ชี้ชะตา ‘อุตสาหกรรมยางไทย’ จะไปต่อหรือหยุดนิ่ง นวัตกรรมและเทคโนโลยี คือ คำตอบ

458

“อนาคตผลิตภัณฑ์ยางไทย โอกาสวิ่งหรือโอกาสนิ่ง” แค่ฟังชื่อหัวข้อเสวนานี้ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าเวทีนี้จะต้องมีการถกกันในประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมยางไทย ให้ได้ฟังกันแน่นอน เพราะ ยาง มีความสำคัญในฐานะหนึ่งใน Top 10 ของภาคอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในเรื่องของการผลิตวัตถุดิบจากยางในภาคอุตสาหกรรมที่มากพอทั้งที่ใช้ในประเทศและส่งออกนอกประเทศ แต่ปัญหาชวนปวดหัวที่เกิดขึ้นไม่เว้นในแต่ละปีจนกลายเป็นวัฏจักรแห่งปัญหา คือ ภาคอุตสาหกรรมผลิตผลผลิตออกมาได้มากเท่ากับเราขายดี มีรายได้เข้ามาก็จริง แต่ทางฝากฝั่งการเกษตร ทุกครั้งที่มีปริมาณผลผลิตออกมามาก ราคาก็จะตกทุกที นี่นับเป็นปัญหาภาคเกษตรที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดเลย


เปิดเวทีเสวนาด้วยการฟันธง ความสามารถในการแข่งขันของ อุตสาหกรรมยางไทย ขึ้นอยู่กับอะไร?

นายอิทธิชัย ยศศรี // twitter.com/Oie_news

นายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยงาน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ตอบคำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้ก่อนทันทีว่า ความสามารถในการแข่งขันของ อุตสาหกรรมยางไทย ขึ้นอยู่กับอะไร?

  • Productivity ต้นทุนต้องน้อยกว่าคู่แข่ง ทั้งต้นทุนการเพาะปลูก ต้นทุนแรงงาน
  • Quality คุณภาพสินค้า ซึ่งมาตรฐานสินค้าจะเป็นตัวการันตีให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคต้องการใช้เงินให้คุ้มค่า
  • Marketing ถ้าสินค้าดีแต่การตลาดไม่ดีก็อาจไปไม่รอด กรณีขอยกตัวอย่าง จีน ที่แม้จะไม่เก่งเรื่องผลิตแต่เก่งด้านการค้า และนักธุรกิจชาวจีนก็ไม่คิดจะเก่งด้านการผลิตอยู่แล้วเพราะเหนื่อย และเล็งเห็นว่า การค้าขายได้กำไรมากกว่าเยอะ

“ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องมี ซึ่งถ้ามาบวกกับการปรับเอาเทคโนโลยีและแนวคิดการสร้างนวัตกรรมมาใช้ก็ย่อมสามารถพัฒนา อุตสาหกรรมยางไทย ให้ไปได้ไกลขึ้นอีก”

ส่วนปัจจัยที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางของไทย ด้านการส่งออก คือ

  1. ความได้เปรียบทางราคาซึ่งเกิดจากค่าเงิน อัตราแลกเปลี่ยน สิทธิประโยชน์ทางการค้า
  2. สินค้าเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแสตลาดหรือไม่ หรือสินค้าที่ผลิตมามีคนต้องการหรือไม่ ซึ่งมองว่าอุตสาหกรรมยางของไทยมีศักยภาพสูงมาก ไม่น่ามีปัญหาที่จะก้าวไปในอนาคต เพราะเรามีความได้เปรียบในเรื่องอัตลักษณ์เฉพาะตัว และมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในหลายๆสินค้า เช่น ยางล้อ ที่ปัจจุบันเส้นละเป็นหมื่น มี Functional สมรรถนะก็ดีขึ้น

ความท้าทายของการพัฒนาอุตสาหกรรมยางของไทย ในทัศนคติของนักวิชาการ

นายกฤษฎา สุชีวะ // www.trf.or.th

ผู้ทรงคุณวุฒิท่านต่อไปบนเวทีนี้ คือ นายกฤษฎา สุชีวะ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยเทคโนโลยียาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่กล่าวว่า

“ความท้าทายของอุตสาหกรรมยางในประเทศไทย คือ การแข่งขันด้านคุณภาพและการเพิ่มมูลค่าของสินค้าแปรรูปจากยาง นอกเหนือจากการแข่งขันเพียงแค่ในด้านปริมาณการผลิตยางในตลาดสากล ซึ่งการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตยาง จะทำให้ประเทศไทยพร้อมเข้าสู่การแข่งขันในด้านคุณภาพของสินค้าแปรรูปจากยางในตลาดสากลได้ในไม่ช้า”

โดย นักวิชาการท่านนี้มองว่า ในอนาคตอันใกล้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง การจะคิดผลิตสินค้าใหม่ที่จะใช้ยางธรรมชาติในปริมาณมากๆคงจะยังไม่มีให้เห็นในเร็วๆนี้ แต่ภาคอุตสาหกรรมฯยังจำเป็นต้องเร่งทำภารกิจต่อไปนี้แบบหวังผล คือ

  • พัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมเพื่อขยายตลาด หรือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นโอกาสสำหรับยุคใหม่ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ
  • ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตผลิตภัณฑ์ ใช้เทคโนโลยีในการออกแบบ เพิ่มผลิตภาพการผลิต ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
  • มองหาผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้คุณสมบัติของยางจริงๆ และไม่มีวัสดุอื่นทดแทนได้ อย่างจุดเด่นในเรื่องของความยืดหยุ่น แข็งแรง ทนทาน เช่น ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย หรือความสามารถในการระบายพลังงาน ลดการสั่นสะเทือน เช่น ใช้ในการสร้างคอสะพาน ยางล้อรถ ยางล้อเครื่องบิน
  • แสวงหาความต้องการเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งไม่ต้องการชิ้นส่วนยางทนน้ำมันแต่ต้องการชิ้นส่วนยางนำไฟฟ้า ชิ้นส่วนยางที่จะทำให้รถเงียบขึ้น ลดเสียง หรือยางล้อประหยัดพลังงาน
  • หาความต้องการที่แท้จริงของประเทศให้เจอ เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ยางเป็นวัสดุในการสร้างระบบชลประทาน เก็บกักน้ำยามฤดูแล้ง ผลิตแบริเออร์ป้องกันน้ำท่วมแทนกระสอบทราย หรือการผลิตภัณฑ์ยางในการพัฒนาระบบราง

ระบบขนส่งอัจฉริยะ ตัวส่งให้อุตสาหกรรมยางไทย ไปได้ไกลอย่างที่คิด

นายศุภฤกษ์ สุดยอดประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน และหัวหน้ากลุ่มมาตรฐานระบบการเดินรถและสิ่งอำนวยความสะดวก กองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง กรมการขนส่งทางราง รับหน้าที่มาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบรางที่เราจะได้เห็นในอีกไม่ช้า ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างระบบขนส่งทรงประสิทธิภาพให้กับอุตสาหกรรมยางไทย

“ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและสามารถรองรับการขนส่งและการเดินทางต่อเนื่องหลายรูปแบบได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนารถไฟความเร็วสูง ปรับปรุงระบบรถไฟขนาดราง 1 เมตรให้เป็นระบบไฟฟ้า บูรณาการการพัฒนาระบบขนส่งกับการพัฒนาพื้นที่และเมือง”

“ประกอบกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาการคมนาคมระบบรางเป็นระบบทางคู่ เพิ่มการขนส่งระบบรางขึ้น 30% ภายใน 3 ปี ศึกษา วิจัย การใช้ประโยชน์จากรางที่มีอยู่ปัจจุบันและอนาคตให้สามารถใช้ให้เกิดผลตอบแทน และ การใช้วัสดุที่ผลิตจากยางพาราทดแทนวัสดุเดิม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai First : ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” โดยจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมาตามกฎหมายและระเบียบของไทย ใช้วัสดุภายในประเทศให้มากที่สุด”

ดังนั้น ตามแผนพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายในปี 2572เราจะมีระบบขนส่งทางรางที่ครอบคลุมระยะทางรวมทั้งหมด 557.56 กม. จำนวน 386 สถานี และ 56 สถานีเชื่อมต่อ

ขณะที่การพัฒนารถไฟทางคู่และทางสายใหม่ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปี 2558-2565 ได้แก่ โครงการทางคู่ระยะที่ 1 ระยะทาง 993 กม.จะก่อสร้างแล้วเสร็จ ปี 2565, โครงการทางคู่ระยะที่ 2 ระยะทาง 1,479 กม.จะก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2567 และโครงการทางสายใหม่ 678 กม.จะก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2569

ถึงเวลานั้น คุณศุภฤกษ์ คาดว่าจะมีการใช้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ในระบบขนส่งทางรางที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนสำคัญในการผลิต เช่น แผ่นรองราง ฉนวนกั้นเครื่องยึดเหนี่ยว แผ่นยางรองใต้หมอน แผ่นยางรองใต้หินโรยทาง แผ่นยางรองใต้แผ่นพื้นคอนกรีต แผ่นปูทางผ่านชนิดยาง ยางรองแผ่นปูทางผ่าน แผ่นยางครอบหมอนคอนกรีต อัดแรง ฯลฯ

“จะเห็นได้ว่าตามแผนพัฒนาระบบรางข้างต้น ยังมีความต้องการใช้ยางพาราในอนาคตอีกจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมยางไทยในอนาคต ซึ่งบางอย่างผลิตได้ในประเทศ แต่บางอย่างยังต้องอาศัยการนำเข้าเพราะเป็นเรื่องของคุณภาพที่ต้องได้มาตรฐานและต้องมีการทดสอบก่อนใช้งานจริง”

ขณะที่ น.ส.สินีนาฎ เล้าชินทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารงานกลาง รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวสั้นๆ ว่าทาง สถาบันพลาสติก ได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารามามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปี ซึ่งสถาบันได้มุ่งมั่นปรับปรุงและพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมและผู้ใช้งานสูงสุดทั้งด้านสถิติข้อมูลสำคัญ ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา เพื่อการเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพาราของประเทศไทยให้พัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง วงสัมมนามองอุตฯยางไทยมีโอกาสไปต่อภายใต้การพัฒนาระบบราง แนะเพิ่ม Productivity-ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562 สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


รอบรู้เรื่องแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยหลากหลายสาขา จากนานาทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญ

‘อุตสาหกรรมอวกาศ’ 1 ใน 10 S curve อุตสาหกรรมเป้าหมาย แต้มต่อดันไทยสู่ Aerospace Hub แห่งอาเซียน

พลิกโฉม ‘อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย’ ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน & เทคโนโลยีอัจฉริยะ ฝันให้ไกล ไปถึงได้แน่ ปี 2030

ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ทางลัดสร้างโอกาสเติบโต อุตสาหกรรมไมซ์ไทย