ถอดบทเรียน ‘ฟินแลนด์’ ต้นตำรับการพัฒนา ‘ประเทศสีเขียว’ และ ‘เศรษฐกิจยั่งยืน’

1738

‘ฟินแลนด์’ ประเทศนี้ช่าง ฟิน สมชื่อ จริงๆ เพราะจากการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ฟินแลนด์ มักจะติด Top 3 ของการจัดอันดับนี้อยู่เสมอ ซึ่งหากอ้างอิงตามรายงานเครือข่ายการแก้ปัญหา การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN) ระบุชัดเจนว่า คะแนนความสุขของชาวฟินแลนด์ ชี้วัดได้จาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ สิทธิเสรีภาพทางสังคม สุขภาพ เสรีภาพในการใช้ชีวิต มีความเสมอภาค เท่าเทียม และได้รับคุณภาพการศึกษาที่ดี ทั้งหมดนี้ประกอบสร้างให้ ฟินแลนด์มีศักยภาพสูงในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางธรรมชาติจนได้ชื่อว่าเป็น ต้นแบบของการพัฒนา ประเทศสีเขียว หรือ Green Country ในที่สุด

เพื่อให้เห็นภาพเส้นทางการพัฒนาประเทศไปสู่ ต้นแบบ ประเทศสีเขียว ของฟินแลนด์ ด้วยการทำธุรกิจที่เกื้อกูลระบบนิเวศทางธรรมชาติ ซึ่งเอื้อให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน สถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) ได้จัดงานสัมมนา โกลบอล บิสสิเนส ไดอะล็อก 2019 (Global Business Dialogue) ซึ่งมีการพูดคุยกันในหัวข้อ การออกแบบธุรกิจใหม่สู่ความยั่งยืน โดยได้เชิญผู้แทนองค์กรระดับโลกที่ประสบความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนมุมมอง แชร์ความรู้กันในบรรยากาศที่สร้างสรรค์


Beautiful city landscape with idyllic river and old buildings at summer evening in Porvoo, Finland

จากความเชื่อมั่นของฟินแลนด์ เดินหน้าสู่การพลิกวิกฤต เป็นความยั่งยืนแบบเห็นผล

ซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ เริ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นว่า

“วิกฤตความยั่งยืนที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลกมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป โดยไม่คำนึงว่าเป็นการนำทรัพยากรนั้นไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่” 

ซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน // twitter.com/satusuikkarik

“และด้วยพฤติกรรมนี้เองที่ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิโลกปรับสูงขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้ ทางรัฐบาลฟินแลนด์ได้ให้ความสำคัญและผลกดันให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อต่อสู้และพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสแบบจริงจัง จนในตอนนี้พูดได้ว่า ฟินแลนด์ เป็นประเทศผู้นำด้านความยั่งยืนในอันดับต้นๆ ของโลก และได้รับบการยอมรับว่าเป็น ประเทศสีเขียว แล้วในที่สุด”

“วันนี้ ในฐานะประชากรโลก ทุกคนจะต้องตระหนักถึงวิกฤตความยั่งยืนทุกมิติให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะทุกคนก็ประจักษ์ถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นกันหมดแล้ว และเมื่อตระหนักแล้ว ก็ต้องพยายามมีบทบาท สร้าง action เพื่อร่วมกันทำให้วิกฤตที่เกิดขึ้นบรรเทาเบาบางลง”

twitter.com/satusuikkarik

เนื่องจากสถานการณ์ที่โลกเผชิญอยู่ในตอนนี้ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ชี้ว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นนับเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดวิกฤตความยั่งยืน เพราะจากข้อมูลทางสถิติล่าสุดพบว่า อุณหภูมิในพื้นที่ทวีปอาร์กติกสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส ทุกๆ ปี ส่งผลให้ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีปะการังตายลงจำนวนมาก ซึ่งนี่เป็นสัญญาณอันตรายที่ธรรมชาติส่งถึงมนุษย์ทุกคนว่า หายนะกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว จากนั้นกล่าวต่อว่า

“ประเด็นเรื่องการพลิกวิกฤตความยั่งยืน สู่ความร่วมมือกันหาแนวทางป้องกันวิกฤตครั้งนี้ ได้กำหนดเป็นวาระเร่งด่วนที่จะนำมาหารือกันในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ในปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้ประเทศภาคีวางเป้าหมาย นโยบาย สร้างความยั่งยืนทางสภาพภูมิอากาศร่วมกัน” 

โดยฟินแลนด์จะนำเสนอโมเดลต้นแบบและแนวคิดในการจัดการกับวิกฤตโลกร้อนอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้

  • ออกนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโดยตรง และกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายว่า ภายในปี 2564 ประเทศฟินแลนด์จะเป็น ประเทศสีเขียว ที่ปลอดคาร์บอน 100 เปอร์เซ็นต์ให้ได้
  • เชิญพันธมิตรหลายภาคส่วนมาร่วมจัดทำมาตรการผ่านภาคประชาสังคม และวางเป้าหมายในการเป็นสังคมสวัสดิการที่ไม่ใช้พลังงานจากฟอสซิลในอีก 12 ปีข้างหน้า
  • กระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนสร้างนวัตกรรมเพื่อนำประเทศไปสู่การเป็นประเทศสีเขียว ที่ปลอดคาร์บอนและพลังงานฟอสซิล โดยทางภาครัฐได้สร้างแรงจูงใจผ่านมาตรการทางภาษีด้วย
  • เดินหน้าลดการตัดไม้ทำลายป่า ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้คนในประเทศปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอน
  • ออกมาตรการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและภาคครัวเรือน รวมถึงเพิ่มบทบาทการเป็นประเทศผู้นำเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

Aerial view of blue lake with cable-stayed bridge and green summer town in Finland. Yliston bridge in Jyvaskyla, Finland

ขยายแนวคิด ประเทศสีเขียว เอื้อต่อการสร้างวงจรธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นอกจากการกำหนดวาระการแก้ปัญหา วิกฤตความยั่งยืน เป็นวาระแห่งชาติแล้ว รัฐบาลฟินแลนด์ได้ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางโรดแมปแก้วิกฤตความยั่งยืนด้วย ยกตัวอย่าง บริษัท SITRA และบริษัท St1 Nirdic Oy ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกของฟินแลนด์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของการนำหลักการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนมาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจอย่างได้ผล

เออเนสโต ฮาท์ติไคร์เนียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างธุรกิจยั่งยืนจากบริษัท SITRA กล่าวว่า

“ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ตั้งกองทุนนวัตกรรมฟินแลนด์ซึ่งเป็นกองทุนอิสระ ที่มีภารกิจสนับสนุนและลงทุนในโครงการ รวมถึงเข้าไปสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก ส่งเสริมการพัฒนาที่มั่นคงให้เกิดสมดุลในประเทศ ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ และยังเป็นกองทุนที่มีบทบาทในการวางโรดแมปเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นวาระแห่งชาติของฟินแลนด์” 

twitter.com/satusuikkarik

ในมุมของฮาท์ติไคร์เนียนมองว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนจะกลายเป็นโมเดลการทำธุรกิจในอนาคตที่น่าจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศ พิสูจน์ได้จากตัวเลขของบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน มีส่วนสร้างดัชนีทางเศรษฐกิจในฟินแลนด์ได้มากถึง 2.5 พันล้านยูโร

“แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันสินค้าจากเศรษฐกิจหมุนเวียนยังไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดมากนัก เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ถ้าพิจารณาในอีกแง่หนึ่ง ก็จะเห็นว่าสินค้าที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดในวันนี้ก็มีราคาถูกเกินไป เพราะยังไม่ได้รวมต้นทุนด้านการจัดการขยะ ของเสียจากกระบวนการผลิต”

“เพราะฉะนั้น ทุกคนควรต้องมาร่วมกันคิดว่า เราจะทำอย่างไรที่จะคำนวณต้นทุนเหล่านั้นลงไปในราคาสินค้าด้วย ผมเลยคิดว่าการพัฒนาธุรกิจในเรื่องนี้ต้องใช้เวลา และเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเราจำเป็นต้องโฟกัสและจริงจัง”

ต่อมา ฮาท์ติไคร์เนียนแนะนำแนวคิดการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนว่า จะต้องเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่จะมาช่วยยืดวงจรของสินค้าให้ยาวนานมากขึ้น และเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคที่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้จริง

ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงควรออกแบบสินค้าและบริการของตัวเองในรูปแบบใหม่ เช่น แทนที่จะผลิตสินค้าแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ก็หันมาใช้วัสดุรีไซเคิลหรือขยะชีวภาพ ควบคู่ไปกับการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการจำหน่ายสินค้า ส่วนองค์กรภาคธุรกิจ ก็สามารถเสนอโมเดลเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) สนับสนุนให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าหรือบริการและได้ใช้งานจริง โดยตอนนี้ ฮาท์ติไคร์เนียนเริ่มนำแนวคิดนี้ไปใช้ในธุรกิจเช่ารถยนต์แล้ว


ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง ถอดรหัส ‘โมเดลฟินแลนด์’ ต้นแบบพัฒนา ‘ประเทศสีเขียว’ โดย นันทิดา พวงทอง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 17 กันยายน 2562


เรียนรู้จากโมเดลลของประเทศที่ประสบความสำเร็จในแวดวง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กันต่อ

ถอดบทเรียน 12 ผู้นำ เมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัว

ถอดบทเรียน ‘ธุรกิจ 100 ปี’ แดนอาทิตย์อุทัย สร้างกิจการอย่างไร ให้ยิ่งใหญ่และยั่งยืนเกินร้อยปี

เมื่อ ‘อ้อย’ กลายเป็น ‘พลาสติก’

‘อาร์เซ็ป’ ดีลยักษ์…พลิกโลก