
‘บิ๊กตู่’ รวมพลังอาเซียนดัน MSME เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว


พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดการประชุม Conference on ASEAN MSMEs in the Digital Era: Challenges and Opportunities ว่าจำนวนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย (MSME) ในอาเซียนรวมกันมากกว่าร้อยละ 95 ของจำนวนวิสาหกิจที่มีอยู่ในแต่ละประเทศ โดยไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ให้การส่งเสริม MSME เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2557 สอดคล้องกับประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ไทยในฐานะประธานอาเซียนผลักดันให้สำเร็จในปีนี้ โดยในปี 2018 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ Micro SME จำนวน 3 ล้านราย มีการจ้างงานประมาณ 14 ล้านคน การประชุมในวันนี้เป็นประเด็นที่ทุกรัฐบาลควรให้ความสำคัญ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลอย่างเต็มที่ รวมพลังให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความแข็งแกร่งมากขึ้น รวมทั้งการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลและเข้าถึงตลาด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเชิงนโยบายในการส่งเสริมผู้ประกอบการภายใต้แนวทางการส่งเสริมการใช้ดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในอาเซียน

‘คลัง’ เร่งรัฐวิสาหกิจอัดเมกะโปรเจ็กต์ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวขณะเป็นประธานเปิดการสัมมนามอบนโยบายและทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจ จัดโดยสำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) โดยมอบนโยบายให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งและบริษัทลูก เร่งเดินหน้าโครงการลงทุนในประเทศ ซึ่งรัฐวิสาหกิจมีวงเงินลงทุนปีงบประมาณ 2562 ภายใต้การดูแลของสคร.ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งต้องยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติให้มากที่สุด ทั้งการปฏิรูปประเทศ การปรับเปลี่ยนยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจประเทศไทย และการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโตช้าลง แต่ยังเติบโตไม่ได้ถดถอย ช่วงนี้จึงขอให้รัฐวิสาหกิจเร่งการลงทุนในประเทศตามแผนที่มีอยู่ และสิ่งที่สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ก็ขอให้เร่ง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนภาคเอกชน เพราะหากรัฐวิสาหกิจลงทุนช้าเอกชนจะกังวล การลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและช่วยให้เศรษฐกิจผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายไปได้ด้วยดี

‘บางเสร่’ จับมือ มจพ.ศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวเรือสำราญในอีอีซี

เมื่อวันที่ 5 กย. 2562 นายสมจิตร์ นิ่มสุวรรน์ นายกเทศบาลตำบลบางเสร่ ให้การต้อนรับ ผู้บริหารสำนักเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับรองรับการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี พื้นที่จ.ชลบุรี ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลบางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี ดร.เพ่ง บัวหอม ปลัดเทศบาลตำบลบางเสร่ เป็นวิทยากรบรรยายสรุปประเด็นเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.เพื่อพัฒนาเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวสำหรับรองรับการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ 2.เพื่อสร้างศักยภาพและความพร้อมของพื้นที่บริเวณท่าเรือที่สำคัญและพื้นที่ใกล้เคียงในการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ 3.เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยว 4.เป็นการศึกษาเส้นทางการท่องเที่ยวของ 3 ท่าเรือคือท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ท่าเรือภูเก็ต จ.ภูเก็ต และ ท่าเรือเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

3.16 แสนล้านยังไม่ออกฤทธิ์ ดัชนีความเชื่อมั่นร่วงเดือนที่ 6 ค่าต่ำกว่า 100

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลของการสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2562 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 แม้ว่ารัฐบาลเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา 3.16 แสนล้านบาท เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก ประกอบกับสถานการณ์ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 60.9 69.7 และ 90.4 ตามลำดับ โดยปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกรกฎาคมที่อยู่ในระดับ 62.2 70.9 และ 91.9 ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตมากนัก

พาณิชย์จับตา ‘ทุเรียนไหหลำ’ แนะผู้ส่งออกวางตำแหน่งสินค้าจับกลุ่มพรีเมียม

นางสาววรรณลดา รัตนพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานได้มีการติดตามการเพาะปลูกทุเรียนในมณฑลไหหลำ พบว่าการทดลองปลูกทุเรียนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยมีบริษัทเอกชนทดลองนำต้นทุเรียนพันธุ์ Sanno จำนวน 20 ต้นจากประเทศมาเลเซียมาทดลองปลูกที่เมืองซานย่า มณฑลไหหลำ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามการลงทุนปลูกทุเรียนจนถึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ต้องใช้เวลาประมาณ 4-8 ปี รวมทั้งต้นทุเรียนเป็นไม้ใหญ่ ต้องใช้พื้นที่ในการเพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตต่อพื้นที่มีจำนวนน้อย ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง จึงคาดว่าแม้มณฑลไหหลำจะปลูกทุเรียนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสำเร็จ แต่ราคาก็ไม่น่าจะต่ำกว่าราคาทุเรียนในปัจจุบันมากนัก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรของมณฑลไหหลำให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในความเป็นจริงมณฑลไหหลำได้มีการปลูกทุเรียนมาหลายสิบปีก่อน แต่ผลผลิตที่ได้ต่ำ รสชาติไม่ดีมาก จึงไม่ได้เพาะปลูกอย่างแพร่หลาย ประกอบกับการนำต้นกล้าทุเรียนไปปลูกในพื้นที่นอกแปลงทดลองยังคงมีความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสภาพปัจจัยทางภูมิอากาศได้เหมือนในพื้นที่แปลงทดลอง ซึ่งผู้ส่งออกทุเรียนของไทยต้องรักษาคุณภาพของสินค้าทุเรียนไทยให้เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม รสชาติดี คุณภาพสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในจีนเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันทุเรียนสดในตลาดจีนส่วนมากนำเข้าจากไทย มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 80%

หมอกควันอินโดนีเซียข้ามแดนกระทบจังหวัดภาคใต้
นายธนัญชัย วรรณสุข ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 (สงขลา) กล่าวถึงสถานการณ์หมอกควันจากเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ที่เริ่มเข้ามาตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. ทำให้คุณภาพอากาศในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนเฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่า 55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินเกณฑ์มาตรฐาน (50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศฟ้าปิดทำให้หมอกควันเคลื่อนตัวช้า จึงเตือนให้ประชาชนระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการเช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองดวงตา ควรลดระยะเวลาทำกิจกรรมการแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง พร้อมทำหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 14 และ 15 และรายงานปลัดกระทรวงฯถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

‘สี จิ้นผิง’ โชว์กลยุทธ์เปลี่ยนกระแสลมในฮ่องกง กลุ่มประท้วงโต้ ‘สายเกินไป’

สำนักข่าวซินหัวรายงาน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวปาฐกถาต่อที่ประชุมนักศึกษาของสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และธรรมาภิบาลแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าจีนต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับกระแสลมที่เปลี่ยนทิศเสมอ เหมือนกวางที่รู้ความแตกต่างของผืนหญ้าเพียงใช้เท้าสัมผัส หรือเสือที่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์จากกลิ่น และมนุษย์เห็นความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลจากสีของใบไม้ ขณะนี้จีนกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่จากหลายด้าน เราต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะสถานการณ์ในฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน หลังการปาฐกถาหนึ่งวัน นางแคร์รี หล่ำ หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกง ประกาศเพิกถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นชนวนของความไม่สงบ อย่างไรก็ดี ผู้ประท้วงและสมาชิกรัฐสภาฮ่องกงหลายคนออกมาประกาศว่า การถอนร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ล่าช้าเกินไป













