สาลิกาคาบข่าว Vol.253/62

174

ดึง ‘หัวเว่ย-กูเกิล’ ร่วมปั้นสตาร์ทอัพดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือเครือข่ายภาครัฐที่ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันการเงินกับภาคเอกชน 13 หน่วยงาน เพื่อการระดมทุนเพื่อขับเคลื่อนบริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ InnoSpace (Thailand) ว่า บริษัท อินโนสเปซจะมีส่วนสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและทันสมัยเพื่อรองรับอนาคต โดยจะเป็นจุดเชื่อมโยงทุกกลไกในการสร้างวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพของไทยให้เพิ่มขึ้นเพื่อการเกิดขึ้นของยูนิคอร์น หรือสตาร์ทอัพที่มีรายได้ 1,000 ล้านเหรียญขึ้นไป ซึ่งประเทศอื่นทำสำเร็จกันมาก เช่น อิสราเอลและจีนที่มีธุรกิจเล็กๆกลายเป็นยูนิคอร์น เราเองก็วางเป้าที่จะไปถึงเช่นนั้น ด้วยการดึงต่างชาติเข้ามาเป็นพันธมิตร  เช่นหัวเว่ย ไมโครซอฟท์ กูเกิล ซัมซุง เพื่อสนับสนุนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีทำให้เกิดการพัฒนาสตาร์ทอัพร่วมกัน โดยต้องการให้เพิ่มสัดส่วนสตาร์ทอัพในไทยให้เกิดขึ้นหลักหมื่นหลักแสนราย และมีการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้น

ครม. ไฟเขียว คง VAT อัตรา 7% ต่ออีก 1 ปี

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษี VAT จาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2562 นี้ ออกไปอีก 1 ปี หรือ ให้มีผลไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2563 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะกลับไปใช้อัตราเดิมที่ 10% นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอในที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาการขยายเวลาลดภาษีแวตได้มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปีบ้าง 2 ปีบ้าง ทำให้ต้องนำเรื่องให้ ครม. เห็นชอบขยายเวลาบ่อยครั้ง ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงเสนอในที่ประชุม ครม. ให้กระทรวงการคลังแก้กฎหมายให้มีการลดภาษีแวต 7% เป็นการถาวร ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับเรื่องไปพิจารณาว่าสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มปีนี้ ได้รับรายงานจากกรมสรรพากรว่ามีการจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการบริโภคฟื้นตัวขึ้น

สกพอ.ยันตุรกีพร้อมลงทุนเมืองไทยตั้งฐานเจาะตลาด CLMV

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้รับมอบหมายจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทชั้นนำจากประเทศตุรกีที่ได้นำคณะมาเข้าพบรองนายกรัฐมนตรี และพบกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการในไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งนักธุรกิจและนักลงทุนชั้นนำชาวตุรกีต้องการหาโอกาสลงทุนในไทยโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี  ยกตัวอย่างเช่นบริษัท Roketsans ติดอันดับ 100 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของโลก บริษัท Ronesans Group เป็นบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่อันดับ 9 ของยุโรป บริษัท Bozankaya บริษัทชั้นนำการผลิตยานพาหนะไฟฟ้า ทั้งรถเมล์และรถรางที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งชนะการประมูลการผลิตรถไฟฟ้าสายสีเขียวในประเทศไทยเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา เป็นต้น สาเหตุที่ตุรกีสนใจลงทุนในเมืองไทยเพราะมองว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค CLMV สามารถใช้ไทยเป็นฐานในการลงทุนและส่งสินค้าต่อไปยังประเทศใกล้เคียงได้

เปิดฟลอร์ Thailand Digital Valley สร้างงาน 3 หมื่นตำแหน่ง

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีบวงสรวงยกเสาเอก ก่อสร้างอาคารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเขตพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกและศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะภาคตะวันออก (IOC) ว่า โครงการ Thailand Digital Valley เป็นโครงการเร่งด่วนที่ขับเคลื่อนโดยดีป้า ร่วมกับภาคเอกชนและภาคการศึกษา ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ของเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลประเทศไทย (Digital Park Thailand) ในอำเภอศรีราชา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการดึงดูด สร้างแรงจูงใจ และความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนใน Digital Park Thailand โดยเชื่อมโยงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของโลก ทั้งในสาย IoT, Data Science, AI, Robotics, 5G และ Cloud เข้ากับ Digital Startup ด้านต่างๆ เพื่อรังสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ก่อนนำไปสู่การทดสอบ ทดลอง และก้าวเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชนไม่น้อยกว่า 30,000 ตำแหน่งในอนาคต

น้ำท่วม-สงครามการค้าดึงดัชนีเชื่อมั่นหอการค้า ส.ค. ลดต่อเนื่องเดือนที่ 7

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนสิงหาคม 2562 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างหอการค้าภูมิภาคทั่วประเทศ 369 ตัวอย่าง สำรวจในวันที่ 26-30 สิงหาคม 2562 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนสิงหาคม 2562 อยู่ที่ระดับ 46.5 จากเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ระดับ 46.7 เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 และเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 13 เดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในอนาคต เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.3 จากระดับ 48.2 ทั้งนี้ จากตัวเลขดัชนีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับตัวลดลงทุกภูมิภาค ทั้งการบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การค้า และการจ้างงานที่มีระดับต่ำกว่า 50 ขณะที่ภาคบริการยังคงทรงตัวที่ระดับ 50.2 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นฯ ได้แก่ ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่มีความยืดเยื้อ, ความขัดแย้งของประเทศคู่ค้าสำคัญระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น และการประท้วงในฮ่องกง, สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์น้ำท่วม

สะดุ้ง! คนฆ่าตัวตายทุก 40 วินาที สาเหตุเสียชีวิตอันดับ 2 ของวัยรุ่นรองจากอุบัติเหตุ

รายงานสถานการณ์การฆ่าตัวตายโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่นำเผยแพร่ก่อนวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (10 กันยายน) เผยสถิติน่าตกใจ มีคนฆ่าตัวตายทุก 40 วินาที ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในหมู่วัยรุ่น (อายุ 15-29 ปี) มากที่สุดรองลงมาจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมักเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรายได้สูง โดยผู้ชายมีสถิติฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิงเกือบ 3 เท่า ขณะที่ประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางสถิติการฆ่าตัวตายระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงใกล้เคียงกัน ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกันผลักดันนโยบายป้องกันการฆ่าตัวตาย ทั้งในมิติด้านการศึกษา การงานและด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม แม้หลายประเทศจะเพิ่มมาตรการและนโยบายป้องกันการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงต้องการแรงสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคมอีกมาก โดยอัตราการฆ่าตัวตายเฉลี่ยเมื่อปี 2016 อยู่ที่ 10.5 คนต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน

นายกฯจอห์นสันพ่ายโหวตเลือกตั้ง กร้าว! ‘เบร็กซิท’ จบแน่ 31 ต.ค.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ว่าสภาสามัญมีมติในการประชุมเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร หลังการอภิปรายข้ามคืนต่อเนื่องหลายชั่วโมง ด้วยเสียงข้างมาก 293 เสียง คัดค้าน 46 เสียง แต่งดออกเสียงมากถึง 311 เสียง ในการสนับสนุนญัตติที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดในวันที่ 15 ต.ค. นี้ โดยจอห์นสันต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงดังกล่าว ก่อนหน้าการหารือสุดยอดอียูในวันที่ 17 ตุลาคม และก่อนที่จะถึงกำหนดเส้นตายเบร็กซิทในวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งจอห์นสันจำเป็นต้องได้รับคะแนนสนับสนุน 434 เสียงหรือ 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งสภาล่างและสภาขุนนางรวม 650 ที่นั่ง แต่ปรากฏว่าเขาได้รับคะแนนสนับสนุนข้อเสนอของรัฐบาลเพียง 293 เสียงเท่านั้น ซึ่งหากสภาสามัญต้องการเลื่อนกำหนดการเบร็กซิตออกจากวันที่ 31 ต.ค. นี้ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ควรเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจและรัฐบาลปฏิบัติตามนั้น แต่เมื่อการประชุมลงมติปฏิเสธเขาจะเดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ เพื่อเจรจากับอียู แต่การถอนตัวจะไม่เปลี่ยนแปลงคือต้องเป็นวันที่ 31 ต.ค.นี้