Thailand Plus 7 ขี่พายุทะลุฟ้า แผนกระชากนักลงทุนเข้าไทย

128

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 เป็นอีกหนึ่งการประชุมที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ

เนื่องจากได้มีการนำเสนอแคมเปญพิเศษ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในเมืองไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่เตรียมย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ด้วยการลงมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนชื่อว่า ‘Thailand Plus 7’


www.thaigov.go.th

ลดภาษี 13 ปี ดึงทุนพันล้านอัพ

1 ใน 7 มาตรการ ไทยแลนด์ พลัส ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี เพิ่มเติมจากเกณฑ์ปกติ

โดยปกติอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลประมาณ 5-8 ปี

เมื่อรวมกับแคมเปญล่าสุดที่เพิ่มให้อีก 5 ปี เท่ากับว่านิติบุคลที่ย้ายการลงทุนเข้ามาในเมืองไทยภายใต้แคมเปญนี้จะได้รับการลดภาษีสูงสุดถึง 13 ปี

แต่มีข้อแม้ว่า โครงการที่จะได้รับสิทธิดังกล่าวต้องมีเงินลงทุนจริงอย่างน้อย 1,000 ล้านบาทขึ้นไป และต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในปี 2563


Thailand plus 7

Thailand Plus 7  ดึงดูดได้จริงหรือ?

บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย กับประเด็นจั่วหัว “สงครามการค้าที่ระอุขึ้นกระตุ้นการเร่งกระจายการผลิตออกจากจีน…ทว่า ศักยภาพไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่อาจมีจำกัด” มีความท้าทายที่น่าสนใจว่า Thailand Plus7 จะดึงดูดการลงทุนได้จริงหรือ?

เพราะทุกประเทศต่างหมายมั่นดึงดูดการลงทุนที่โยกฐานออกจากจีนเช่นเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือ อินเดีย

บทวิเคราะห์ดังกล่าวแบ่งธุรกิจที่เตรียมโยกฐานออกจากจีนเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 ธุรกิจที่อยู่ในขั้นปลายน้ำของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งมีฐานการผลิตกระจายอยู่ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ธุรกิจกลุ่มนี้ คือธุรกิจกลุ่มแรกที่จะเริ่มทยอยกระจายการลงทุนเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า เพราะมีความง่ายในการดำเนินการมากที่สุด เนื่องจากหลายบริษัทมีฐานการผลิตกระจายอยู่ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอยู่แล้ว

จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ เพียงแค่เพิ่มกำลังการผลิตในประเทศที่มีความพร้อม ทั้งในแง่ของการมีผู้รับจ้างผลิตสินค้าหรือประเทศที่บริษัทแม่มีฐานการผลิตอยู่แล้ว

เป็นการกระจายความเสี่ยงในสายการผลิตสินค้าที่เน้นส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ มากกว่าที่จะย้ายฐานการผลิตทั้งหมดออกจากจีน

หากเป็นบริษัทที่ต้องพึ่งพาแรงงานเข้มข้น อาทิ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม นักลงทุนต่างชาติจะเลือกกระจายการลงทุนมายังประเทศที่สามารถหาผู้รับจ้างผลิตสินค้าได้ค่อนข้างเสรีและมีต้นทุนแรงงานต่ำ อย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม

หากเป็นการผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงขึ้นมา เช่น เครื่องจักรกล นักลงทุนจะเลือกลงทุนในประเทศที่มีฐานการผลิตของบริษัทนั้นๆ อยู่แล้ว หรือมีห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวเนื่องพร้อมรองรับการผลิต

กลุ่มที่ 2 ธุรกิจที่ยังคงมีฐานการผลิตหลักอยู่ในจีนและไม่ได้มีฐานการผลิตอื่นที่สำคัญในภูมิภาค

การย้ายฐานการลงทุนของธุรกิจกลุ่มนี้ คาดว่าจะเกิดในรูปแบบของการกระจายตัวของการลงทุนไปยังประเทศผู้รับการลงทุนที่มีศักยภาพ

โดยประเทศที่มีศักยภาพรองรับการกระจายการลงทุนระลอกใหม่นี้ อาจต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ อาทิ

  • 1. เป็นประเทศที่สามารถผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ใกล้เคียงหรือน้อยกว่าจีน
  • 2. อยู่ใกล้ห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของสินค้านั้นๆ
  • 3. มีสิทธิพิเศษทางภาษีที่ได้รับจากสหรัฐ รวมถึงมีฐานการผลิตที่เข้มแข็งอยู่แล้วในประเทศที่ได้รับการลงทุนใหม่ ซึ่งประเทศในแถบเอเชียและอเมริกาเหนือ คาดว่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับเลือกว่าจะเข้าไปลงทุนมากที่สุด

เวียดนาม ชิงความได้เปรียบ

ศูนย์วิเคราะห์กสิกรไทยประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนโดยตรงในส่วนนี้คิดเป็นมูลค่าขั้นต่ำประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยเวียดนามนับได้ว่าเป็นผู้ได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้ามากที่สุด ทั้งในแง่ของจำนวนและความหลากหลายของโครงการที่ได้รับ โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตสินค้าขั้นปลายน้ำที่ยังคงต้องพึ่งพาการใช้แรงงาน เช่น ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

ซึ่งประเภทอุตสาหกรรมที่จะได้รับการกระจายการลงทุนในระลอกนี้นั้น หากพิจารณาจากสินค้าของจีนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐรอบสุดท้าย ส่วนมากจะเป็นการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นปลายน้ำที่อาจยังต้องพึ่งพาการใช้แรงงานที่เข้มข้นอยู่ อาทิ การประกอบสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต การประกอบคอมพิวเตอร์แบบพกพา (โน้ตบุ๊ก) การผลิตเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า ดังนั้น ประเทศที่จะได้รับอานิสงส์ในการกระจายการลงทุนออกจากจีนระลอกใหม่คาดว่าจะเป็นเวียดนามและเม็กซิโก

ขณะที่สินค้าขั้นกลางน้ำบางส่วนที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น อาจเกิดการย้ายฐานการผลิตกลับ (Reshoring) ไปยังประเทศที่ถือครองเทคโนโลยีนั้นๆ อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือกระจายการลงทุนไปยังประเทศที่อยู่ใกล้กับประเทศที่การประกอบสินค้าขั้นปลายน้ำ อาทิ แคนาดา

สำหรับไทยได้อานิสงส์ของการกระจายการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของนักลงทุนญี่ปุ่นและไต้หวัน ที่มีฐานการผลิตสินค้าประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงในไทย


ประเทศที่มีศักยภาพสูง 5 อันดับแรกที่จะมีโอกาสรับการกระจายการลงทุนในระลอกใหม่

Thailand Plus 7

หากพิจารณาจากตาราง สัดส่วนของเม็ดเงินการลงทุนที่ไทยคาดว่าจะได้รับในระลอกใหม่อาจอยู่ในระดับที่จำกัดเมื่อเทียบกับระลอกแรก อันเนื่องมาจากข้อได้เปรียบของฐานการลงทุนเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะบรรษัทสัญชาติญี่ปุ่นเริ่มลดทอนบทบาทลง โดยหากพิจารณาจากอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มย้ายหรือกระจายฐานการผลิตระลอกใหม่ อุตสาหกรรมที่ไทยคาดว่าจะได้รับอาจอยู่ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ โทรทัศน์ จอมอนิเตอร์ รวมถึงกลุ่มของเล่น (ยกเว้นการผลิตเกมคอนโซล)


BOI แก้เกมดึงกลุ่มขั้นสูง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) จะมีแนวคิดออกมาตรการดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน 4 ประเภท ได้แก่

  • สำนักงานปฏิบัติการ (Headquarter)
  • สำนักวิจัยและพัฒนา (Research center)
  • แรงงานที่มีทักษะสูง (Talent)
  • อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น (High technology)

โดยเน้นดึงเอาบรรษัทต่างชาติที่มีศักยภาพในการยกระดับประเทศในระยะยาวจากจีน


แคมเปญดีต้องโดนใจ

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพดึงดูดจากจีนอาจมีการผลิตบางส่วนไม่ได้ใช้เทคโนโลยีตรงตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท ที่ทางการไทยต้องการดึงดูดเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการผลิตและการบริการในไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่แสดงเจตจำนงกระจายการผลิตมาไทยในช่วงนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลควรมีรูปแบบเฉพาะเจาะจงที่ตอบสนองรูปแบบการกระจายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย


อีอีซี Thailand Plus 7

Thailand Plus 7 ทีเด็ดของไทย

Thailand Plus7 จึงเป็นแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุน 7 ด้าน ที่ถือเป็นทีเด็ดในการดึงดูดการลงทุนรอบนี้ ประกอบด้วย

1. ด้านสิทธิประโยชน์ ให้บีโอไอกำหนดมาตรการสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดการลงทุน โดยลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี เพิ่มเติมจากเกณฑ์ปกติ สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนจริงอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2564 โดยต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในปี 2563

2. ด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินการของหน่วยงาน ให้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและประสานงานการลงทุน ในลักษณะ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคแก่นักลงทุน

3. ด้านบุคลากร ให้กำหนดมาตรการการคลังเพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงาน โดยให้ผู้ประกอบการนำเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่เข้าข่าย Advanced Technology ไปหักลดหย่อนเพิ่มขึ้นระหว่างปี 2562 – 2563 รวมทั้งให้มีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงในสาขาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง โดยสามารถนำค่าจ้างไปหักค่าใช้จ่ายได้ระหว่างปี 2562 – 2563 รวมถึงให้นำค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมที่เข้าข่ายเป็น Advanced Technology ไปคำนวณรวมเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นร้อยละ 200 รวมทั้งให้บีโอไอและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกันนำเสนอแนวทางและรูปแบบการนำเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ มาใช้สนับสนุนการจัดตั้งสถาบันการศึกษาศักยภาพสูง

4. ด้านความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งปรับปรุงบัญชีแนบท้ายตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้ยังขอให้บีโอไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดเชื่อมโยงข้อมูล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน

5. มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เตรียมจัดหาและพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติแต่ละประเทศเป็นการเฉพาะ เช่น เกาหลี จีน ไต้หวัน

6. ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งสรุปผลการศึกษาและกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุป เรื่องการฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าไทย-อียู และการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) ภายในปี 2562

7. ให้กระทรวงการคลังกำหนดมาตรการเพิ่มเติม โดยให้หักเงินลงทุนด้านระบบอัตโนมัติได้เพิ่มขึ้น ระหว่างปี 2562 – 2563 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ

จะสัมฤทธิผลหรือไม่ ต้องติดตาม!!!