า ทุกคนควรมีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพดี”

ส่วนการจัดงานในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครั้งนี้ คุณทิโมธี โล็ค ได้อัปเดตถึงจุดประสงค์ในการจัดงานว่า ต้องการให้ตอบโจทย์ 3 ด้าน คือ

  1. การสร้างและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรที่มีความสามารถในการส่งผลกระทบเชิงบวกและผลักดันความช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยต้นทุนต่ำ
  2. สร้างการรับรู้และดำเนินการเกี่ยวกับความสำคัญของที่พักพิงในฐานะตัวขับเคลื่อนของการรวมความยืดหยุ่นและความยั่งยืนในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
  3. ส่งเสริมผู้นำและผู้เกี่ยวข้องด้วยนวัตกรรมและโครงการบ้านจัดสรรที่มีผลกระทบสูงผ่านการแบ่งปันแนวทางในการปฏิบัติที่ดีที่สุด

สร้างโมเดลการรับมือ ปัญหาที่อยู่อาศัย ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนได้จริง

ด้าน คุณกชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิก ผู้ก่อตั้ง บริษัท Porous City Network มีประสบการณ์การทำงานด้านการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และยังเป็นเจ้าของโปรเจกต์ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ สาขาการออกแบบยอดเยี่ยมจาก World Landscape กล่าวถึงการมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมว่า

คุณกชกร วรอาคม

“เมื่อคิดถึง บ้าน เราจะคิดถึงแต่บริบทการอยู่ของคนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะในการสร้างหรือ การพัฒนาที่อยู่อาศัยยุคนี้ จะต้องคิดถึงปัจจัยในเรื่องของภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติต่างๆ ด้วย ซึ่งภายใต้ปัจจัยเหล่านี้เองที่มากำหนดการออกแบบบ้านที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้คน ในฐานะภูมิสถาปนิก มองกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองน้ำ แต่เวลาเราออกแบบภูมิสถาปัตย์ ในทุกด้าน เราคิดถึงเรื่องน้ำน้อยมาก ดังนั้น หัวใจสำคัญของการออกแบบบ้านทุกระดับ คือ การสร้างบ้านที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับสภาวะแวดล้อม อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ดีที่สุด นั่นต่างหาก คือ Key success ในเรื่องนี้”

“ยกตัวอย่าง อย่างพื้นที่ปริมณฑลของเรา สมุทรปราการ โดยข้อเท็จจริง มันเป็นพื้นที่ที่กำลังทรุดลง หรือ Slip under sea level ไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ ก็ยังมีทั้งหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้คิดถึงปัจจัยสำคัญนี้ คิดถึงแต่เรื่องเหตุผลทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ซึ่งผลเสียมันมาตกกับคนที่ซื้อที่อยู่อาศัยเหล่านี้ไป รวมถึงผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆ ที่อยู่อาศัยเหล่านี้ด้วย ตรงนี้นับว่าเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องการพัฒนาหรือการสร้างที่อยู่อาศัยของไทย”

“ทั้งนี้ปัญหาจริงๆ มันแก้ไขได้ด้วยหลักการออกแบบ อย่างการออกแบบอาคารในโครงการ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี ที่เราได้รางวัลมาในระดับนานาชาติหลายเวทีนั้น ก็เพราะเราตั้งใจพัฒนาที่ดิน เพิ่มพื้นที่แนวแกนสีเขียว ในเขตพาณิชย์ของมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างความสุขแก่ชุมชน และเชื่อมโยงชุมชนโดยรอบให้เข้าถึงกัน โดยพัฒนาสภาพแวดล้อมที่สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงพื้นที่ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์หลายรูปแบบ ด้วยการออกแบบให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำของเมือง มีแนวพื้นที่รับน้ำ (Rain Garden) และระบบระบายน้ำใต้ดิน เป็นต้น”

“นอกจากนั้น ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ที่ตนเองได้ลงพื้นที่ ซึ่งเราก็ไม่ได้ทำเฉพาะในโครงการที่เจ้าของมีเม็ดเงินเท่านั้น แต่ทีมงานของเรายังมีโอกาสไปพัฒนาพื้นที่ที่อยู่อาศัยในชุมชนคลองลาดพร้าว เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อน้ำท่วมกรุงเทพฯ ชุมชนแห่งนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำ ยิ่งในตอนนี้ชาวชุมชนยังต้องเผชิญกับวิกฤตที่ทางกรุงเทพมหานครมีนโยบายลงมาที่จะเปลี่ยนคลองแห่งนี้ให้เป็นที่ระบายน้ำ เมื่อมีน้ำท่วม ตรงนี้ในทางภูมิสถาปัตย์ ถือว่าเป็นการใช้พื้นที่ที่ผิดเป้าประสงค์”

“และตอนนี้ชาวชุมชน ยังต้องเผชิญกับการไล่รื้อที่อยู่อาศัย เพื่อที่ทางการจะขยายเขื่อน คลอง เป็น 33 เมตร ทางทีมงานของเราก็ไปให้ความรู้ชาวชุมชนว่า ภายใต้โครงสร้างที่อยู่อาศัยในปัจจุบันของพวกเขา เขาจะช่วยสร้างและปรับให้ที่อยู่อาศัยของเขาเป็นพื้นที่ที่ช่วยเมืองได้ในทางไหนบ้าง”

“ส่วนเหตุผลที่ดิฉันเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ Speaker ของฟอรั่ม นี้ ก็เพื่อแชร์ประสบการณ์ในเวทีระดับ เอเชีย-แปซิฟิก ที่คิดว่า แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ต่างพบปัญหาเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกันไป ดังนั้น บรรยากาศที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในงานฟอรั่มครั้งนี้ จึงคาดว่า จะเป็นบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แชร์ปัญหา หาทางออกร่วมกันในบริบทที่แตกต่างกันไป ซึ่งน่าสนใจมาก”


โฟกัสปัญหาที่อยู่อาศัย บ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชน

คุณพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย Thai Real estate Association ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ในแง่มุมของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในฐานะตัวแทนของภาคธุรกิจเอกชนว่า

คุณพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

“ในปีที่แล้ว สถานการณ์การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบ้านอยู่อาศัย มียอดโอนด้านนี้ไปประมาณ 8 แสนล้านบาท แต่ในจำนวนนี้มีแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เป็นบ้านราคาถูก เพราะหน้าที่ในการสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นหน้าที่ของภาครัฐ เป้าที่ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งไว้ คือการก่อสร้างบ้านให้ประชาชนกลุ่มนี้จำนวน 3 แสนยูนิต ส่วนที่ตกอยู่กับการเคหะแห่งชาติ คือประมาณ 2 หมื่นยูนิต จากเป้า 3 แสน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ห่างไกลกันมาก และที่เหลือจากภาระของการเคหะฯ ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเอกชน”

“ที่อธิบายมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ผู้มีรายได้น้อยจะเข้าถึงการมีบ้าน มีที่อยู่อาศัยในบ้านเมืองนี้ ซึ่งมีน้อยมากเหลือเกิน แทบจะพูดได้ว่าเป็นศูนย์ ตรงนี้ ในมุมมองของผม ผมอยากเห็นภาคเอกชนที่เป็นพลเมืองของประเทศเข้าใจว่า บ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกเมืองที่ต้องมี และเอกชนทุกคนที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่ในเมือง จำเป็นต้องมีส่วนรับผิดชอบในภารกิจนี้ ไม่ใช่ผลักภาระในส่วนนี้ให้ภาครัฐทำ”

“เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายที่ผ่านมาภาครัฐก็จะผลักโปรเจกต์แปลกๆ ออกมา ในรูปแบบของการเอาคนจนไปรวมกันในแถบชนบท ชานเมือง น้ำ ไฟ ไม่แรง มีคุณภาพชีวิตระดับต่ำกว่ามาตรฐาน สุดท้าย ก็เกิดปัญหาเหมือนที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่ คือคนจนถูกถีบไปอยู่ชานเมืองหมด และต้องแบกรับค่าเดินทาง นั่งวินมอเตอร์ไซค์ ขึ้นรถไฟฟ้าของประเทศที่ได้ชื่อว่า มีค่ารถไฟฟ้าแพงที่สุดในโลก มีสภาพชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาก ที่กล่าวมานี้ มีต้นตอปัญหาอยู่ที่การมีที่อยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสม”

“ผมจึงมองว่า ปัญหาสะสมที่กล่าวมานี้ ต้องแก้ด้วยการปฏิวัติระบบใหม่ทั้งหมด ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยนี้ให้ได้ ผมยังเชื่อว่า มีภาคธุรกิจเอกชนอยากทำ แต่แค่ยังหาแหล่งทุนไม่ได้”


ฟอรั่มแห่งความร่วมมือร่วมใจ จุดประกายปัญหาด้านที่อยู่อาศัย พร้อมหาทางออกที่ดีที่สุดให้ทุกฝ่าย

ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในฐานะผู้มีประสบการณ์การทำงานด้าน Urban Development และ Housing Policy ว่า

ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม

“ต้องยอมรับว่าตอนนี้เรายังคงไม่เห็นนโยบาย ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เห็นได้จากตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแนวทางของการแก้ปัญหา ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขไปในแนวทางที่สอดคล้องกัน และในตอนนี้ เราก็ยังไม่ได้มีหรือสามารถส่งมอบบ้านในนิยามที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ รวมถึงเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างที่คนไทยต้องการ”

“และอีกอย่างที่ทุกคนต้องรู้และร่วมกันหาทางแก้ไข เพราะปัญหาด้านที่อยู่อาศัยของผู้คน มันเป็นปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม ขณะที่คนที่มีรายได้สูงก็มีทางเลือกในการเลือกที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของพวกเขา ส่วนคนที่มีรายได้ปานกลาง ที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้จะถูกผลักออกนอกเมือง”

“ดังนั้น คนกลุ่มนี้ย่อมต้องแบกรับกับปัญหาค่าใช้จ่าย ทั้งด้านการเดินทาง เพื่อเดินทางเข้ามาทำงานในเมือง และถ้าคิดในแง่ว่าจากจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ ได้ทับถมจนจะก่อตัวเป็นปัญหาหลักของคนหาเช้ากินค่ำ เพราะหาเงินมาเท่าไร อาจต้องไปถมกับการผ่อนบ้าน ผ่อนที่อยู่อาศัย บวกกับค่าเดินทาง ย่อมก่อให้เกิดปัญหาหนี้ค้างชำระอะไรต่อได้อีก ด้วยเหตุนี้ ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยในรูปแบบนี้เอง ที่พวกเราต้องมาร่วมกันหาทางออกให้ได้”

“การจัดฟอรั่มในครั้งนี้ เราจึงอยากให้เป็นเวทีที่ไม่ใช่แค่มีนักวิชาการมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่อยากให้ทั้งผู้ที่สนใจ ประชาชน ตัวแทนทุกภาคส่วน ผู้นำชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ปัญหาที่อยู่อาศัย ทำความเข้าใจ และหาทางออกร่วมกันจริงๆ”


ที่กล่าวมานี้เป็นแค่น้ำจิ้ม สำหรับประเด็นน่าสนใจที่จะร่วมระดมสมองหาทางออกให้กับ ปัญหาที่อยู่อาศัย ในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่จะเกิดขึ้นใน วันที่ 16-19 กันยายน 2562 ณ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปอัปเดตหัวข้อการเสวนา และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ aphousingforum.org


อัปเดตทุกประเด็นการหาทางออกพัฒนาสังคมไทยครบทุกมิติ คลิกอ่านต่อ

ชวนทบทวนแผนสร้าง ‘สมาร์ทซิตี้ ภูเก็ต’ สะท้อนปัญหานำสู่ทางออก พัฒนาเมืองร่วมกัน รัฐ-เอกชน

WHO ผนึกกำลังภาคีทั่วโลก เปิดเวทีถกปัญหาภัยจมน้ำ พร้อมแนะนำ นวัตกรรมรับมือปัญหา ‘เด็กจมน้ำ’ จากนานาชาติ

รู้ทันสาเหตุ อุบัติเหตุบิ๊กไบค์ & รถจักรยานยนต์ พร้อมแนะวิธีป้องกันอุบัติเหตุจากผลการศึกษาล่าสุด