BYOD : เทรนด์ที่บริษัทเปิดทางให้พนักงานนำ ‘อุปกรณ์ส่วนตัว’ มาใช้ในที่ทำงาน

83

อีกเทรนด์ที่เปลี่ยนภาพขององค์กรยุคเก่าเป็น ‘องค์กรยุคดิจิทัล’ คือ Bring Your Own Device – BYOD หรือ การให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน


BYOD คอนเซ็ปต์นี้มีประโยชน์และความเสี่ยง

ไม่ว่าคุณจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ BYOD หรือไม่ แต่รับรู้ผ่านบทความนี้ได้เลยว่า เป็นเทรนด์ที่ใช้ในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกแล้ว อาทิ IBM, VMware, CISCO, DELL ซึ่งมีข้อดี ดังนี้

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัท ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และการซ่อมบำรุง
  • พนักงานได้ทำงานแบบยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและประสิทธิภาพการทำงานได้
  • พนักงานย่อมคุ้นเคยกับอุปกรณ์ส่วนตัว เมื่อนำมาใช้ในบริษัทจะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น 

BYOD

แต่ก่อนที่บริษัทจะให้ทีมงานหรือพนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวไปใช้ ต้องวางกรอบการทำงานร่วมกันเสียก่อน เพราะแต่ละส่วนงานต่างก็มีความหลากหลายในการทำงานภาคปฏิบัติ ไม่สามารถบอกให้ทุกคนเปลี่ยนปุบปับได้ภายใน 2-3 วัน

ถ้ามองที่ของกินของใช้สูญหายหรือถูกขโมย…เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงานเอง เช่น แท็บเล็ต ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบภายในของบริษัทเอาไว้ หายทีก็เสี่ยงเหลือเกินที่จะถูกแฮกเกอร์เจาะเข้าระบบ อาจล้วงลึกถึงข้อมูลด้านการเงิน เอกสารสำคัญ หรือแผนงานของบริษัทได้ ด้วยการให้ผู้นำองค์กรและฝ่ายไอทีศึกษาเลือกโซลูชันส์และตั้งค่าการเข้าถึงข้อมูลของทุกอุปกรณ์ทั้งในภาพรวมและแยกรายอุปกรณ์ได้ 

ที่กล่าวมานี้ไม่อยากให้มองว่าแย่ไปเสียหมด เพียงแต่ชวนมองว่าเป็นกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ผู้ใช้งานทุกระดับควรรู้เท่าทันการใช้ BYOD และไม่ใช่แค่ใช้งานได้ แต่ต้องใช้งานเป็น โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านกฎหมาย การปกครอง การแพทย์ ซึ่งอยู่กับข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลลับเฉพาะอยู่แล้ว 


สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Bring Your Own Device 

  • ตลาด BYOD จะสร้างรายได้แตะ 3.67 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2022 โดยเพิ่มขึ้นจาก 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2014 (ที่มา: BetaNews)
  • 61% ของ Gen Y และ 50% ของพนักงานที่มีอายุมากกว่า 30 ปี เชื่อว่าอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตส่วนตัว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตการทำงาน (ที่มา : Dell)
  • มีพนักงาน 60% ที่ใช้สมาร์ทโฟนในการทำงาน ขณะที่ 31% ต้องการใช้บ้าง
  • บริษัทที่ใช้คอนเซ็ปต์ BYOD สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 350 ดอลลาร์ต่อปี/ต่อพนักงาน 1 คน (ที่มา : Cisco)
  • การใช้อุปกรณ์พกพาได้ในการทำงานช่วยให้พนักงานประหยัดเวลาได้วันละ 58 นาที และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ 34% (ที่มา : Frost & Sullivan)

กรณีศึกษา : สิงคโปร์แอร์ไลน์ เปิดทางให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในการทำงาน

ตัวอย่างสายการบิน สิงคโปร์แอร์ไลน์ (SIA) ที่สร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้แก่พนักงานโดยนำ VMware Workspace ONE โซลูชั่นที่รองรับแอปพลิเคชันและอุปกรณ์หลากหลาย มาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน ด้วยการให้พนักงานของสิงคโปร์แอร์ไลน์ที่เป็นเจ้าของอุปกรณ์กว่า 14,000 เครื่อง ใช้งานโมบายล์แอปพลิเคชันผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว ร่วมกับอุปกรณ์ที่สายการบินจัดหาอีกกว่า 6,000 เครื่อง ผ่านเว็บแอปพลิเคชันบนระบบอินทราเน็ตของสิงคโปร์แอร์ไลน์เอง  

VMware BYOD SIA
VMware บริษัทเทคที่มีโซลูชั่นประเภทคลาวด์ เน็ตเวิร์กกิ้ง ระบบรักษาความปลอดภัย และดิจิทัล เวิร์กสเปซ ให้บริการแก่พนักงานของสิงคโปร์แอร์ไลน์ในลักษณะของ SaaS (Software as a Service) หรือ การให้ผู้ใช้งานเข้าถึงซอฟต์แวร์ในรูปแบบของบริการ

นับถึงปัจจุบัน สิงคโปร์แอร์ไลน์ติดตั้งและใช้งานโมบายล์แอปพลิเคชันแล้ว 35 รายการ ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาโดยฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสายการบิน และเปิดให้ใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าวอย่างปลอดภัยบนอุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงานและอุปกรณ์ที่จัดหาโดย VMware

โดยในโมบายล์แอปมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลองค์กรบวกกับความสะดวกในการเข้าใช้งาน พนักงานสายการบินจึงสามารถใช้งานแอปได้ทุกที่ทุกเวลา และสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานทั้งองค์กรได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ แอปพลิเคชันทั้งหมดทำงานอย่างเป็นระบบตามเอนจิ้นภายใน Workspace ONE ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนด – กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังปรับเข้ากับความต้องการของพนักงานได้ โดยที่สายการบินยังคงมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของอุตสาหกรรมการบินได้อีกด้วย

การปรับใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว จึงตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสิงคโปร์แอร์ไลน์ในการนำเสนอประสบการณ์ BYODDให้แก่พนักงานผ่านการใช้งานโมบายล์และอุปกรณ์พกพาที่เจ้าตัวคุ้นเคย ซึ่งในเว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น Betanews บอกไว้ว่า แม้คนส่วนใหญ่จะกังวลเรื่องความปลอดภัยจากการใช้งาน แต่แนวทางนี้จะเอื้อต่อความสำเร็จในอนาคต และ BYODDจะไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก


อ่านต่อเกี่ยวกับ BYOD เพื่อทำความเข้าใจการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลผ่าน ‘แวดวงการศึกษา’ กันบ้าง

Blended Learning ชั่วโมงนี้ดีที่สุด เหมาะสุดสำหรับผู้เรียนและผู้สอนในยุคดิจิทัล


อ้างอิงข้อมูลจาก 
  • The Future Of BYOD: Statistics, Predictions And Best Practices To Prep For The Future | www.forbes.com