‘สิงคโปร์’ ประเทศอาเซียนที่อาจสูญเสียตำแหน่ง ‘ผู้นำ’ จากสงครามการค้า

495

สถานการณ์สงครามการค้าที่ยังไม่มีข้อยุติและมุ่งทำลายคู่ค้าของจีน ส่งผลต่อเศรษฐกิจเมืองไทยในด้านยอดการส่งออกที่เริ่มติดลบ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะจากตัวเลขการส่งออกเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2562 หายไป 4.53 ล้านล้านบาท (-2.54) 


ยิ่งใครทำการค้ากับจีนเข้มข้นมากเท่าไหร่ ก็จะถูกทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้นเท่านั้น และถึงตอนนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงสงครามการค้าได้แพร่กระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ แล้ว

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมปรับลดประมาณการการเติบโตของจีดีพีลง 3.3% ในไตรมาสที่สองเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวของจีดีพีต่อปีของสิงคโปร์ก็ลดลงเหลือ 0.1% ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่เลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อสิบปีก่อน

เป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อภาวะถดถอยอีกครั้งจากภาคอุตสาหกรรมของจีน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศขยายตัวเพียง 4.8% ในเดือนกรกฎาคม นี่เป็นตัวเลขที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 17 ปี

การลดลงของตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรม สินค้าไฮเทค และนวัตกรรม ซึ่งบทบาทของสิงคโปร์ ในฐานะศูนย์นวัตกรรมเอเชียจะค่อยๆ เปลี่ยนทิศไปสู่ประเทศจีน เร็วกว่าสิงคโปร์ที่เปลี่ยนจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง และสำหรับหลายๆ ประเทศที่จะร่วมมือกับจีนได้เป็นผลกำไรมากขึ้น เพราะไม่เพียงแค่การพัฒนาและการวิจัยกำลังดำเนินไป แต่การผลิตนั้นดำเนินไปอย่างเข้มข้น

การเพิ่มขึ้นของสงครามการค้าและการลดลงด้านการส่งออกของสินค้าในเอเชีย ก็เกิดเช่นเดียวกับการนำเข้าสินค้าจากสิงคโปร์เข้าไปในจีนที่มีความต้องการลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ บริษัทจีนหลายแห่งซื้อขายผ่านสิงคโปร์อย่างแข็งขัน แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะสิงคโปร์มีท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด และยังสะดวกกว่าเมื่อจัดส่งผลิตภัณฑ์ไปยังสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้บทบาทของการเป็นศูนย์กลางการนำเข้าและส่งออกระหว่างอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น ถูกยึดครองโดยจีนและอินเดียแล้ว

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งสหประชาชาติ (UN Comtrade) ในปี 2018 สิงคโปร์ส่งออกสินค้ามูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ไปยัง จีน คิดเป็น 13% ของการส่งออกทั้งหมดของรัฐ โดยสินค้าส่วนใหญ่มาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ไฮเทค ประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์

หากดูส่วนแบ่งการส่งออกของสิงคโปร์ ในปี 2018 ฮ่องกง อยู่ในอันดับสองรองจากจีน ด้วยมูลค่าสินค้าเกือบ 49,000 ล้านดอลลาร์ ที่ขายให้กับเขตการปกครองพิเศษของจีน แต่อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนด้วย 

เศรษฐกิจของสิงคโปร์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ การค้าขาย เช่น ท่าเรือของประเทศมีการจัดการขนส่งสินค้ากว่า 600 ล้านตันต่อปี แต่เนื่องจากความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน นักลงทุนจำนวนมากจึงเลือกที่จะถอนเงินทุน และเรื่องนี้อาจมีบทบาทต่อการลงทุนในเศรษฐกิจสิงคโปร์ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

จากการศึกษาโดยศูนย์วิเคราะห์แห่ง IMD World Competitiveness พบว่า สิงคโปร์เป็นชาติที่ระบบเศรษฐกิจมีการแข่งขันสูงที่สุดในปี 2019 และในรายงานของหน่วยงานทางสถิติของสหประชาชาติก็น่าสังเกตว่า ในด้านการลงทุนปีที่แล้ว สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก โดยมีมูลค่าเกือบ 78,000 ล้านดอลลาร์

แม้จะมีขนาดและจำนวนประชากรเพียง 5.8 ล้านคน สิงคโปร์ก็ยังมีอำนาจทางเศรษฐกิจและเป็นผู้นำหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การชะลอตัวของจีดีพีในปีนี้อาจเปลี่ยนสถานะของรัฐให้หลุดจากตำแหน่งผู้นำก็เป็นได้

ภาวะถดถอยในสิงคโปร์กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐค้นหาตลาดใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคมก็จะลงนามเอกสารเขตการค้าเสรีร่วมกับสหภาพศุลกากรยูเรเชียเพื่ออัดฉีดเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตปลอดภาษีขนาดใหญ่” 

แน่นอนว่าภาวะถดถอยจากสงครามการค้าได้เปลี่ยนบทบาทและสะเทือนตำแหน่งผู้นำของสิงคโปร์ หรือเกาะมหัศจรรย์กำลังจะหายไป? หรือสิงคโปร์จะไม่ขึ้นอยู่กับสงครามการค้า? งานนี้สิงคโปร์จะปรับตนเองใหม่อย่างไร ท่ามกลางการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ คงต้องดูกันยาวๆ


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย