จาก “สลายสีเสื้อ” ถึง “สตั๊ดลูกกวาด”

219

รองเท้า “สตั๊ด” (Studs) มีรากฐานมาจาก “รองเท้าคนงาน” ในโรงงานบนเกาะอังกฤษ ที่เมื่อเลิกงานตอนเย็นก็ลงสนามเตะฟุตบอลกันเลยก่อนกลับบ้านในยุคทศวรรษ 1800


เป็นที่ทราบกันทั่วไป ว่า “รองเท้าคนงาน” หรือ Safety Shoes ผลิตขึ้นเพื่อห่อหุ้มเท้าคนงานอย่างรัดกุม ปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับเท้าของคนงานในโรงงาน

โดยใช้หนังแท้ที่ทนทานในการตัดเย็บ ขึ้นรูปทรง Boot โดยเฉพาะด้านหัวรองเท้าที่มีโอกาสเสี่ยงสัมผัสภยันตรายนานัปการในโรงงานนั้น จึงมีเหล็กเสริมอย่างดี การตัดเย็บแน่นหนา

ปรัชญาของ “สตั๊ด” จึงมีที่มาจากรองเท้าคนงานในโรงงานดังที่กล่าวไปข้างต้น สืบทอดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เพราะฟุตบอลคือกีฬาปะทะ เหมือนงานในโรงงาน

ทั้ง Safety Shoes และ Studs จึงมีรูปลักษณ์ที่ถอดแบบกันมา โดยเฉพาะในยุคแรกก็คือ “รองเท้าคู่เดียวกัน” อย่างที่เรียนไป นับ 100 ปีที่ Design แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย

นั่นคือรูปลักษณ์ของรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มซึ่งเป็นสีธรรมชาติของหนังวัว และหนังจิงโจ้ ที่นิยมนำมาใช้ทำ Safety Shoes และ Studs ไปจนถึงการใส่สีดำสุด Classic ลงไป

นานพอดู กว่าที่ “รองเท้าคนงาน” และ “สตั๊ด” หรือ “รองเท้าฟุตบอล” จะแยกขาดออกจากกัน เมื่อสโมสรกีฬาของคนงาน พัฒนาตัวเองเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ ลงเตะในลีก

ในยุคทศวรรษ 1900 เริ่มมีการใส่สัญลักษณ์ยี่ห้อ และเอกลักษณ์ลวดลาย Design ต่างๆ ลงไปบน “สตั๊ด” สร้าง Brand Loyalty เพื่อการจดจำของนักกีฬาและแฟนบอล

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 มี “สตั๊ด” 3 Brand คือ Gola, Hummel และ Valsport ออกวางจำหน่าย ซึ่งมีส่วนในการวางรากฐานการผลิตและจัดจำหน่ายในยุคปัจจุบัน

Gola เป็นแบรนด์จากเกาะอังกฤษ Hummel จากเดนมาร์ก และ Valsport จากอิตาลี จะเห็นได้ว่า มีเพียงยี่ห้อ Hummel เท่านั้น ที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการฟุตบอลระดับสูง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แบรนด์จากเยอรมันตะวันตก คือ Adidas และ Puma พาเหรดกันกวาดแชมป์เก่าตกเวที และยึดครองตลาดรองเท้า “สตั๊ด” จนถึงทุกวันนี้

ที่ต่อมาแม้จะมีแบรนด์เกิดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mitre (อังกฤษ) Joma (สเปน)  Asics (ญี่ปุ่น) Diadora (อิตาลี) Umbro (อังกฤษ) Lotto (อิตาลี) และ Kelme (สเปน)

แต่ทั้งหมดก็ยังคงปรัชญา “สตั๊ดสีดำ” เอาไว้ร่วมกัน นัยว่ายังไม่มี Designer คนไหนให้ความใส่ใจ Design ของ “สตั๊ด” แม้กระทั่งเจ้าแห่งแฟชั่นอย่าง Nike (สหรัฐอเมริกา) ก็ตาม

อย่างไรก็ดี แม้จะติดยี่ห้อเล็ก และการเสริมลวดลายต่างๆ ของแต่ละแบรนด์ลงไปบน “สตั๊ด” ทว่า ส่วนใหญ่ “สตั๊ด” ยังใช้สีดำเป็นพื้นทั้งหมด ไม่ต่างจาก Motto ของ Ford

ที่เคยอหังการ์กล้าประกาศต่อชาวโลกว่า “You can have it in any color you want, as long as it is black” คุณสามารถมีรถสีอะไรก็ได้ที่คุณชอบ ตราบใดที่มันเป็นสีดำ

ความหมายคือ การไม่แยแสต่อกลไกทางการตลาด เมื่อ Ford ครองตลาดรถยนต์กว่า 90% ทั่วโลกในตอนนั้น คือใครๆ ก็ต้องใช้รถ Ford แม้จะไม่มีสีให้เลือก หรือมีสีดำสีเดียว

แม้จะต่างที่มากับรองเท้า “สตั๊ด” แต่ก็สามารถใช้เทียบเคียงได้ ซึ่งปรัชญานี้อาจนำไปใช้อธิบาย “เสื้อกรรมการฟุตบอล” ในยุคแรก ที่ใช้ “สีดำ” ทั้งเสื้อและกางเกง รวมถึงถุงเท้า

อันเป็นที่มาของฉายา “สิงห์เชิ้ตดำ” ของบรรดา “ท่านเปา” ในสนามฟุตบอลตั้งแต่เริ่มแรก ตราบจนถึงทศวรรษที่ 1990 คือในปียูโร 1992 ที่ริเริ่มให้ “เปา” ใส่เสื้อสีอื่นได้

เป็นการ “สลายสีเสื้อ” ครั้งสำคัญ อันนำมาสู่ การใช้ “สีดำ” กับเสื้อสโมสรฟุตบอลที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะไปซ้ำกับกรรมการที่ไม่ใส่ “เชิ้ตดำ” แล้ว

เปรียบได้กับ วลีอมตะของ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำคนสำคัญแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่กล่าวเอาไว้ว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ” ก็คงจะพอเทียบเคียงกันได้อีก

ในห้วงเวลาเดียวกันกับการ “สลายสีเสื้อ” นี้เอง ที่บรรดา Designer แห่งวงการฟุตบอล ได้พากันออกแบบรองเท้า “สตั๊ด” ทั้งลวดลาย และสีสัน ที่ล้ำหน้า เป็นแฟชั่นกีฬาแห่งยุคสมัย

ตามแบบกีฬาชนิดอื่นๆ ที่เริ่ม “ปลดแอกสีสัน” อุปกรณ์ต่างๆ ในแบบฉบับดั้งเดิมของตน จากสีพื้นๆ หรือจากวัสดุธรรมชาติ มาเป็นผลิตภัณฑ์รูปโฉมใหม่ เปี่ยมด้วยลวดลายสีสัน

ไม่ว่าจะเป็นกีฬาฟิตเนส เช่น ดัมเบลหลากสีสัน จักรยานและวิ่ง ซึ่งกีฬา 2 ชนิดนี้ เสื้อผ้าหน้าผมนั้นโดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะโบว์ลิ่งจากลูกสีดำเป็นสีสดใส และเรือต่างๆ เป็นต้น

รองเท้า “สตั๊ด” ก็เช่นกัน ซึ่งนอกเหนือไปจากลวดลาย และสีสันที่ดูแปลกตาแล้ว เทคโนโลยีเบื้องหลังก็สูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะ ยังคงปรัชญาความปลอดภัยให้กับเท้าเช่นเดิมครับ