MM2100 Industrial Town กับความพยายามสร้างต้นแบบ ‘นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ’ @ เบกาซี อินโดนีเซีย

195

เมื่อเอ่ยถึง ‘นิคมอุตสาหกรรม’ เชื่อว่าหลายคนยังจำภาพของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม ตัวการที่ก่อให้เกิดมลพิษหลายด้านและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น ทว่า น้อยคนที่จะรับรู้ว่า ภาพของนิคมอุตสาหกรรมในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากมีการนำแนวคิดการพัฒนาและยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเป็น ‘นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ’ ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านพลังงาน การขนส่ง สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการทำธุรกิจ ตามแนวคิดในการสร้าง ‘นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ’ ยังครอบคลุมถึงการลงทุนในด้านอื่นๆ เพื่อยกระดับปัจจัยแวดล้อมภายในพื้นที่ให้เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม และการอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลในเรื่องการสร้างนิิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะนี้ มาจากบทความเรื่อง “นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ตัวช่วยยกระดับภาคเศรษฐกิจและภาคสังคม?” วันที่ 4 กันยายน 2019 โดย ปุญญภพ ตันติปิฎก นักวิเคราะห์ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB EIC)) ที่ช่วยให้เราได้เห็นภาพ นิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ แทนที่ภาพของนิคมอุตสาหกรรมแบบเดิมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ถ้าใครยังนึกภาพ นิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ออก ในปัจจุบันก็มีความพยายามที่จะสร้างต้นแบบของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะหลายแห่งเกิดขึ้นในภูมิภาคเดียวกับประเทศไทย หนึ่งในนั้น คือ ‘MM2100 Industrial Town’ นิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย

และจากการร่วมเดินทางไปยัง MM2100 Industrial Town ณ เมืองเบกาซี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุน ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย จาการ์ตา – เบกาซี (ชวาตะวันตก) – มากัสซาร์ (ซูลาเวซีใต้) จัดโดย กองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ทำให้เห็นภาพว่า แนวคิดการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

Keisuke Tanaka Bekasi Indonesia BOI Jakarta Thailand


หัวใจสำคัญ สร้าง ‘นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ’ อยู่ที่การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแห่งยุคอย่างเหมาะสม

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับโมเดลนิคมอุตสาหกรรม ณ ประเทศอินโดนีเซีย ที่ได้พยายามนำแนวคิดการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะไปใช้อย่างเห็นผล ขอปูพื้นหลักการสำคัญของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะสมัยใหม่ จากบทความของ SCB EIC เพิ่มเติมกันก่อน

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เป็นการนำแนวคิดเมืองอัจฉริยะมาปรับใช้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเปลี่ยนแปลง (Digital Transformation) อย่าง Big Data, Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT)

โดยจุดประสงค์ของการนำเทคโนโลยียุคดิจิทัลมาปรับใช้ก็เพื่อบริหารจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในเมืองอุตสาหกรรม เช่น ปัญหามลภาวะ สิ่งแวดล้อม พลังงาน การจราจร รวมถึงการสร้างความปลอดภัยในการอยู่อาศัย การใช้ชีวิต และความปลอดภัยในทรัพย์สินให้ทั้งผู้ที่อาศัยและคนทำงานในเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ให้ได้รับความสะดวกสบาย ทันสมัย และสงบสุข

ซึ่งแนวคิด Smart City ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 7 ด้าน ได้แก่

  1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (smart environment)
  2. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (smart economy)
  3. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (smart mobility)
  4. พลังงานอัจฉริยะ (smart energy)
  5. พลเมืองอัจฉริยะ (smart people)
  6. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (smart living)
  7. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (smart governance)

โดย เทคโนโลยีอัจฉริยะ (smart solution) เหล่านี้ จะช่วยลดเวลาและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มความปลอดภัยและสุขอนามัย ตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้

ทั้งนี้ การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ นอกจากจะเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะแล้ว ผู้เขียนบทความยังเน้นย้ำว่า ควรจะมีการลงทุนในด้านอื่นๆ เพื่อยกระดับปัจจัยแวดล้อมภายในพื้นที่ให้เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม และการอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้นด้วย เช่น

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย ศูนย์ข้อมูล และฐานข้อมูลกลางในการควบคุม (data center & database) เพื่อรองรับโรงงานอัจฉริยะ (smart factory)
  • จัดตั้งศูนย์บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (one-stop service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อภาครัฐ
  • จัดตั้งหรือร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยและการกำหนดพื้นที่ทดลอง (experimental zone) เพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่งนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม
  • ยกระดับพื้นที่เชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ บ้าน คอนโดมิเนียมให้เหมาะสมกับผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลรายได้ค่อนข้างสูงมากขึ้น

เรียนรู้จากโมเดล ‘MM2100 Industrial Town’ กับเส้นทางแห่งความพยายามก้าวสู่ ‘นิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่’ ของอินโดนีเซีย

หลักการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะที่กล่าวมา ได้นำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการ MM2100 Industrial Town เมืองเบกาซี ประเทศอินโดนีเซีย แล้ว อย่างที่ได้เกริ่นไปว่า นิคมฯ แห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1990 ดังนั้น วิวัฒนาการการพัฒนานิคมฯในแนวทางที่ตะทำให้เกิด นิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จึงเด่นชัดหลายประเด็น

ในเบื้องต้น Keisuke Tanaka ผู้อำนวยการ นิคมอุตสาหกรรม MM2100 Industrial Town ให้ข้อมูลของนิคมอุตสาหกรรมแก่คณะผู้ศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุนว่า

Keisuke Tanaka Bekasi Indonesia
Keisuke Tanaka

“นิคมอุตสาหกรรม MM2100 Industrial Town ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1990 ด้วยการร่วมทุนกันระหว่าง Marubeni Corporation Japan (60 เปอร์เซ็นต์) และ Manunggal Group Indonesia (40 เปอร์เซ็นต์) ที่เมืองเบกาซี (Bekasi) ซึ่งห่างจากเมืองหลวงจาการ์ตา 30 กิโลเมตร” 

แต่ในวันที่เราเดินทาง กว่าจะฝ่าการจราจรที่ติดขัดของเมืองจาการ์ตา มาถึงนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งในเอกสารให้ข้อมูลการเข้าถึงนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ ระบุว่าสามารถเดินทางมาที่นี่จากใจกลางเมืองจาการ์ตาภายในเวลา 30 นาทีเท่านั้น) นับว่าเสียเวลาในกสรเดินทางมากกว่าที่คิดไว้ อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลในเอกสารของทางนิคมฯ ได้ระบุว่าระยะทางจากท่าเรือ นิคมฯ แห่งนี้อยู่ห่างจาก Tanjung Priok Seaport 35 กิโลเมตร (45 นาที) และ International Airport 55 กิโลเมตร (55 นาที)

สำหรับพื้นที่ของนิคมฯ แบ่งออกเป็น 3 เฟส (Phase) รวมพื้นที่ทั้งหมด 805 เฮกตาร์ (พื้นที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แต่ละด้านยาว 100 เมตร) โดยในปัจจุบันมีบริษัทมาเปิดทั้งหมด 191 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทญี่ปุ่น 129 บริษัท (คิดเป็น 67.5 เปอร์เซ็นต์) เป็นนักลงทุนชาวอินโดนีเซีย 44 บริษัท และนักลงทุนต่างชาติอีก 18 บริษัท ส่วนประเภทของอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่นี้มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ 35 เปอร์เซ็นต์ อิเล็กทรอนิกส์ 17 เปอร์เซ็นต์ และเคมิคอล/พลาสติก 11 เปอร์เซ็นต์

นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้มีการปรับเอาแนวคิดของการสร้าง Smart Industrial Town มาใช้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การวางระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการพื้นฐาน เริ่มจากระบบไฟฟ้า ที่ทางคุณทานากะยืนยันว่า เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ บริหารจัดการโดย PT. Cikarang Listrindo บริษัทเอกชนด้านพลังงานที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซีย ซึ่งมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1,144 MW (เมกะวัตต์)

ส่วนระบบการติดต่อสื่อสาร หรือระบบ Telecommunication บริหารจัดการโดย บริษัท PT. Telekomunikasi Indonesia และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต คือ บริษัท PT. NTT Indonesia, Telkom, Indosat, Indonet และ Icon+

นอกจากนั้น ระบบการจัดการน้ำ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นิคมฯ นี้ให้ความสำคัญ เพราะแม้ว่าอินโดนีเซียจะอยู่เขตโซนร้อนและมีทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่เนื่องจากอินโดนีเซียมีเกาะมากมาย และขาดแผนประยุกต์ใช้น้ำทั่วประเทศ ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำจึงเป็นปัญหาสำคัญของทางอินโดนีเซียเสมอมา โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อบริโภค

โดยในส่วนของการบริหารจัดการน้ำ หรือ Water Supply คุณทานากะเล่าว่า น้ำที่นำมาใช้ในนิคมฯ มาจาก West Tarum Canal ซึ่งผ่านกระบวนการบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพของทางนิคมฯ โดยตอนนี้มีความสามารถในการบำบัดน้ำเสียวันละ 72,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งทุกวันนี้มีปริมาณการใช้น้ำของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่อยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ คุณทานากาจึงย้ำว่าในนิคมฯจะมีน้ำเพียงพอต่อการใช้สอยแน่นอน

Asuka Hotel & Restaurant

ส่วนประเด็นเรื่อง Facilities ในนิคมฯ นี้ก็มีพร้อมสรรพ ตามแนวคิดการสร้าง smart city ทั้งที่พักที่เป็นโรงแรมอย่าง Asuka Hotel & Restaurant เพื่อรองรับแขกผู้มาเยือน ด้วยเหตุผลด้านการติดต่อทางธุรกิจ ทั้งยังมีแหล่งช้อปปิง ที่มีธนาคาร ร้านอาหาร อยู่ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานรักษาความปลอดภัย อย่างสถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง คลินิกให้บริการรักษาเวลาฉุกเฉิน

ที่สำคัญ ที่นี่มี One stop service ของหน่วยงานภาครัฐอย่าง Custom Office เมืองเบกาซี ตั้งอยู่ด้วย ซึ่งตรงตามหลักการสร้าง Smart Industrial Town ที่นักวิเคราะห์จาก SCB EIC นำเสนอไว้ นอกจากนี้ยังมี ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีบริการพลังงาน อย่างน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ แก๊สโซลีน ครบครัน


MM2100 Industrial Town ต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

หัวใจสำคัญของการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะตามรูปแบบที่ปรากฏในบทความของ SCB EIC ยังต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มผู้พัฒนานิคมฯ จะได้ประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของนิคมฯ เมื่อเทียบกับนิคมอื่นๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่
  • กลุ่มผู้ประกอบการภายในนิคมฯ จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอัจฉริยะในการลดต้นทุนดำเนินการทั้งด้านการใช้พลังงาน การขนส่ง การดูแลสิ่งแวดล้อม และการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ อีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันวิจัยหรือมหาวิทยาลัย และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • กลุ่มบุคลากรที่อาศัยอยู่ในนิคมฯ ที่จะมีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น มีความเป็นเมืองเพิ่มขึ้น เหมาะสมกับบุคลากรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างสูง แตกต่างจากกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมแบบเดิม

จากการบรรยายของ คุณทานากะ มีประเด็นหนึ่งที่ นิคมอุตสาหกรรม MM2100 Industrial Town ให้ความสำคัญอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งนิคมฯ คือ ผลกระทบที่เกิดกับกลุ่มชาวบ้าน เจ้าของพื้นที่เดิมที่นิคมฯ มาตั้งอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงมีแผนการรับฟังความคิดเห็น สร้างความเข้าใจ รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนกับชาวบ้านมาตั้งแต่ต้น

“เราเข้าใจดีว่า เพื่อก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ ชาวบ้านต้องสูญเสียพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำมาหากินแต่ดั้งเดิม ดังนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งนิคมฯ แห่งนี้จึงมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ปัญหาต่างๆ จากชาวบ้าน และชี้แจงชัดเจนว่า ความจำเป็นของการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ก็เพื่อยกระดับการพัฒนาภาคเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซีย แน่นอนว่ามีเสียงคัดค้าน แต่ประเด็นที่เราพยายามสื่อสารกับชาวบ้าน คือ เมื่อเกิดนิคมฯ แห่งนี้ขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็จะมีงานทำ ไม่ต้องเดินทางไปทำงานในตัวเมืองจาการ์ตาที่อยู่ไกลออกไป”

“และเมื่อนิคมฯ เกิดขึ้นก็ต้องมีการอพยพย้ายถิ่นของคนทำงานทุกระดับเข้ามา ชาวบ้านก็สามารถมาทำงานขายอาหารหรือสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรมได้ ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่เราสื่อสารกับชาวบ้านเป็นเรื่องจริง เพราะตอนนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ รวมถึงลูกหลานของพวกเขาก็มีงานทำในพื้นที่นิคมฯ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานหรือเดินทางไปทำงานที่อื่่น”

“นอกจากนั้น ทางนิคมฯ ยังจัดโครงการฝึกอาชีพ ฝึกงานฝีมือให้กลุ่มแม่บ้านที่นี่ และรับเอาผลิตภัณฑ์นั้นมาจำหน่ายให้แก่คนในโรงงาน  หรือจัดทำเป็นของที่ระลึกให้คนที่มาเยี่ยมเยียนที่นี่ด้วย”

mayora Bekasi Indonesia

kopikoมาถึงตรงนี้เราคงได้เห็นความพยายามในการสร้างโมเดล นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ของ อินโดนีเซีย กันบ้างแล้ว แม้ว่าจะไม่ครบวงจรตามหลักการสร้าง นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ทว่าก็ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ที่น่าชื่นชม

ก่อนกลับ เรายังได้ไปเยือนโรงงานและได้ดูกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมผลิตอาหารชื่อดังของอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อเอ่ยชื่อ Mayora ผู้ผลิตขนมประเภทบิสกิตรายใหญ่ รวมถึงลูกอมรสกาแฟและเครื่องดื่ม Kopiko เชื่อว่า คนไทยหรือแม้แต่คนต่างชาติก็ยังคุ้นหู

บริษัทผลิตอาหารยักษ์ใหญ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ MM2100 Industrial Town ซึ่งการที่เราได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตบิสกิตที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตหลักของที่นี่ เห็นได้ชัดว่ามีการใช้เครื่องจักรในแทบทุกขั้นตอน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีการใช้แรงงานคนในการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพ QC การทำงานของเครื่องจักรร่วมด้วย

ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้จัดการโรงงาน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในอนาคตทางโรงงาน Mayora มีแผนจะขยายโรงงานเพิ่มขึ้น โดยในโรงงานใหม่จะมีการนำเอาเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย อย่างระบบออโตเมชัน หรือระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น แต่คาดว่าในช่วงต้น ยังต้องอาศัยความชำนาญของมนุษย์ ทั้งในการควบคุมเครื่องจักร ตรวจสอบความผิดพลาดในกระบวนการผลิตที่มาจากเครื่องจักร ดังนั้น คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบด้านการลดจำนวนคนงานแต่อย่างใด


ภาพประกอบ : mm2100.co.id


เปิดหน้าต่างบานใหม่ สู่การขยายการลงทุนในประเทศดาวรุ่ง อย่างชาญฉลาด ต้องอ่านบทความนี้กันต่อ

‘อาหารฮาลาล’ โอกาสเติบโตของภูมิเศรษฐกิจภาคใต้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตก่อน

หรือสงครามการค้าจะทำให้ เวียดนาม เป็นชาติการค้าแซงหน้าสิงคโปร์?

ยุทธศาสตร์ทางทะเล วลาดิวอสต็อก – เจนไน จะช่วยให้เศรษฐกิจอินเดียสดใสขึ้น?