ยุทธศาสตร์ทางทะเล วลาดิวอสต็อก – เจนไน จะช่วยให้เศรษฐกิจอินเดียสดใสขึ้น?

290

การประชุมครั้งที่ 5 ของ Eastern Economic Forum ที่วลาดิวอสตอก ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน มีแขกมามากกว่า 8,500 คน จาก 65 ประเทศ และมีผู้นำเข้าร่วมมากมาย ทั้งจากอินเดีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน (รองนายกรัฐมนตรี) มองโกเลีย ยกเว้นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไทย ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่


แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะกำหนดการประชุมมีก่อนหน้าน้ำท่วม แต่มองอีกด้านหนึ่งนั้น อาจจะเป็น mindset ความเข้าใจระบบโลกในปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นที่เข้าประชุม ทั้งที่ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ทุกประเทศต่างประสบปัญหา สงครามลูกผสม คือ มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การทหาร และความมั่นคง ในเวลาเดียวกัน

คำถามคือ จะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

มาดูตัวอย่างของ อินเดีย ที่เตรียมตัวเข้าร่วมการประชุมเป็นอย่างดี เพราะต้องการตอบโจทย์ความต้องระบบโลกาภิวัตน์และอธิปไตยของตนเอง ดังนี้

1. อินเดียต้องการลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอิหร่าน ซึ่งมีปัญหาการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาอยู่ตลอดเวลา อินเดียจึงต้องสร้างสถานะอย่างเป็นทางการกับ เส้นทางเดินทะเลใหม่
วลาดิวอสต็อก – เจนไน ทำให้มอสโควและนิวเดลีจะสามารถใช้เป็นเหตุผลในการขยายอิทธิพลทางทะเลในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก โดยการลาดตระเวนประจำเส้นทางนี้ เพราะการจะทำการค้าระหว่างกันได้นั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ปลอดภัย และมีข้อต่อรองทางการค้าที่ตอบโจทย์การขายสินค้าระหว่างกันและกัน เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าอย่างอื่น

ข้อตกลงดังกล่าว จะส่งผลให้รัสเซียมีโอกาสกลับ “คืน” สู่มหาสมุทรอินเดีย และในทางกลับกัน อินเดียก็จะสามารถบรรลุข้อตกลงการประจำการของทหารในทะเลญี่ปุ่นได้

การกระทำแบบนี้คล้ายคลึงกับของจีนในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถ้ามองจากมุมมองของมอสโคว การโต้แย้งของสงครามการค้าครั้งนี้ทำให้เกิดข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า จะช่วยลดการคุกคามของจีน ช่วยสร้างความสมดุลทางอ้อม และจะทำให้ความฝันของอินเดียเป็นจริงได้

2. อินเดียและรัสเซียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานสำหรับการสร้าง “ระเบียงพลังงานตะวันออกไกล” เป็นการออกแบบของอินเดียเพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ด้านพลังงานแบบดั้งเดิม ส่วนแพลตฟอร์มความร่วมมือใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเส้นทางที่เป็นทางเลือกสำหรับการจัดหาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจากตะวันออกไกล

สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายความร่วมมือและการลงทุนของผู้นำรัสเซียและอินเดีย นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังวางแผนที่จะลงนามแผนงานที่มีรายละเอียดถึง 5 ปี โดยเป็นความร่วมมือที่จะเริ่มนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียและถ่านโค้กจากภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซียเป็นประจำ โดยบริษัทน้ำมันของภาครัฐอินเดียลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในโครงการน้ำมันและก๊าซนี้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลงตัวหากจะมีการประกาศแผนความร่วมมือระหว่างอินเดีย – รัสเซีย ในวลาดิวอสต็อก ซึ่งเป็นสถานีหลักของรถไฟสายทรานส์ – ไซบีเรีย ผ่านอิหร่านสู่อินเดีย

3. อินเดียตัดสินใจถูกต้องในสถานการณ์สงครามการค้า โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน เพราะผู้กำหนดราคาพลังงานในโลก 3 ราย หนึ่งในนั้นคือ ปูติน ข้อตกลงที่ให้ส่งมอบน้ำมันรัสเซียปริมาณมากเป็นประจำแก่อินเดีย จะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันโอเปก และโดยเฉพาะสมาชิกจากเอเชียตะวันตก ซึ่งปัจจุบันเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ในตลาดอินเดีย

รัสเซียเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับโอเปก นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุด สัญญาใหม่ที่เกิดขึ้นจึงแสดงให้เห็นว่า อินเดียสามารถลดการพึ่งพาโอเปกได้

ข้อดีอีกข้อที่อินเดียตกลงกับรัสเซียคือ จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสหรัฐอเมริกาในด้านพลังงานให้เพิ่มขึ้นได้  ซึ่งเมื่อต้นปีนี้ Indian Oil ลงนามสัญญาระยะแรกเพื่อซื้อหินน้ำมันจากอเมริกา ชดเชยการสูญเสียการนำเข้าอันเนื่องมาจากการละทิ้งน้ำมันอิหร่านภายใต้การคว่ำบาตรของอเมริกา โรงกลั่นน้ำมันอื่นๆ ก็กำลังพิจารณาที่จะลงนามในสัญญาที่คล้ายกันในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ บริษัท GAIL ซึ่งเป็นบริษัทก๊าซของรัฐอินเดียก็มีสัญญาระยะยาวกับอเมริกาในการจัดหาก๊าซ LNG อีกด้วย

4. โครงการนี้ค่อนข้างง่าย ประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ทรัพยากรของรัสเซียจากตะวันออกไกลและจากอาร์กติกจะไหลผ่านทะเลญี่ปุ่น จีนตะวันออก จีนใต้ และทะเลอันดามันไปยังอ่าวเบงกอล โครงการตั้งอยู่บนพื้นฐานของพลังงาน แต่สามารถขยายไปยังภาคการผลิตอื่นๆ ได้ เป็นไปได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ญี่ปุ่นจะเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย ซึ่งรวมถึงอินเดียที่เป็นผู้พัฒนาเส้นทาง เดินหน้าสร้างความเจริญเติบโตของเอเชีย – แอฟริกา ซึ่งในสาระสำคัญมีจุดประสงค์เพื่อเติมเต็มส่วนที่อยู่นอกกรอบความคิดริเริ่ม “Belt & Road Initiative” ของจีน เรียกได้ว่า โครงการเหล่านี้จะแข่งขันกัน

ผลกระทบที่ตามมา….

สงครามการค้า ไม่ใช่แค่ปัญหาของสงครามค่าเงินที่กำลังเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาของการเลือกคู่ค้าที่มีศักยภาพทางการทหารและการเมืองด้วย เพราะจะสามารถลดแรงกดดันจากรัฐศูนย์กลางและหาความชอบธรรมทางการทหารกับการให้ความคุ้มครองความปลอดภัยของเส้นทางการค้าควบคู่กัน จึงเป็นลักษณะของสงครามลูกผสม

รัสเซียมีต้นทุนที่ต่ำกว่าสหรัฐและจีน การปลดปล่อยให้รัฐตนเองนั้นมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ จึงต้องหาหลักประกันในการลำเลียงยุทธปัจจัยที่ไม่ทำให้ถูกรัฐศูนย์กลางคุกคาม และต้องไม่มีการต่อรองขายสินค้าอธิปไตยแอบแฝงควบคู่กัน หรือเป็นความสมัครใจบนพื้นฐานผลประโยชน์ของชาติเป็นลำดับต้นๆ 

หากเศรษฐกิจอินเดียก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของโลกในอนาคต ทะเลจีนใต้และช่องแคบมะละกาจะมีความสำคัญตามมา ทั้งยังเพิ่มอิสระจากแพลตฟอร์มการค้าของจักรวรรดิดอลลาร์ไปสู่แพลตฟอร์มการค้าแบบใหม่ได้ด้วย นั่นคือ การลงทุนขุดเจาะวัตถุดิบด้วยเงินสกุลท้องถิ่น เพื่อลดการนำเข้า ซึ่งบริษัทพลังงานของรัฐนั้น ถือว่าเป็นเจ้าภาพที่ปลดปล่อยประเทศไปสู่ชาติที่มีอธิปไตยและเป็นศักดิ์ศรีของชาติต่อไป


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย