‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ กับวิธีสร้างความตระหนักรู้ของธุรกิจ ‘บ้านปู’ ในไทย & อินโดนีเซีย

123

จากวิกฤต ไฟป่าแอมะซอน และ ไฟป่าในอินโดนีเซีย ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหมอกควันตัวร้ายทำลายสุขภาพ คาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้ส่งผลต่อชั้นบรรยากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กับอีกประเด็นที่เราได้ยินบ่อยๆ คือ ส่งผลกระทบต่อ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) 


ความหมายของความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง การที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน ณ สถานที่หนึ่งหรือระบบนิเวศใดระบบนิเวศหนึ่ง หรืออธิบายแบบให้เข้าง่าย คือ การที่มีชนิดพันธุ์ (species) สายพันธุ์ (genetic) และระบบนิเวศ (ecosystem) ที่แตกต่างหลากหลายบนโลก

มีความสำคัญยิ่งทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม จากการช่วยสร้างสมดุลในระบบนิเวศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านคุณค่าและคุณประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งทางตรงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่น เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม เชื้อเพลิง ส่วนทางอ้อม เช่น ช่วยรักษาคุณภาพดิน คุณภาพน้ำ ควบคุมสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นสินค้า สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศ เป็นแหล่งบ่มเพาะภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม ฯลฯ

แต่นับวันก็ยิ่งมีหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลเชิงลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ สหประชาชาติ (UN) จึงกำหนด เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) และสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศทั่วโลกให้ดำเนินการเพื่อความยั่งยืนตามเป้าหมาย 17 ข้อ ภายในปี 2030 โดย ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ (Biodiversity and ecosystems) อยู่ใน เป้าหมายที่ 15 ของนโยบาย SDGs นี้ ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การใช้ทรัพยากรบนบกให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ศึกษา…เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

บทความนี้เน้นความสำคัญที่ ป่าไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรบนบกที่ต้องรักษา สอดคล้องกับเป้าหมายข้อ 15 ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น โดยในกรณีของบุคคลทั่วไปที่ต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยดูแลและยืดอายุผืนป่า แนะนำให้อ่านบทความที่สาลิกาเคยนำเสนอไปแล้วเรื่อง คนไทยทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยยืดอายุ ‘ผืนป่าแอมะซอน’ แต่ถ้าเป็นองค์กร มีตัวอย่างการดำเนินงานของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก มาเล่าให้ฟังเป็นกรณีศึกษา

เนื่องจาก บ้านปู ดำเนิน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานในไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย สปป.ลาว มองโกเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ย่อมต้องวางแผนการผลิตพลังงาน การบริหารจัดการทุกภาคส่วนเพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และเล็งเห็นความสำคัญของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ 

ธุรกิจบ้านปูจึงมุ่งศึกษาและพัฒนาแผนการดำเนินงานควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศในทุกพื้นที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 และได้ประกาศ นโยบายความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Policy) ในปี พ.ศ. 2560 เพื่อแสดงเจตจำนงในการร่วมมือกับประชาคมโลกในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพทั้งในและนอกกระบวนการผลิต ทั้งยังตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมขึ้น นั่นคือ การประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพเป็นไปในทิศทางบวก (Net Positive Impact) ซึ่งมีความสอดคล้องกับ เป้าหมายที่ 15 ของ SDGs 

อุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงปณิธานในการดำเนินธุรกิจของบ้านปูว่า อุตสาหกรรมที่ดีจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงวางแผนการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ตามแนวคิดขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) ผ่าน 4 แนวทาง เพื่อให้การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Avoidance) 
  • ลดผลกระทบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยมีมาตรการที่ชัดเจน (Minimization) 
  • ฟื้นฟูโดยการปลูกต้นไม้หรือพืชท้องถิ่นรายปี (Rehabilitation) 
  • ปลูกต้นไม้นอกพื้นที่โครงการ เพื่อชดเชยผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Offset)

ด้านตัวอย่างในภาคปฏิบัติที่เด่นชัด เช่น การนำหัวข้อ ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ ครอบคลุมถึงความสำคัญ การใช้ประโยชน์ และแนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน มาเป็นประเด็นหลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนไทยผ่าน โครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพาเวอร์กรีน ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของธุรกิจบ้านปูที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เป็นการจัดกิจกรรมรุ่นที่ 14

วัตถุประสงค์ของ เพาเวอร์กรีน เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความหลากหลายชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ตลอดจนปลูกจิตสำนึก และสร้างกระบวนการให้เยาวชนได้มีส่วนในการร่วมคิดหาวิธีการในการจัดการ ป้องกัน และร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์การปลี่ยนแปลงสภาพ


ข้ามฝั่งไปยัง ITM อินโดนีเซีย

บ้านปู โดย PT. Indo Tambangraya Megah Tbk (ITM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในอินโดนีเซียยังจัดทำโครงการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ITM Biodiversity Conservation Program) ขึ้น โดยร่วมมือกับ สวนพฤกษศาสตร์เปอร์โวดาดี (Purwodadi Botanical Garden) เดินหน้าศึกษาพรรณพืชกว่า 1,000 สายพันธุ์ อาทิ กล้วยไม้ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ และยังเป็นก้าวสำคัญต่อการศึกษาวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ โดยมีการนำพันธุ์ไม้เนื้อแข็งต่างๆ ไปเพาะเลี้ยงในสวนพฤกษศาสตร์ดังกล่าวรวมจำนวน 146 สายพันธุ์ เพื่อรักษาพืชสายพันธุ์ท้องถิ่นและคงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่

กอปรกับความตั้งใจที่จะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและส่งต่อองค์ความรู้สู่ภายนอก บ้านปูจึงจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุบาลพืชท้องถิ่นให้แก่คนในชุมชน รวมถึงจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ

  • หนังสือสำหรับเด็ก ชื่อว่า Green Mission in a Coal Mine เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เด็กๆ 
  • หนังสือชื่อ Ketika Tambang Mengelola Keanekaragaman Hayati (When Mining Conducts Biodiversity Conservation) เพื่อเผยแพร่และให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพของธุรกิจเหมืองให้แก่หน่วยงานหรือผู้ที่สนใจ

อุดมลักษณ์กล่าวถึงมาตรการและนโยบายในการดำเนินธุรกิจบ้านปูไว้ว่า

ด้วยมาตรการที่เคร่งครัด การดำเนินงานที่ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งนอกและในกระบวนการผลิต ทั้งบนบกและในน้ำ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคมที่ปลูกฝังความรู้ให้แก่ชุมชนและเยาวชน บ้านปูมั่นใจว่าองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในแนวทางในการช่วยบริหารจัดการและป้องกันไม่ให้กิจกรรมของบริษัทสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างความตระหนัก ความใส่ใจ และความร่วมมือจากชุมชนและสังคม โดยบ้านปูจะยังคงยึดมั่นในนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เดินหน้ารักษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดความยั่งยืนต่อไป”


อ้างอิงข้อมูลจาก 

  • ความหลากหลายทางชีวภาพ (BIODIVERSITY) โดย ผศ.ดร.ประสิทธิ์ วังภคพัฒนวงศ์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | www1.science.cmu.ac.th
  • The Sustainable Development Goal 15 | https://sustainabledevelopment.un.org