Dark Side of Industrialization จาก Okja ถึง Food, Inc. และ Merchants of Doubt (ตอนจบ)

176

ไม่ว่าจะมีข้อค้นพบ และป่าวร้องก้องโลกกันอย่างไร การโยนก้นบุหรี่ทิ้งข้างทางนั้น แม้จะเหลือเพียงมวนสั้นๆ ซึ่งสิงห์อมควันหลายคนมักคิดในใจว่า “เดี๋ยวมันก็มอดไปเอง”


แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก้นบุหรี่ที่ดูเหมือนจะราไฟ กลับสามารถลุกไหม้ต่อเนื่องได้อีกนานถึงครึ่งชั่วโมง!

อุตสาหกรรมบุหรี่จึงถูกชี้เป้าให้เร่งผลิตบุหรี่ที่สามารถมอดดับเองได้ ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินในการวิจัย และลงเรี่ยวลงแรงอีกไม่ใช่น้อย กว่าจะสร้างบุหรี่ที่มอดเอง และที่สำคัญก็คือต้องดับได้เร็วด้วยตัวของมัน

เมื่อต้องลงทุนลงแรงถึงขั้นควักเนื้อ บรรษัทยาสูบยักษ์ใหญ่จึงใช้กลยุทธ์หนึ่งของ PR คือ “การสร้างข้อกังขา” เพื่อหลบกระแส และเบี่ยงประเด็นข่าว แทนที่จะหันหน้าเผชิญกับปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

ยุทธการแรก ที่อุตสาหกรรมบุหรี่ในยุคนั้นงัดขึ้นมาก็คือ “การโยนบาปให้แพะ” ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อ ว่าแพะตัวนั้น เมื่อเอ่ยชื่อแล้วแทบจะไม่เกี่ยวข้อง หรือถ้าเกี่ยวข้องก็เกี่ยวน้อยมากกับบุหรี่ นั่นคือ “เฟอร์นิเจอร์”

บรรษัทบุหรี่ข้ามชาติ พยายามสร้างข้อกังขาขึ้นมาในสังคม ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัคคีภัยนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่บุหรี่ แต่เป็นเพราะ “เฟอร์นิเจอร์” ต่างหากที่ไม่ทนไฟ โดยชักแม่น้ำทั้ง 5 คือการหยิบเอาผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาหว่านล้อมผ่านสื่อมวลชน

นั่นคือ การรณรงค์ให้รัฐบาลบังคับใช้ข้อกฎหมายที่ว่าด้วย “สารหน่วงไฟ” หรือ Flame Retardants

อุตสาหกรรมบุหรี่ชี้ว่า เป็นเพราะ “เฟอร์นิเจอร์” ไม่มี “สารหน่วงไฟ” มันจึงไม่ทนไฟ และเนื่องจาก “เฟอร์นิเจอร์” ส่วนใหญ่มีไม้เป็นวัสดุหลัก ประกอบกับมีอุปกรณ์อ่อนนุ่มหุ้มห่อ เช่น ฟองน้ำ นุ่น ฝ้าย เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ดังนั้น “เฟอร์นิเจอร์” ที่ไม่มี “สารหน่วงไฟ” จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัคคีภัย ไม่ใช่บุหรี่?

จะว่าไปแล้ว ธุรกิจยาสูบ ก็เหมือนกับองค์กรพาณิชย์ทั่วไปที่ต้องใช้ทฤษฎี SWOT ในการวางแผนกลยุทธ์

SWOT คือการค้นหา “จุดแข็ง” หรือ Strength (S) “จุดอ่อน” Weakness (W) “โอกาส” Opportunity (O) และ “ภัยคุกคาม” Threat

ดังนั้น “ภัยคุกคาม” ตามยุทธการที่หนึ่งขององค์กรบุหรี่ก็คือ “เฟอร์นิเจอร์” ที่ไม่ทนไฟ

ปรากฏว่า แคมเปญการสร้างข้อกังขาแรก ได้มีส่วนทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนได้รับสารพิษปนเปื้อนในร่างกายจากการใช้ “สารหน่วงไฟ” ในอุตสาหกรรม “เฟอร์นิเจอร์” ที่ต่างพากันกลัวข้อครหา จัดการยัด “สารหน่วงไฟ” เข้าไปใน “เฟอร์นิเจอร์” แทบทั้งหมดที่ผลิตขึ้นมาในขณะนั้น

เพราะบริษัทยาสูบ ได้ใช้กระบวนการ PR ประโคมข่าวอย่างหน้าด้านๆ ว่า “เฟอร์นิเจอร์” ที่ไม่มี “สารหน่วงไฟ” คือ “ภัยคุกคาม” ขององค์กรบุหรี่ดังที่ได้กล่าวไปนั่นเอง

กลเม็ดที่สองของอุตสาหกรรมบุหรี่ในการ “สร้างความกังขา” ที่รับรองได้ว่า ถ้าแฟน SALIKA ได้ทราบแล้ว ก็จะต้องตกตะลึงในความกล้า

นั่นก็คือ การดุนหลัง “บุคคลที่สาม” อย่าง “พนักงานดับเพลิง” ให้กลายเป็นแพะรับบาปตัวที่สองตาม “เฟอร์นิเจอร์” มาติดๆ

แต่แล้ว กลยุทธ์นี้ก็กลับตาลปัตรอย่างสุดคาดเดา เพราะคราวนี้ แทนที่บรรษัทยาสูบ จะโบ้ยง่ายๆ ด้วยการโยนเผือกร้อนไปใส่มือ “พนักงานดับเพลิง” ผู้มีหน้าที่ “ดับไฟ” ที่เกิดจากปัญหาการทิ้งก้นบุหรี่ เหมือนที่เคยสร้างตราบาปให้กับธุรกิจ “เฟอร์นิเจอร์”

การณ์กลับกลายเป็นว่า อุตสาหกรรมบุหรี่ไปดึงเอา “หน่วยดับเพลิง” ให้มาเป็นพันธมิตรกับตน

ด้วยการส่งคนของบริษัทยาสูบแทรกซึมเข้าไปใน “วงการนักดับเพลิง” และฝังตัวอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน โดยรอให้ขึ้นตำแหน่งเป็นถึงกรรมการฝ่ายกฎหมายในสมาคมหน่วยดับเพลิงแห่งสหรัฐอเมริกา

วัตถุประสงค์ก็เพื่อสร้างนโยบายการบริจาคเงินทางอ้อมแบบลับๆ ให้แก่ “อาสาสมัครผจญเพลิง” มากถึงชั่วโมงละ 200 เหรียญ เพื่อซื้อความไว้วางใจ

จากนั้นได้ล้างสมอง “พนักงานดับเพลิง” ทั่วประเทศ ว่าสาเหตุที่ทำให้ชาวอเมริกันหลายพันคนต้องตายในเหตุการณ์อัคคีภัยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัคคีภัยนั้น ไม่ใช่ “บุหรี่” หากแต่เป็น “เฟอร์นิเจอร์” ที่ไม่ทนไฟ

Merchants of Doubt

Merchants of Doubt สารคดีในปี ค.ศ. 2014 ของ Robert Kenner ผู้กำกับ Food Inc. อันโด่งดัง ชี้ประเด็นว่า ทั้งบรรษัทยาสูบยักษ์ใหญ่ และทั้งองค์กรธุรกิจระดับโลกล้วนใช้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ในการ “สร้างข้อกังขา” ขึ้นมาเพื่อดับกระแสและเลี่ยงบาลีจากผลกระทบในแง่ของข่าวด้านลบที่เกิดขึ้นกับองค์กร

คือแทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา แต่กลับฟอกตัวให้สะอาดด้วยการเลี่ยงประเด็นไปเน้นที่ตัว “เชื้อเพลิง” ไม่ใช่ “ต้นเพลิง” ตามตรรกะปกติ

จบจากประเด็น “บุหรี่”, “เฟอร์นิเจอร์” และ “พนักงานดับเพลิง” Merchants of Doubt ได้พาเราไปรู้จักกับผู้คนมากหน้าหลายตาในแวดวงของ “นักสร้างข้อกังขา”

ไม่ว่าจะเป็น “อุตสาหกรรมอาหาร” “สุรา” “ยาฆ่าแมลง” “ปุ๋ยเคมี” “พืชจีเอ็มโอ” “ปิโตรเลียม” “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” “ถ่านหิน” ฯลฯ

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “บุคคลที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน” ทั้งทับซ้อน และเกี่ยวโยงกัน ประดุจดั่งใยแมงมุมยักษ์นั่นเองครับ!


ความเดิมตอนที่แล้ว สะท้อนด้านมืดจากเรื่อง Okja และ Food Inc.

Dark Side of Industrialization จาก Okja ถึง Food, Inc. และ Merchants of Doubt (ตอนแรก)

Dark Side of Industrialization จาก Okja ถึง Food, Inc. และ Merchants of Doubt (ตอนที่ 2)