หรือสงครามการค้าจะทำให้ เวียดนาม เป็นชาติการค้าแซงหน้าสิงคโปร์?

529

การส่งออกสินค้าของเวียดนามที่ได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งด้านการค้าของสหรัฐอเมริกาและจีน จากที่ประมาณการพบว่า อเมริกานำเข้าสินค้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ในช่วงเดือนกราคม – เมษายน ปี 2019 ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2018 อเมริกานำเข้าสินค้าจากจีนลดลง 13%


ในแง่รายปี จีดีพีของเวียดนามในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้น 6.71% แม้ว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกคือ 6.82% แต่กลับดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ คือ 6.61% ผลลัพธ์นี้ได้รับความมั่นใจจากผู้เชี่ยวชาญของ Bloomberg ที่คาดว่า จีดีพีจะลดลง แม้ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 9.14%

สิ่งที่เกิดขึ้นมี 2 คำถามที่ต้องมาขบคิดกัน คือ

  1. เกิดการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลกจริงหรือไม่
  2. การสวมรอยสินค้าโดยอาศัยเวียดนาม ช่วยเพิ่มอัตราการส่งออกได้จริง หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนเวียดนามเป็นโรงงาน เป็นชาติการค้าชั่วคราว?

จากการรายงานของ The Wall Street Journal ระบุว่า หากมีการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ผู้ส่งออกบางรายจะใช้ประโยชน์จากเวียดนาม เช่น นักลงทุนจากจีนจะส่งมอบสินค้าจากจีนไปยังเวียดนาม สินค้าถูกเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้วจึงส่งออกอีกครั้งจากเวียดนามไปยังสหรัฐอเมริกา

ทางการเวียดนามให้คำมั่นว่า จะต่อสู้ให้เรื่องนี้ถูกต้อง แต่ข้อมูลทางศุลกากรแสดงให้เห็นว่า การฉ้อโกงเป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้าดูจากช่วง 5 เดือนแรกของปี 2019

อย่างการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ขนส่งจากจีนไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น 80.8% ในแง่รายปีคิดเป็น 5.1 พันล้านดอลลาร์ โดยในช่วงเวลาเดียวกัน การส่งออกสินค้าดังกล่าวจากเวียดนามไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 71.6% คิดเป็น 1.8 พันล้านดอลลาร์ แนวโน้มที่คล้ายกันนี้ เทียบได้กับอุปทานของเครื่องจักร ซึ่งนี่เป็นแค่การสร้างประโยชน์สำหรับเจ้าของท่าเรือเท่านั้น

โรงงานหลายแห่งในเวียดนามเป็นคลังสินค้าสำหรับเก็บสินค้าชั่วคราวจากจีน เวียดนามสร้างมูลค่าเพิ่มได้นิดหน่อยจากจุดนี้ ตรงค่าเช่า ค่าขนส่ง แต่ในแง่ของภูมิเศรษฐกิจ เป็นแค่ทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสินค้าจากจีน เวียดนามจึงเหมือน ‘คนกลาง’ มากกว่าช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างจีนกับอเมริกาในช่วงสงครามการค้า

เวียดนาม กำลังแปรสภาพเป็นชาติการค้าเหมือน สิงคโปร์ในช่วงสงครามเย็น และถ้ามองตำแหน่งของประเทศในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่นักลงทุน เพราะไม่มีประเทศที่สามกั้นระหว่างชายแดนจีนและเวียดนาม ทั้งยังมีระยะทางที่สั้นที่สุดถ้าส่งสินค้าไปยังอเมริกาอีกด้วย

หากเวียดนามเอาดีทางด้านนี้ คาดว่าจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของสิงคโปร์ และเวียดนามก็มีความพยายามที่จะยกระดับประเทศให้เป็นเขตเสรีการค้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เห็นได้จากการเปิดการค้าเสรีกับอียูและยังเปิดการค้าเสรีกับสหภาพศุลกากรยูเรเชียด้วย

การเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลกในที่แท้จริง…

บริษัทเทคโนโลยีพึ่งพาโรงงานในการผลิตสินค้าไฮเทคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Samsung Electronics, LG, Olympus ฯลฯ ซึ่งเข้าไปสร้างฐานการผลิตในเวียดนาม และยิ่งอัตราภาษีกับค่าจ้างในจีนเพิ่มขึ้น บริษัทเหล่านี้ก็ยิ่งเกิดความสนใจในประเทศเวียดนามมากขึ้น

ดังนั้น หากสงครามทางการค้ายาวนานขึ้น ความหวาดหวั่นของการต่อรองราคาที่มากขึ้นจะช่วยให้บริษัท ต่างๆ ถ่ายโอนสายการผลิตจากจีนไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งเวียดนามจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นประเทศที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ บวกกับค่าแรงที่ถูกกว่า (เมื่อเปรียบเทียบกับจีน) และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดน้อยกว่า

รัฐบาลเวียดนามยังดำเนินการปฏิรูปบางอย่างเพื่อดึงดูดการลงทุน เช่น ลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 25% เป็น 22% ตั้งเป้าหมายในการฝึกอบรมแรงงาน 2 ล้านคนในวิทยาลัยอาชีวศึกษา

นอกจากนี้ เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วมานานกว่าทศวรรษ และไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะในรายงานของ Barron ที่เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2018 เป็นอัตราที่เร็วกว่าในปี 2017 และในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ขยายตัว 6.7% สูงกว่าอัตราการเติบโตของจีนที่ขยายตัว 6%

สรุปแล้วความขัดแย้งทางการค้าที่ยาวนานขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กำลังนำไปสู่การปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และเวียดนามจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างจริงจัง

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หนึ่งในผู้จัดการด้านการลงทุนอันดับต้นๆ ของบริษัทอเมริกัน General Atlantic จัดการสินทรัพย์อยู่ประมาณ 35 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง 4 ด้านหลัก ได้แก่ การบริโภค-ผู้บริโภค, บริการทางการเงิน, การดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยี โดยวางแผนที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดการลงทุนใหญ่ที่สุดก็เป็นได้

หากดูที่อุตสาหกรรมบางประเภท เช่น ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ จะเห็นโอกาสของภาคการผลิตจำนวนมากที่กำลังจะย้ายไปยังเวียดนาม จากการที่เวียดนามส่งออกชิ้นส่วนสำหรับโทรศัพท์ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดเนื่องจากการเปลี่ยนเส้นทางการค้าของหลายบริษัท ในขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสพัฒนาตลาดบริการทางการเงิน เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตที่ย้ายไปยังเวียดนามย่อมต้องการสินเชื่อด้วย

ในท้ายที่สุด การกู้เงิน ให้สินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะเป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมบริการทางการเงินอื่นๆ ตามมาได้

แต่การพัฒนาเพื่อเปลี่ยนโซ่ห่วงโซ่อุปทานโลกนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงครามการค้า ซึ่งนักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามต่างก็ให้การยอมรับว่า จีนยังคงเป็นฐานที่ดีที่สุดสำหรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชั้นนำ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดีและมีแรงงานที่มีทักษะจำนวนมาก

ผู้ผลิตจีนคาดว่า จะรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ได้หลายปี แต่ในอนาคตอันใกล้ พวกเขาจะต้องลงทุนอย่างมากในด้านระบบการผลิตอัตโนมัติ ทั้งเพื่อทดแทนแรงงานและชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม จีนยังคงมีข้อได้เปรียบด้านการผลิตเหนือประเทศอื่นๆ ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็ยังคงมีปัญหาด้านการผลิตจำนวนมาก เช่น การว่าจ้าง การจัดการ การจัดหาพนักงาน


 

 

เรื่องโดย : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย