DigiFilm การพบกันครึ่งทาง ระหว่าง Digital กับ Film

558

Case Study ที่ Classic ที่สุด หรือเรียกว่า Super Classic ก็ว่าได้ คือ Case Study การล้มละลายของ Kodak ที่มีเค้าลางตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 และมาสิ้นสุดที่เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2012 พลันเมื่อมีคำประกาศล้มละลายของ Kodak ออกเผยแพร่


ความ Classic ของ Case Study ว่าด้วย Kodak นั้น เหตุผลหลักก็คือ สถานการณ์ “ยักษ์ล้ม” ซึ่งต้องถือว่า ศตวรรษที่ 20 ทั้งศตวรรษ คือ “ศตวรรษของ Kodak” อย่างแท้จริง จากส่วนแบ่งทางการตลาดสินค้า Film ถ่ายรูปที่มากถึง 90% ของทั่วทุกมุมโลก

แต่เหนือไปกว่านั้นก็คือ Case Study ที่ Classic ซ้อน Classic ของ Kodak ที่แสนเศร้ายิ่งกว่าหนังชีวิต เพราะ Kodak คือผู้ค้นคิดประดิษฐ์ “กล้อง Digital” เป็นเจ้าแรกของโลก ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1975 ยุคที่ “ความคิดเรื่องกล้อง Digital” ยังไม่มีในสมองมนุษยชาติ

แต่แล้ว Kodak กลับไม่นำ “กล้อง Digital” ออกขายในตอนนั้น เพราะเกรงว่า จะแย่งตลาด “กล้อง Film” ของตัวเอง จากความหยิ่งทะนงในสถานะ “หมายเลขหนึ่งของโลก” ในเวลานั้น ทำให้ข่าวและเทคโนโลยี “กล้อง Digital” ค่อยๆ รั่วซึมออกมาทีละน้อยๆ

นำไปสู่ “หายนะที่จับต้องได้” อย่างแท้จริง ในเวลาต่อมา คือ Kodak ถูก Disruption โดยการรุมกินโต๊ะ จากบรรดาคู่แข่งในตลาดกล้องถ่ายรูป ทั้งผู้ผลิตกล้อง และผู้ผลิต Film ที่ดาหน้ากันออกผลิตภัณฑ์ใหม่เกี่ยวกับ “กล้อง Digital” จนทำให้ Kodak เจ๊งในที่สุด

และ “กล้อง Digital” ก็มาถูก Disruption ซ้อน Disruption อีกทีในยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปได้ แชะเสร็จก็โพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ตทันที เพราะมือถือเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา นำไปสู่ “หายนะที่จับต้องได้” ของบรรดาบริษัทผู้ผลิต “กล้อง Digital” ทั้งหมด

เราจึงได้เห็นความพยายามในการเคลื่อนตัวออกจาก “มุมอับ” ของผู้เล่นในตลาด “กล้อง Digital” เสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Polaroid “คู่ซี้” ที่รุ่งเรืองและรุ่งริ่ง มาพร้อมๆ กับ Kodak รวมถึงยี่ห้อเก่าแก่อีกหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Leika หรือว่า Zenit ก็ตาม

โดยในช่วงที่ผ่านมา บรรดาบริษัทผู้ผลิต “กล้องถ่ายรูป” ชั้นนำ เกือบทุกยี่ห้อ ตั้งแต่ Kodak Polaroid Leika Zenit Yashica Fuji Canon Nikon Sony Olympus ต่างส่งผลิตภัณฑ์ลงมาเล่น ทั้งในตลาด “กล้อง Digital” และ “กล้อง Film” ในรูปแบบ Retro Market

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่ถวิลหาอุปกรณ์ Vintage ตอบสนองความเท่ของเหล่า Hipster และคน Generation Z ที่อยากลดระดับความเร็วของโลก Digital โดยการหวนกลับมา “เล่นของ” ในแนวทาง Slow Life โดยเฉพาะสินค้า “กล้อง Film” นั้นได้รับความนิยมมาก

กว่าจะเลือก Film ที่ชอบ เดินทางออกไปหาซื้อ Film เอา Film ใส่กล้องช้าๆ วัดแสง ปรับโฟกัส กดยิงภาพก็เดาไม่ได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร ต้องเดินทางไปที่ร้านล้าง Film รอกระบวนการล้าง Film รอขั้นตอนการอัดภาพอีกอย่างน้อยวันสองวัน Slow Life สุดๆ

สำหรับแฟน SALIKA ที่สนใจหวนกลับไปเล่น “กล้อง Film” ปัจจุบันมี “กล้อง Film” หลายแบรนด์กลับมาทำตลาดใหม่ และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีร้านรับล้าง Film หลงเหลืออยู่ในโลก เพราะยังมีร้านล้างอัดภาพจาก “กล้อง Film” ทั้งเก่าและใหม่ รอรับบริการอยู่

ส่วนในวงการ “กล้อง Digital” ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าส่วนแบ่งทางการตลาดจะเล็กลง เนื่องจากถูกโทรศัพท์มือถือแย่งไปเกือบหมด ทว่า ก็ยังมีร้านขาย “กล้อง Digital” เปิดให้บริการอีกมาก และยังมีคนที่ยังใช้งาน และเล่น “กล้อง Digital” อยู่

แต่หากยังลังเลใจกับการกลับไปเล่น “กล้อง Film” อาจจะด้วยเรื้อร้างฝีมือการวัดแสง ปรับโฟกัสด้วยมือ หรืออาการลุ้นคุณภาพของภาพถ่ายที่จะออกมา รวมถึงไว้วางใจกับประสิทธิภาพของ “กล้อง Digital” ที่มีลูกเล่นแพรวพราวกว่าการถ่ายรูปด้วยมือถือ

ขอแนะนำ “กล้อง DigiFilm” ที่เป็นการผสมผสานเสน่ห์ของ “กล้อง Film” เข้ากับความสะดวกของ “กล้อง Digital” ออกลูกมาเป็น Function การทำงานที่เรียกว่าระบบ DigiFilm ที่กำลังเป็นที่จับตามองของนักเล่นกล้อง ทั้งแวดวง “กล้อง Digital” และวงการ “กล้อง Film”

ระบบ DigiFilm คือ “นวัตกรรม” ที่ลงตัวมากระหว่างการทำงานของระบบ “กล้อง Film” กับ “กล้อง Digital” โดย DigiFilm คือ “กลักฟิล์มขนาดจิ๋ว” มีภารกิจในการกำหนด ISO ให้กับภาพถ่ายหรือพูดอีกแบบก็คือ DigiFilm ทำหน้าที่เป็น Filter ให้กับเรานั่นเองครับ

แม้ว่าในท้ายที่สุด รูปที่เราถ่ายจะถูกบันทึกลง SD Card ตามกลไกของ “กล้อง Digital” ทว่า “กล้อง DigiFilm” ไม่มีหน้าจอให้เราได้มองภาพหลังถ่าย ดังนั้น กว่าเราจะได้พิสูจน์ฝีมือการถ่ายรูป ก็คงต้องหลังจากที่นำ SD Card ไปเปิดในคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ดังนั้น ความรู้สึกที่เจ้าของจะได้รับจาก “กล้อง DigiFilm” ก็คือ ความรู้สึกเดียวกับการใช้ “กล้อง Film” นั่นเอง เพียงแต่ “กล้อง Film” นี้ มาในรูปลักษณ์ของ “กล้อง Digital” ในเวอร์ชั่นของ “กล้อง DigiFilm” ที่ยังคงเสน่ห์ Slow Life ของ “กล้อง Film” เอาไว้ไม่ให้เสื่อมคลาย