ใครช่างคิด ประดิษฐ์ วิดีโอเกม (ตอนจบ)

152

นอกเหนือจากเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง Video Games: The Movie ที่ผมได้ปูพื้นเอาไว้ในบทความชิ้นก่อน ชื่อตอนว่า ใครช่างคิด ประดิษฐ์ Video Games (ตอนแรก) ซึ่งผมได้เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของบรรดา Video Games ระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น Pong, Spacewar! หรือ Computer Space แล้ว

อันที่จริง ก่อนหน้า Video Games บันลือโลกทั้ง 3 เกมคือ Pong, Spacewar! และ Computer Space ยังมีข้อถกเถียงกันอีกมาก ว่า Video Games อะไรกันแน่ที่เป็น Video Games “เกมแรกของโลก” แม้ข้อมูลหลายแหล่งจะชี้ตรงกันว่า Pong คือ “วิดีโอเกมแรกของโลก” ก็ตาม ทว่า ยังมีข้อโต้แย้งที่ยังไม่จบสิ้น

Pong

นั่นคือ การพูดถึง Tennis for Two ผลงานการสรรค์สร้างของ William Higinbotham ในปี ค.ศ. 1958 และก่อนการมาถึงของ Tennis for Two เกม Tic-Tac-Toe หรือ “เกมโอเอ็กซ์” ฝีมือของ Josef Kates ในปี ค.ศ. 1950 ยังไม่นับ Draughts หรือ “เกมหมากรุก” ที่ทำขึ้นโดย Christopher Strachey ในปี ค.ศ. 1951

Edward Condon

หรือจะย้อนไปถึง ปี ค.ศ. 1940 ที่ Edward Condon ผู้สร้างสรรค์เครื่องเล่นเกม Nimatron และเกม Nim บนเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Nimrod Computer ของบริษัท Ferranti อย่างไรก็ดี ทั้งเกม Nim เกม Draughts เกม Tic-Tac-Toe เกม Tennis for Two แม้กระทั่งเกม Pong ยังคงแค่เป็น “เกมจอภาพเดี่ยว”

“เกมจอภาพเดี่ยว” ก็เหมือนดั่งนามของมัน คือมี “จอภาพเดียว” สำหรับเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็นเกมบวกเลขอย่าง Nim เกมหมากรุกอย่าง Draughts เกมโอเอ็กซ์อย่าง Tic-Tac-Toe หรือเกมเทนนิสอย่าง Tennis for Two และเกมปิงปองอย่าง Pong ที่กำหนดให้ผู้เล่น 2 คนโต้ตอบกันไปมาตามเงื่อนไขของเกมนั้นๆ

เครื่องเล่นเกม Nimatron

เหตุดังนี้ เกมที่ได้รับการยกย่องว่ามี “ลักษณะของวิดีโอเกมจริงๆ” ที่มีลักษณะ Dynamic เป็น “เกมจอเคลื่อน” ต่างจากรูปแบบ Static “จอภาพเดียว” ก็คือเกม Spacewar! ผลงานการสรรค์สร้างของ Steve Russell ในปี ค.ศ. 1962 ร่วมกับเพื่อนซี้ของเขาอีกสองคนคือ Martin Graetz และ Wayne Wiitanen

Steve Russell

Spacewar! ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “เกมสงครามอวกาศ” ที่แน่นอนว่า ต้องมีจรวดและยานอวกาศมาสู้รบปรบมือกันในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง โดยจรวดและยานอวกาศสามารถเคลื่อนที่ได้อิสระต่างจาก “เกมจอภาพเดี่ยว” ที่หน้าจอจะแช่นิ่งอยู่แบบเดียว เพราะฉากหลังจาก Spacewar! จะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ

และมี Function การยิงจรวดมิสไซล์หรือขีปนาวุธเข้าใส่กัน โดยใครยิงยานอวกาศระเบิดได้มากก็จะได้คะแนนมาก Spacewar! คือแรงบันดาลใจสำคัญแห่งการก่อกำเนิด Video Games เชิงพาณิชย์เกมแรกของโลก นั่นคือเกม Computer Space ที่ได้รับการยกย่องเช่นนี้ก็เพราะนี่คือเกมที่ออกจากห้อง Labs ไปวางขาย

เครื่องเล่นเกม Spacewar!

ดังที่เล่าไว้ข้างต้นว่า ไม่ว่าจะเป็นเกม Nim ก็ดี เกม Draughts ก็ดี และเกม Tic-Tac-Toe ก็ดี หรือเกม Tennis for Two ก็ดี แม้กระทั่งเกม Pong ก็ดี รวมถึงเกม Spacewar! ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็น “เกมที่สร้างและเล่นกันในห้อง Labs” เท่านั้น ต่างจาก Computer Space ที่นำออกวางจำหน่ายทั่วโลกในปี ค.ศ. 1972

ด้วยความที่ Computer Space ได้รับการยกย่องว่าเป็น Video Games เชิงพาณิชย์เกมแรกของโลกจากสถานะของการสร้างเป็น “สินค้า” แล้ว Computer Space ยังให้กำเนิดปุ่มกดเกมเป็นเกมแรก นอกจากนี้ ยังถือว่า Computer Space เป็นผู้เปิดพรมแดนให้กับบริษัทเกมจำนวนมากตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

Arcade Video Game” หรือ “เกมตู้หยอดเหรียญ”
Nolan Bushnell

และต้องถือว่า Computer Space คือ “บิดาของ Arcade Video Game” หรือ “เกมตู้หยอดเหรียญ” ที่นิยมตั้งในศูนย์เกม หรือห้างสรรพสินค้า Computer Space สร้างสรรค์โดย Nolan Bushnell และ Ted Dabney สหายรัก และหุ้มส่วนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Syzygy Engineering หรือที่ต่อมารู้จักกันว่า ATARI

ATARI นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็น “จักรพรรดิวงการ Video Game” อย่างแท้จริง ATARI เป็นบริษัทเกมสัญชาติอเมริกัน ถือกำเนิดก่อนบริษัทเกมสัญชาติญี่ปุ่นที่โด่งดังและประสบความสำเร็จในภายหลังโดยเฉพาะ “ราชันย์แห่งวงการเกม” ที่ชื่อ Nintendo และมิตรร่วมรบอย่าง Sony และบริษัทเกมอื่นๆ

Magnavox Odyssey หรือ “เครื่องเล่นเกมเสียบโทรทัศน์บ้าน” เครื่องแรกของโลก
Ralph H. Baer

หลังการเกิดขึ้นของ Computer Space ไม่นาน Ralph H. Baer ขออาสาปฏิวัติวงการ Video Game ต่อในทันที ด้วยการเปิดตัว Magnavox Odyssey หรือ “เครื่องเล่นเกมเสียบโทรทัศน์บ้าน” เครื่องแรกของโลก ต้นแบบสำคัญของ Famicom “เครื่องเล่นเกมเสียบโทรทัศน์บ้าน” ของ Nintendo ที่ถล่มโลกในเวลาต่อมา

และหลังจาก Magnavox Odyssey เกิดขึ้น โลกของ Video Game ก็พัฒนามาเป็นลำดับ จากเกมในห้อง Labs เคลื่อนมาสู่เกมตู้ และเกมเสียบโทรทัศน์ รวมถึงเกมกด มาจนกระทั่งถึง PC Game และเกมออนไลน์ โดยเฉพาะเกมบนมือถือ หรือ Streaming Games และเกมสามมิติ หรือ Virtual Reality ในปัจจุบันนั่นเองครับ


 ย้อนอ่านบทความตอนแรก

ใครช่างคิด ประดิษฐ์ Video Games (ตอนแรก)