‘รถยนต์ไฟฟ้า EV Car’ นวัตกรรมแห่งโอกาส ยกระดับ ‘ธุรกิจน้ำมัน’ ให้ก้าวไปอีกขั้น

712

“ในทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” คำกล่าวนี้ยังคงเป็นจริง และครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่สามารถนำมาเป็นเหตุผลเบื้องต้นในการอธิบาย ปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของ รถยนต์ไฟฟ้า EV Car ซึ่งหลายคนอาจมองว่ามีผลกระทบต่อวงการรถยนต์ที่ใช้ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงแบบเดิมแน่ๆ ทว่า มีบทความเรื่อง “รถยนต์ไฟฟ้า…เปลี่ยนความท้าทายในธุรกิจน้ำมันให้กลายเป็นโอกาส” ซึ่งเผยแพร่ใน Economics Intelligence Center หรือ SCB EIC ซึ่งนำเสนอมุมมองแง่บวกเกี่ยวกับทิศทางในการใช้โอกาสการเกิดขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้ามากระตุ้นให้เกิดการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างได้ผล


อัปเดตสถานการณ์การเติบโตของ รถยนต์ไฟฟ้า EV Car ส่งผลอย่างไรต่อวงการยานยนต์โลก

ดร.ศิวาลัย ขันธะชวนะ ผู้จัดการคลัสเตอร์พลังงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้เขียนบทความนี้ ได้เริ่มต้นบทความด้วยการอัปเดตสถานการณ์ของ ‘รถยนต์ไฟฟ้า EV Car’ ในตอนนี้ว่า

“ทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทั้งหมดราว 5 ล้านคัน แม้ว่าตัวเลขนี้ เมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไปในเชิงยอดขายแล้ว จะเป็นสัดส่วนเพียง  2.5 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดเท่านั้น แต่ก็ถือว่ามีการขยายตัวอย่างรวดเร็วถึง 61 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แค่ในช่วงปี 2012-2018 เท่านั้น” 

เริ่มจากในปี 2012 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ที่ 1 แสนคัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนมาในปี 2018 ยอดขายกลับเพิ่มเป็นถึง 2 ล้านคันทั่วโลก โดยประเทศที่ทำสถิติยอดขายมากที่สุด คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วน 55 เปอร์เซ็นต์ และ 18 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก

จากนั้นผู้เขียนบทความฟันธงว่า ปัจจัยที่จะส่งผลเป็นแรงผลักดันให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ คือ ราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลง สมรรถนะ และราคาของรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นมาจนสามารถแข่งขันได้กับรถยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) อย่างมีประสิทธิภาพ

กอปรกับนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจของทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าพระเอกของอุตสาหกรรมนี้ก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า EV Car เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะได้รับการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า จัดเป็นยานยนต์แห่งอนาคตที่สอดคล้องกับกระแสรักษ์โลก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างได้ผล

Bloomberg New Energy Finance (BNEF), BP, OPEC, Exxon Mobil, International Energy Agency (IEA) คาดการณ์การเติบโตของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกใน 20 ปีข้างหน้าว่า จะมีแนวโน้มขยายตัวสูง โดยอยู่ในช่วงระหว่าง 17-26 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และอาจมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งบนท้องถนนทั่วโลก 150-550 ล้านคัน ภายในปี 2040 คิดเป็นสัดส่วนระหว่าง 31-55 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ดร.ศิวาลัย ได้ให้ข้อมูลการวิเคราะห์ว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโลกชะลอตัวได้ใน 10 ปีข้างหน้า โดย BloombergNEF ประเมินว่าในปี 2019 มีผู้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์ทั่วไป จนส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเชิงเพลิงลดลง 9.6 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลเพราะเมื่อเทียบกับอุปสงค์น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันเชื้อเพลิงมีปริมาณถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

โดยในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ออกนโยบายทยอยลดการขับขี่รถยนต์ ICE เช่น ฝรั่งเศส ไต้หวัน แคนาดา และได้วางเป้าหมายยกเลิกการใช้รถ ICE ภายในปี 2040 โดยเริ่มจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลก่อน ดังนั้นเมื่อจำนวนรถ ICE เริ่มชะลอตัว ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มครองตลาดมากขึ้น จึงเกิดผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน Wood Mackenzie คาดว่าในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกจะขยายตัวในอัตราที่ช้าลงจนถึงจุดสูงสุดราวปี 2035 แล้วจะค่อยๆ ลดลงในที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลลบต่อธุรกิจน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เมื่อนวัตกรรมแห่งยุคนำโอกาสมา แนะผู้ประกอบธุรกิจน้ำมัน คว้าไว้ให้ทัน

อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน ไม่ใช่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า แต่อยู่ที่การกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของรถยนต์ ICE หรือการทำให้รถยนต์ ICE ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง (fuel economy) ที่ผ่านมา รถประเภทต่างๆ ได้ถูกพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ

จากข้อมูลของ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในกรณีของไทย รถประเภท light duty vehicle 2 กินน้ำมันเฉลี่ย 8.7 ลิตร/100 กิโลเมตร ในปี 2010 และลดลงเหลือ 7.5 ลิตร/100 กิโลเมตร ในปี 2017 ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ขนาดของรถยนต์ที่ได้รับความนิยม รวมไปถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อระดับประสิทธิภาพการใช้น้ำมันซึ่งหลายประเทศทั่วโลกได้ตั้งเป้าหมายไว้

ยกตัวอย่าง จีน ที่ออกนโยบายว่า รถยนต์ที่ขายในประเทศโดยเฉลี่ยจะต้องวิ่งได้ระยะทาง 20 กิโลเมตรต่อน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ลิตร ภายในปี 2020 ส่วนสหภาพยุโรปมีเป้าหมายอยู่ที่ 24 กิโลเมตร ต่อลิตร ภายในปี 2021 ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทรถยนต์เร่งลงทุน พัฒนา และจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าเฉลี่ยในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ในค่ายของตน

ทั้งนี้ BloombergNEF คาดการณ์ว่า ภายในปี 2040 ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันจะดีขึ้นทั่วโลก รวมถึงเราจะลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงได้อีกทางหนึ่งที่ 6.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน


รีวิวเทรนด์การปรับตัวของ ธุรกิจน้ำมันทั่วโลก รับยุค EV Car

แม้ว่ากระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มมาแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งที่สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าจะแซงหน้ารถยนต์ ICE ได้ อย่างไรก็ตาม SCB EIC เห็นเทรนด์ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ได้ปรับกลยุทธ์มาลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานไฟฟ้าตลอด value chain มากขึ้น

ทั้งนี้ เริ่มจากธุรกิจต้นน้ำ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ตลอดจนธุรกิจแบตเตอรี่จัดเก็บพลังงาน (energy storage) ไปจนถึง startup ที่พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

โดยในปัจจุบันมี startup ราว 250 บริษัททั่วโลก ที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้า ซึ่งได้ดึงดูดเงินลงทุนจาก Venture Capital หรือ VC ไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั่วโลกอย่าง BP และ Shell ที่ลงทุนใน Startup สร้างธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานแบตเตอรี่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ Chevron ที่ลงทุนใน Startup พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และการจัดเก็บพลังงาน ซึ่งเหตุผลเบื้องหลังของการสร้างธุรกิจในรูปแบบของ Startup ของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่นี้ก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจหลักของตนเอง

เพื่อให้เห็นภาพ ผู้เขียนได้หยิบยกเอาตัวอย่างการปรับตัวที่เกิดขึ้นจริงกับธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่ อย่าง BP ที่มาเน้นการขยายธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (low carbon)

ในเดือนพฤษภาคม 2018 บริษัท BP ตกลงเข้าซื้อ Chargemaster ซึ่งเป็นบริษัทชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ เพื่อให้บริการออกแบบ ก่อสร้าง ขาย และบำรุงรักษาจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร และมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะมากกว่า 6,500 แห่ง มูลค่ารวม 130 ล้านปอนด์ ซึ่ง BP ประเมินว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอังกฤษจะเติบโตอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด BP ได้เข้าไปลงทุนใน PowerShare ซึ่งเป็นบริษัท startup ของจีนที่ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์เชื่อมต่อผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ และผู้ผลิตไฟฟ้า เข้าด้วยกัน โดยผู้ขับขี่สามารถค้นหาสถานีชาร์จไฟและจ่ายเงินผ่านมือถือ ซึ่ง BP เล็งเห็นว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จึงตัดสินใจขยายการลงทุน

ในบริบทของประเทศไทย ธุรกิจพลังงานมีการปรับตัวเพื่อรับยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน อย่าง ปตท. ก็ได้วางกลยุทธ์ขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ เช่น การตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ โดยที่ผ่านมา ปตท. เล็งเห็นถึงศักยภาพของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า จึงลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่และไฮโดรเจนหลายโปรเจกต์

ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง โรงงานแบตเตอรี่ต้นแบบที่สถาบันวิทยสิริเมธี จ.ระยอง เพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และแบตเตอรี่ลิเธียมซัลเฟอร์ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าปกติถึง 3 เท่า ซึ่งบริษัทในเครือ ได้แก่ ไทยออยล์, พีทีที โกลบอล เคมิคอล และไออาร์พีซี มีแผนขอซื้อ License ในการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว

โดย ปตท.จะตั้งโรงงานผลิตในพื้นที่เขตนวัตกรรมของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECi) นอกจากนี้ ปตท. ยังเปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า (PTT EV Station) แล้ว 14 แห่ง และได้ต่อยอดพัฒนาเครื่องชาร์จไฟฟ้าแบบติดผนัง (EV Wall Charger) เพื่อจำหน่ายให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ารายย่อย อีกทั้งยังได้ลงนามความร่วมมือกับ 6 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกัน


บริการใหม่ เกิดขึ้นได้จากการพัฒนาธุรกิจรองรับยุครถยนต์ไฟฟ้า

นอกเหนือจากบริษัทน้ำมันไทย บริษัทในธุรกิจอื่นๆ ก็ได้ผลประโยชน์จากการขยายการลงทุนและการให้บริการเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน

ยกตัวอย่าง ซีพี ออลล์ ที่ติดตั้งเครื่องชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าหน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น 21 สาขา เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต และตอบสนองต่อไลฟ์สไตลข์องลูกค้าทุกกลุ่มตลอด 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับห้างโรบินสัน TCC Group ศูนย์บริการรถยนต์ A.C.T. และ Cockpit ที่ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าเพิ่มเติมนอกจากนี้ ธุรกิจนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ (reuse) ซึ่งก็มีโอกาสเติบโตเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าครองส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้น Bloomberg คาดการณ์ว่า ภายใน ปี 2025 แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วจะเพิ่มจำนวนขึ้นมากถึงเกือบ 200 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยจีนจะครองตลาดแบตเตอรี่ที่นำกลับมาใช้ใหม่มากที่สุดในโลก

ทั้งนี้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ราว 8-10 ปี เมื่อหมดอายุแล้วจึงต้องวางแนวทางการจัดการอย่างเหมาะสม มิเช่นนั้น จะกลายเป็นขยะก่อมลพิษได้ เพราะในแบตเตอรี่ไฟฟ้ามีทั้งสารตะกั่ว โคบอลต์ โครเมียม และแม้ว่าแบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพแล้วก็ยังมีกำลังไฟอยู่มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้าเอามาใช้ซ้ำด้วยวิธีการที่เหมาะสมก็สามารถนำมาเป็น second-life แบตเตอรี่เพื่อนำมากักเก็บพลังงานไฟฟ้า (electricity storage) ได้

ในด้านการวางแผนในปี 2019 ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำอย่าง Toyota จะนำแบตเตอรี่ของรถ Prius hybrid ที่หมดอายุแล้วมาใช้เก็บพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ของร้าน 7-11 ในญี่ปุ่น ส่วน Nissan จะนำแบตเตอรี่จากรถ Nissan Leaf มาใช้กับการผลิตไฟฟ้าส่องสว่างในถนน Namie ใกล้กับโรงงานนิวเคลียร์ Fukushima Daiichi ซึ่งได้รับการฟื้นฟูหลังภัยสึนามิที่เกิดขึ้นในปี 2011 ด้วย

ดังนั้น SCB EIC จึงมองว่า ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะทวีความสำคัญมากเพื่อลดปริมาณขยะ และนำแร่ธาตุในแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า


ในตอนท้ายของบทความนี้ ดร.ศิวาลัย ผู้เขียนบทความสรุปประเด็นเรื่องโอกาสที่จะมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีต่อธุรกิจน้ำมันไว้อย่างน่าสนใจว่า

“แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากการขับขี่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการน้ำมันชะลอตัวซึ่งเป็นความท้าทายต่อบริษัทน้ำมัน แต่ภายใต้ความท้าทายยังมีโอกาสที่ทั้งบริษัทน้ำมันและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่นสามารถขยายการลงทุนไปในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้าได้ และในไม่ช้าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปตามกระแสโลกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และนั่นคือโอกาสทางธุรกิจที่ควรเตรียมรับมือกับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะมาถึง”


ที่มา : บทความเรื่อง “รถยนต์ไฟฟ้า…เปลี่ยนความท้าทายในธุรกิจน้ำมันให้กลายเป็นโอกาส” เขียนโดย ดร.ศิวาลัย ขันธะชวนะ ผู้จัดการคลัสเตอร์พลังงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เผยแพร่ในเว็บไซต์ Economics Intelligence Center หรือ SCB EIC (30 สิงหาคม 2019)


ปรับมุมมองใหม่ เพื่อเปิดรับและใช้ประโยชน์จาก นวัตกรรม เทคโนโลยี แห่งยุค ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต่อ

จากบริษัทผลิตจอ LED สู่ ผู้นำนวัตกรรมคลื่นแสง ใน โรงงานผลิตพืช ‘ซีวิค มีเดีย’ โมเดลธุรกิจที่ไม่ยอมถูกดิสรัปต์

’10 Technologies To Watch’ ดูให้รู้ 10 เทคโนโลยีที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณ จากงาน Thailand Tech Show 2019

เปิดมิติใหม่วงการแพทย์ ใช้เอไอ ออกแบบเมนูอาหารเพื่อ ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ กินประจำได้ผลดี 2 เด้ง ทั้งรักษา & ป้องกัน