“เด็กเกิดน้อย” และ “ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่” กระทบ “ธุรกิจการศึกษา”

1117

นับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 (ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ. 2543) เป็นต้นมา ถือได้ว่าแวดวงการศึกษาของไทยมีความเปลี่ยนแปลงหลายประการ


ประการแรกคือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หรือที่เรียกว่า การปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปการเรียนรู้ในหมวด 4: แนวการจัดการศึกษา ซึ่งครอบคลุมกระบวนการจัดการศึกษาที่เปิดกว้างให้กับการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนของทุกภาคส่วน ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2542)

ประการที่สองคือ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2544) ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานนานาชาติ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

ประการถัดมาในปี พ.ศ. 2546 มีการอนุมัติให้จัดตั้งโรงเรียนนานาชาติเพิ่มเติมจากนโยบายเปิดเสรีเมื่อปี พ.ศ. 2534 (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2547) และต่อมาได้มีโรงเรียนนานาชาติมาเปิดในประเทศไทยจำนวน 120 แห่ง (สมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย, 2560)

ประการที่สี่คือ การปรับเปลี่ยนระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (สมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย, 2549) จากระบบ Entrance (พ.ศ. 2504 – 2548) มาเป็นระบบ Admission (พ.ศ. 2549 – พ.ศ. 2560) และปัจจุบันกับระบบ Clearing House (พ.ศ. 2561) ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนและผู้ปกครองในวงกว้าง

ประการสุดท้ายคือ ประเด็นการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย (คณะกรรมาธิการการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2554)

ปัจจัยข้างต้นมีความเชื่อมโยงและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแวดวงการศึกษาของไทยทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปการศึกษาที่เปิดกว้างมากกว่าเดิมในแง่ของสิทธิในการจัดการเรียนรู้ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แม้ว่าจะยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม

จากกระแสโลกาภิวัตน์ การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต การเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แม้กระทั่งการรวมกลุ่มประชาคม ASEAN ประกอบกับครอบครัวคนรุ่นใหม่ไม่นิยมมีบุตรหรือมีบุตรน้อยทำให้พ่อแม่ทุ่มเทด้านการศึกษาให้กับบุตรมากขึ้นกว่าในอดีต คุณภาพของโรงเรียนจึงเป็นโจทย์หลักในใจผู้ปกครอง

แม้ว่าโรงเรียนประจำจังหวัด โรงเรียนเอกชนชื่อดัง โรงเรียนทางเลือก หรือโรงเรียนสาธิต จะมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพการจัดการศึกษา ทว่า ด้วยเงื่อนไขโควต้าการรับที่จำกัด ประกอบกับปัญหาการคมนาคม โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งในระบบและนอกระบบ มีความใกล้เคียงกับโรงเรียนนานาชาติ จึงมีผลจูงใจให้พ่อแม่รุ่นใหม่ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติที่มีมาตรฐานสากลมากขึ้น

และดูเหมือนว่าประเด็นมาตรฐานสากลทั้งในเรื่องความได้เปรียบด้านภาษา ความต่อเนื่องของโครงสร้างหลักสูตรและการเทียบโอน คือความสะดวกที่ผู้ปกครองมองไปถึงการส่งบุตรเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศหรือมหาวิทยาลัยนานาชาติที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายเปิดกว้างให้มาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยกลุ่มลูกค้าของมหาวิทยาลัยระดับอินเตอร์ไม่เพียงกลุ่มลูกค้าชาวไทย ทว่ายังรวมถึงประชาคม ASEAN โดยเฉพาะจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งในเวลานี้

ซึ่งหากมองในแง่ของการแข่งขันทั้งในเชิงธุรกิจและในทางวิชาการ ล้วนมีส่วนกระตุ้นให้สถาบันการศึกษาในประเทศไทยทั้งระดับพื้นฐานและระดับอุดมศึกษาต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในด้านการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้ จึงเป็นที่มาของการเปิดหลักสูตรสองภาษาหรือ English Program ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และการเปิดหลักสูตรนานาชาติหรือ International Program ในสถาบันอุดมศึกษา

โดยเฉพาะเมื่อมีโครงการมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ทำให้มหาวิทยาลัยของรัฐในรูปแบบดั้งเดิมต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อให้อยู่รอดในยุคธุรกิจการศึกษา เห็นได้จากการเปิดหลักสูตรจำนวนมากทั้งหลักสูตรมาตรฐาน หลักสูตรเฉพาะทาง หรือหลักสูตรระยะสั้นต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้เรียนที่หลากหลายและเป็นกลุ่มย่อยมากขึ้น

อีกทั้งการปรับเปลี่ยนระบบการสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมปลายต้องขวนขวายหาความรู้นอกห้องเรียนเพิ่มเติมในรูปแบบการติวกับโรงเรียนกวดวิชา ส่งผลให้ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชามีการแข่งขันสูงและมูลค่าทางการตลาดก็สูงตามไปด้วย

ประกอบกับพลเมืองแห่งศตวรรษที่ 21 เริ่มมีมุมมองต่อการศึกษาที่เปลี่ยนไปจากค่านิยมปริญญามาสู่การเรียนรู้ตามความต้องการที่แท้จริง ทำให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเฉพาะทางเกิดขึ้นมากมาย เช่น สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โรงเรียนสอนทำอาหาร เบเกอรี่ ชงกาแฟ โปรแกรมเมอร์เขียนแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ แอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แม้กระทั่งโรงเรียนสอนการแสดง เป็นต้น