“ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนได้ในทุกมิติ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนที่ต้องเตรียมพร้อมทั้งสภาพร่างกาย จิตใจ รวมถึงสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างสถานะทางการเงินที่มั่นคง ตั้งมั่นอยู่บนความไม่ประมาท ไม่สร้างหนี้จนเกินตัว นี่น่าจะเป็นแนวคิดที่ควรยึดในการใช้ชีวิตในยุคนี้” เกริ่นนำเบื้องต้นที่เมื่อได้ฟังแล้วชวนให้คล้อยตามนี้ มาจากปากของ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) หรือ แบงก์ชาติ คนปัจจุบัน ‘ดร.วิรไท สันติประภพ’ ที่กล่าวไว้ในการปาฐกถาหัวข้อ “แนวพระราชดำริ : ภูมิคุ้มกันสังคม – วัคซีนธุรกิจยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเมื่อไม่กี่วันก่อน
จากนั้น ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ได้กล่าวต่อว่า ในความคิดของเขา ภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากสำหรับคนไทยในตอนนี้ คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้คนไทยมีความหวังทั้งในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เหมาะสม รวมถึงมีความหวังในนโยบายการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ มากกว่าที่จะดำรงชีวิตด้วยความกลัวและวิตกกังวล
โดย ดร.วิรไท ยกตัวอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งและการประท้วงรุนแรงที่เกิดขึ้นในฮ่องกง ว่าสาเหตุหลักเกิดจากคนรุ่นใหม่ขาดความหวังในการใช้ชีวิต และไม่แน่ใจกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เช่นกันกับวิกฤตการประท้วงครั้งใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส จากกลุ่มผู้ประท้วง “เสื้อกั๊กเหลือง” ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นจากความกลัวมากกว่าความหวัง เนื่องมาจากสภาพความเป็นจริงที่ต้องดำเนินชีวิตโดยรู้สึกว่า คุณภาพชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย
จากแนวคิดที่กล่าวมานี้เอง นำมาสู่ประเด็นที่ผู้ว่าการแบงก์ชาตินำเสนอ นั่นคือ แนวทางที่เขาเชื่อมั่นว่าจะทำให้คนไทยใช้ชีวิตด้วยความหวังมากกว่าความหวาดวิตก ความกลัว โดยมีอยู่ 3 เรื่องหลัก
หนึ่ง ติดอาวุธทักษะการค้าออนไลน์ เพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจให้คนไทยเก่งขึ้น
ดร.วิรไทมองว่า โอกาสการเกิดขึ้นของสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางในการสนับสนุนให้คนไทยได้ใช้ศักยภาพของตน โดยเฉพาะในการสร้างธุรกิจส่วนตัว ทั้งในระดับสตาร์ทอัพและ SMEs
“แม้กำลังซื้อของคนไทยจะไม่มากเท่ากับจีนในด้านการช้อปออนไลน์ แต่ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างมาก ยืนยันได้จากข้อมูลสถิติที่บ่งชี้ถึงการเติบโตของบริษัทขนส่งอย่าง Kerry คือ ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน ขนสินค้าเพียงวันละ 4 หมื่นกล่อง มาวันนี้เพิ่มเป็น 2 ล้านกล่องแล้ว”
“ข้อมูลนี้จึงยืนยันได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้วและการค้าออนไลน์ก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ SMEs เดิมๆ ที่เคยทำธุรกิจผ่านการค้าออฟไลน์หรือการขายหน้าร้านทั่วไป ก็หันมาบุกตลาดออนไลน์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดธุรกิจโลจิสติกส์ หรือ ขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นมา แค่เฉพาะ Kerry ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทางบริษัทฯ ต้องขยายจุดรับสินค้าเพิ่มขึ้น”
“ผมมองว่าช่องทางออนไลน์ คือ โอกาสที่นักธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่รายย่อยจนถึงรายใหญ่สามารถใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ พัฒนาความสามารถในการค้าขายออนไลน์ให้ทัดเทียมกับประเทศผู้นำด้านการค้าออนไลน์ได้ไม่ยาก”
สอง สร้างจิตสำนึก ‘ความยั่งยืน ให้เกิดขึ้นทุกมิติ
“ต้องสร้างคนไทยพันธุ์ใหม่ ที่คำนึงถึง ความยั่งยืน ไม่ไปเบียดบังเอาทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้โดยเปล่าประโยชน์ เพราะถ้าเกิดวงจรนี้ ก็ไม่มีทางที่คนไทยจะได้เข้าใกล้นิยามของ ความยั่งยืน อย่างแท้จริง”
ในแนวทางที่ 2 ที่ ดร.วิรไท สันติประภพ ต้องการสื่อเพื่อมุ่งไปหาเป้าหมายในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการปาฐกถาครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ การสร้างจิตสำนึกของ ความยั่งยืน ให้เกิดขึ้นและแทรกซึมอยู่ในการใช้ชีวิตทุกมิติของคนไทยรุ่นใหม่
“ที่เคยพูดกันว่า ประเทศไทยเรานี้ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในวันนี้เราต้องยอมรับว่า มากกว่าปลาและข้าว ในน้ำก็มีขยะพลาสติก ในข้าวก็มีสารเคมีจากยากำจัดศัตรูพืชด้วย ซึ่งนี่เป็นต้นเหตุของพฤติกรรมที่ถือว่า เป็นการเบียดบังเอาทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้แบบไม่มีความรับผิดชอบ”
“หรือในอีกมุมหนึ่ง ผมว่าในตอนนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดี คือ เวลาจะไปสมัครงานที่บริษัทไหนสักแห่ง คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่เงินเดือนที่ได้ว่า มากพอหรือไม่แล้ว แต่มองว่าบริษัทที่ตนจะเข้าไปทำงานมีจิตสำนึกหรือโครงการอะไรที่สร้างอิมแพ็คต่อสังคม ช่วยพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในสังคมหรือไม่”

“เพราะปัจจัยที่กล่าวมานี้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี และแสดงถึงความรับผิดชอบว่าธุรกิจนั้นจะไม่เบียดบังเอาทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้แบบไร้ประโยชน์ ซึ่งในปัจจุบัน ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้บริษัทต่างชาติในประเทศไทย ต้องมีโครงการในนามบริษัทที่สร้างความยั่งยืนคืนกลับให้สังคมด้วย ไม่ได้สนใจแค่ประเด็นเรื่องการทำธุรกิจเท่านั้น เพราะถ้าทุกบริษัทยังทำธุรกิจแบบเดิมโดยไม่สนใจผลกระทบหรือความเป็นไปในสังคม ก็มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจของพวกเขาจะได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นอย่างไร”
นอกจากนั้น แนวทางที่โฟกัสไปในเรื่องแนวคิด ความยั่งยืนนี้ ดร.วิรไทยังสื่อไปถึงการพัฒนาด้านการศึกษาของไทยด้วยว่า
“ในการปฏิรูปการศึกษาไทย จำเป็นต้องทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการศึกษาตลอดชีวิตได้ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า การศึกษา เป็นสิ่งที่มายกระดับขีดความสามารถ ทักษะใหม่ ให้คนไทยได้จริง ในอีกด้าน การศึกษาทำให้คนได้ใช้ความเก่งกาจของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะการศึกษาเป็นบันไดที่ทำให้เราไต่ระดับและยกสถานะทางสังคม ทางหน้าที่การงานของคนให้ก้าวหน้าขึ้นได้จริง”
“เพราะถ้าระดับการศึกษาของคนหยุดนิ่ง ย่อมสร้างช่องว่างแห่งความไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ให้เกิดขึ้นในชีวิต เปิดประตูให้ความกลัวเข้ามาแทนที่ช่องว่างนั้น ดังนั้น เราต้องป้องกันด้วยการสร้างการศึกษาที่เปิดให้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้คนประเทศเรา เพื่อเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ให้ได้ โดยทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนเก่งได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ สร้างการแข่งขันที่สร้างสรรค์และเป็นธรรมให้เกิดขึ้น”
“ฟังดูแล้ว เหมือนผมพูดอะไรที่เป็นนามธรรมมาก แต่ก็ยังขอย้ำว่า ถ้าต้องการยกระดับศักยภาพคนไทยให้ก้าวไกลกว่านี้ ต้องทำทุกอย่างที่พูดนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง อย่างที่ผ่านมา เรามักได้ยินเสียงบ่นของคนตัวเล็กๆ ในสังคมว่าโดนปิดกั้นโอกาส ไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรค หรือดำรงอยู่ในบรรยากาศของการแข่งขันในสังคมได้ ซึ่งต้องยอมรับว่า อุปสรรค ที่ว่า หลักๆ ก็มาจากกฎเกณฑ์ของรัฐที่มีมากมาย มีขั้นตอนมากจนน่าเหนื่อยใจ คนกลุ่มนี้ย่อมรู้สึกไม่ต่างกับการมีกำแพงกระจกเข้ามากั้นขวางอยู่ตลอดเส้นทางที่เดินไป”
“ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามสภาพปัญหานี้ ทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องมาร่วมมือกันขจัดอุปสรรคออกไปให้ได้มากที่สุด ทำให้สังคมอยู่อย่างมีความหวังมากกว่าที่จะอยู่ด้วยความหวาดกลัว วิตกกังวล ไม่กล้าขยับตัวทำอะไร”
สาม ตอบคำถามให้ได้ จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวไทยอย่างไร ในโลกเศรษฐกิจที่ผันผวน
ประเด็นสุดท้ายที่ ดร.วิรไท เน้นย้ำเพื่อวางแนวทางที่จำเป็นในการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้คนไทยและประเทศของเรา คือ เราจะสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับทั้งคนไทย สังคมไทย และประเทศชาติได้อย่างไร ท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ตอนนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการสร้างหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีข้อมูลทางสถิติยืนยันชัดเจนว่า มีครัวเรือนไทยไม่น้อยที่มีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทุกฝ่ายจึงต้องมาขบคิดกันว่าจะบรรเทาปัญหานี้อย่างไร เพื่อให้ชาวไทยส่วนใหญ่มีความมั่นใจในการดำรงชีวิตในระยะยาวให้ได้”
“โดยในประเด็นเรื่องการสร้างหนี้ ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ให้สนใจเรื่องหนี้กันน้อยลง กอปรกับดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับที่น้อยมานาน ทำให้ไม่สามารถชักจูงให้คนไทยหันมาเก็บออมได้ ดังนั้น ตอนนี้ ทางแบงก์ชาติมีความพยายามอย่างมากที่จะออกกฎเกณฑ์เพื่อส่งเสริมการออมที่เหมาะสม ไม่ออกกฎเกณฑ์ที่เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการพยายามควบคุมการอนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้านและรถ ให้อยู่ในภาวะที่พอดี ไม่แข่งขันกันมากจนเกินไป”
“อีกด้านที่ทำคือ การตั้ง คลินิกแก้หนี้ เป็น One stop service ที่มาเป็นตัวกลางในการให้คำปรึกษา บริหารจัดการ แก้ปัญหาหนี้ ผ่านบริษัทสื่อกลาง คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อช่วยให้คนออกจากวงจรหนี้และใช้ชีวิตต่อได้”
“อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่ช่วงหลังมานี้ธนาคารต่างๆ ออกมามีบทบาทอนุมัติสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น โดยหลังจากมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ หลายธนาคารก็ออกมาส่งสัญญาณว่า จะเลิกแข่งขันกันเรื่องการให้สินเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือจะอนุมัติให้กู้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยโดยไม่จำเป็นลดลงด้วย”
โดย ดร.วิรไท ให้มุมมองเรื่องสาเหตุของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ที่กลายมาเป็นปัญหาเรื้อรัง ฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศโดยรวมว่า
“ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าจุดหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลแต่ละสมัย ที่ออกนโยบายส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชน เช่น โครงการรถคันแรก ซึ่งส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มเห็นปัญหาของการปล่อยกู้ในระบบที่มากขึ้น โดยสาเหตุหลักก็มาจากการที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างหนี้น้อยลง ทำงานไม่นานก็ผ่อนค่าตั๋วไปเที่ยวต่างประเทศ ซื้อของออนไลน์ตลอดเวลา ดังนั้น ต้องมาร่วมกันคิดหาทางออกว่า จะทำอย่างไรที่จะติดตั้งจิตสำนึกในการออมให้คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น”
สุดท้ายแล้ว ผู้ว่าการแบงก์ชาติย้ำว่า “ผมเชื่อมั่นว่า ทั้ง 3 แนวทางที่กล่าวมานี้จะช่วยให้คนไทยดำรงชีวิตในยุคนี้กันด้วยความหวังมากกว่าความหวาดกลัว ความวิตกกังวล และถ้าทั้งสามแนวทางสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ย่อมเป็นภูมิคุ้มกันในอนาคต ซึ่งการจะทำให้แนวทางนี้เกิดขึ้นจริงนั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร ชุมชน รวมถึงชาวไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนได้จริง”
ที่มา : เรียบเรียงจากบทความเรื่อง “ธปท. ชู 3 แนวทาง สร้างภูมิคุ้มกัน ดันเศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 17 กันยายน 2562
ยังมีมุมมองการพัฒนาประเทศในหลากหลายประเด็น จากผู้บริหารหน่วยงานระดับประเทศ ให้อ่านกันต่อ
‘เจน นำชัยศิริ’ Industry 4.0 is NOW! ภาคอุตสาหกรรม จับมือ นักวิจัย ประเทศไทยไปได้ไกลกว่าที่คิด
“รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก” อธิการบดีป้ายแดง ม.บูรพา ภารกิจนำองค์กร ก้าวสู่ “มหาวิทยาลัยแห่งอีอีซี”













