จาก ‘STEM สู่ STEAM’ เจาะแผนปั้นมัธยมศึกษาต้นแบบ ความหวังใหม่สร้างเยาวชนคุณภาพป้อนภาคอุตสาหกรรมไทย

413

การขับเคลื่อนนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรเฉพาะทางเพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ 10+2 S-curve เพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว ด้วยสถานการณ์นี้เองที่มากำหนดให้ภาคการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา ต้องปรับแผน ปั้นหลักสูตรเพื่อสร้างความรู้และทักษะด้านวิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) สร้างนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในตอนนี้ ได้พัฒนาแนวคิดของการสร้างความรู้และทักษะจาก ‘STEM สู่ STEAM’ และทักษะที่เพิ่มขึ้นมานั่น คือ ทักษะด้านศิลปะ ที่หมายรวมถึง ความคิดสร้างสรรค์ ความละเอียดอ่อน ซึ่งนับเป็นทักษะที่จำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วย


เด็กมัธยมศึกษาไทยพันธุ์ใหม่ต้องมีทักษะจาก STEM สู่ STEAM ครบทุกมิติ

ก่อนจะไปรับรู้แนวทางการปั้นมัธยมศึกษาต้นแบบที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และ สำนักโครงการและจัดการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. ที่มุ่งหวังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม ขอปูพื้นในเรื่องแนวคิด STEAM โดยโฟกัสไปที่ ตัว A ตัวย่อของ ART ที่เพิ่มมาว่า มีความจำเป็นในฐานะทักษะใหม่ที่เด็กมัธยมไทยต้องเรียนรู้อย่างไรบ้าง

ดร.วิสูตร โพธิ์เงิน

จากบทความของ อาจารย์ ดร.วิสูตร โพธิ์เงิน ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เรื่อง “STEAM ศิลปะเพื่อสะเต็มศึกษา : การพัฒนาการรับรู้ความสามารถและแรงบันดาลใจให้เด็ก” ได้ให้แนวคิดของ STEAM ไว้โดยอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของ ART ที่เพิ่มมาว่า

“STEAM เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่นำศิลปะมาบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ปัจจัยสำคัญในการนำแนวคิด STEAM มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ บริบท (Context) การออกแบบสร้างสรรค์ (Creative Design) และการสร้างความจับใจ (Emotional Touch) ในการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญ 4 ประเด็น คือ หนึ่ง การบูรณาการ (Integration) สอง ความหลากหลาย (Variety) สาม ความลึก (Deep) และ สี่ ความเป็นพลวัต (Dynamic)” 

นอกจากนั้น บทความของอาจารย์ ดร.วิสูตร ยังได้อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ทำไมทักษะด้าน ART ที่สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ ความละเอียดเพื่อสร้างความประทับใจ จึงมีความสำคัญสำหรับเยาวชนยุคนี้

“เนื่องจากปัจจุบัน เราอยู่ในยุคของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ซึ่งผสมผสานกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ในการทำธุรกิจให้ความสำคัญกับการแข่งขันกันในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการบนฐานความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ให้สามารถนำไปปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งของลูกค้า ไปจนถึงในระดับสังคมและประเทศชาติ ซึ่งผลลัพธ์เช่นนี้ จำเป็นต้องประยุกต์เอาทักษะด้านศิลปะ โดยเฉพาะในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่บูรณาการเอาความละเอียดอ่อนด้านต่างๆ เข้ามาทำให้ชิ้นงานนั้น มีความหลากหลาย ความลึก และมีพลวัต ที่น่าสนใจมากกว่าแค่เป็นผลิตภัณฑ์และบริการแบบเดิม”

“ด้วยความจำเป็นที่กล่าวมานี้เอง ทำให้เยาวชนของชาติในตอนนี้จำเป็นต้องมีทักษะด้าน ART โดยเฉพาะ การมีความคิดสร้างสรรค์ ในทางที่ สร้างสรรค์ จริงๆ ซึ่งถ้าอ้างอิงตามนักคิดระดับโลก จะนิยามไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความคิดหลากหลายทิศทาง หลายแง่ หลายมุม คิดได้กว้างไกล ซึ่งความคิดนี้จะนำไปสู่การคิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่ รวมถึงการคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง”

“ส่วนการสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ได้ สิ่งนั้นจะต้องเป็นการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำกับที่เคยมีมา โดยใช้กระบวนการคิด ลงมือทำ จนเกิดสิ่งนั้นขึ้นด้วยมันสมองและสองมือของตัวเอง จึงจัดว่าเป็นผลงานจากการสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าและมีประโยชน์”

อาจารย์ ดร.วิสูตร ผู้เขียนบทความนี้ยังได้ย้ำถึงแนวคิดสำคัญของแนวทางการสร้างทักษะให้เด็กไทย จาก STEM สู่ STEAM ด้วยว่า

“ในศตวรรษที่ 21 การคิดยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ ประเทศชาติยังต้องการ นวัตกรรม แนวคิดในการรับมือกับปัญหาและนำเสนอทางออกของปัญหา ที่ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยทักษะการคิดชั้นสูง ซึ่งหากอ้างอิงตามแนวคิดพุทธิพิสัย หรือ Cognition Domain ระดับการเรียนรู้ตามแนวคิดพุทธิพิสัยนี้ ต้องอาศัยสมองเป็นหลักเพื่อให้จดจำข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ นำมาสู่การทำความเข้าใจและนำข้อมูลไปปรับใช้ในสถานการณ์อื่นได้อย่างเหมาะสม จากนั้น จึงนำข้อมูลมาผ่านกระบวนการ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ เพื่อให้สามารถวางแนวทางแก้ปัญหาหรือประเมินค่าเพื่อต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาได้ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยบุคลากรที่มีทักษะ STEAM ครบทุกมิติ”


จากแนวคิดสู่การลงมือทำ กับโปรเจ็กต์ปั้นมัธยมต้นแบบ STEAM ป้อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย

และในวันนี้ แนวคิดเรื่องการสร้างบุคลากรด้วยการติดตั้งทักษะ STEAM ที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ในระดับมัธยมศึกษา ได้ทำให้เกิดโปรเจกต์การปั้นมัธยมต้นแบบ STEAM ป้อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ด้วยความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. แล้ว

สำหรับแนวคิดที่เป็นที่มาให้เกิดโปรเจกต์ความร่วมมือนี้ขึ้น ทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการ สกพอ. กล่าวว่า

“การพัฒนาบุคลากรเป็นเรื่องหลักที่ให้ความสำคัญตั้งแต่ริเริ่มโครงการมาเกือบ 3 ปีแล้ว เพราะคนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืนต่อหลายโครงการที่ สกพอ. กำลังพัฒนา”

ทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์

“โครงการพัฒนาบุคลากรต้นแบบเพื่อผลิตบุคลากรรองรับนโยบาย อีอีซี ในระดับมัธยมศึกษา ที่เราดำเนินการร่วมกับ สบร.จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะที่ 2 ในปี 2562 ด้วยวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเยาวชนกลุ่มใหม่ 500 คน ให้ได้รับแรงบันดาลใจ สนใจเรียนรู้ และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับผู้เรียนอย่างรอบด้าน” 

โดย สกพอ.ต้องการพัฒนาบุคลากรต้นแบบ หรือ Change Agent ของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการต่อยอดครู เยาวชนที่เคยร่วมค่ายในระยะที่ 1-2 และนักศึกษาที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการฝึกอบรมต้นแบบในพื้นที่อีอีซี 500 คน ที่จะนำมาสู่การปรับใช้ความรู้ในกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์และการปฏิบัติจริง รวมทั้งยังต้องการสร้างความร่วมมือจากสถานศึกษา ปรับรูปแบบของโมดูลการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาของสถานศึกษาในอีอีซีให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้นอย่างน้อย 1,000 คน

ความต้องการของตลาดแรงงานที่กล่าวถึงนี้ รองเลขาธิการ สกพอ.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จะอิงตามอุตสาหกรรมกรรมเป้าหมายหลักทั้ง 10 ด้าน ที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นธุรกิจสะอาดและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น ทางโครงการฯ จึงต้องการส่งเสริมให้เยาวชนที่มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ มีโอกาสได้เข้าสู่ตลาดแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ด้วยการจัดค่าย EEC Innovative Role Model เพื่อให้เยาวชนลองเรียนรู้ ค้นหาความชอบและความถนัด ซึ่งนำไปสู่การศึกษาต่อยอดและประกอบอาชีพในพื้นที่ที่อาศัยและเป็นสาขาอาชีพที่มีรายได้ดีในที่สุด


กิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่จะเกิดขึ้นในโครงการปั้นมัธยมต้นแบบ

ด้าน อภิชาติ ประเสริฐ ผู้อำนวยการ สบร. ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับ สกพอ. เพื่อพัฒนาเยาวชนต้นแบบบระดับมัธยมศึกษา ว่าจะเกิดกิจกรรมส่งเสริมการสร้างทักษะ STEAM มากมาย

อภิชาติ ประเสริฐ

“วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ ก็เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กมัธยมศึกษาพัฒนาตนเอง และเลือกเรียนต่อในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอีอีซี โดยเน้นการพัฒนาหลักสูตรให้มีความน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าทำได้จะทำให้เยาวชนมีความสุขในการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะนอกจากเรียนรู้องค์ความรู้เกี่ยวกับด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ ยังสามารถต่อยอดทักษะด้านการนำศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะในการคิดวิเคราะห์ ทักษะในการแก้ปัญหา และทักษะในการทำงานเป็นทีมใส่เข้าไปในกิจกรรมด้วย” 

นอกจากนั้น หน่วยงานผู้จัดยังคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยให้เยาวชน ครู อาจารย์ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ได้ตื่นตัว เกิดแรงบันดาลในการพัฒนาตนเอง มองเห็นช่องทางด้านอาชีพ และเตรียมพร้อมตนเองทั้งในด้านความรู้และทักษะให้สอดรับกับตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

กิจกรรมในเดือนพฤศจิกายนนี้ มี 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  • การถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่

โดยจะถ่ายทอดให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็น บุคลากรต้นแบบในพื้นที่ EEC : Technologies Integration for Modern Education ใช้เวลาเรียน 2 วัน รวม 12 ชั่วโมง ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

ทั้งนี้ จะรวบรวมและเชื่อมโยงเนื้อหาด้าน Internet of things หรือ IoT และการประยุกต์ใช้งาน การออกแบบอย่างสร้างสรรค์ด้านกราฟิกสองมิติ สามมิติ และแอนิเมชัน การพัฒนาเว็บและโมบายล์แอปพลิเคชันสมัยใหม่เพื่อการใช้งานจริง เทคโนโลยีวีอาร์และเออาร์สำหรับเกมและสื่อความบันเทิง การควบคุมและติดตามการทำงานของหุ่นยนต์ในระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเครื่องจักร การสอนและการเรียนสมัยใหม่สำหรับอนาคต

  • จัดค่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่

บุคลากรต้นแบบในพื้นที่ : EEC Innovation Youth Camp จะได้เรียนหลักสูตรค่ายเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ค่ายเทคโนโลยีเกมและแอนิเมชัน ค่ายเทคโนโลยีการบินและอวกาศ ค่าย IoT ค่ายละ 1 วัน


ทั้งนี้ โครงการพัฒนาบุคลากรต้นแบบเพื่อผลิตบุคลากรรองรับนโยบายอีอีซีระดับมัธยมศึกษาครั้งนี้ เป็นโครงการต่อเนื่อง ากโครงการศึกษาและจัดทํามาตรการสําคัญภาครัฐเพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับอีอีซี ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2560 มีเยาวชนและครูผู้สอนเข้าร่วมแล้วถึง 4,800 คน


อ้างอิง :


ไม่อยากตกเทรนด์ความพยายามในการพัฒนาอนาคตของชาติ ให้มีคุณสมบัติตอบโจทย์ภาอุตสาหกรรมเป้าหมาย คลิกอ่านต่อเลย

‘หลักสูตร Reskill & Upskill’ ความจำเป็นระดับชาติ ตอบโจทย์การพัฒนาบุคลากรคุณภาพภาคอุตสาหกรรม แบบตรงเป้า

นับถอยหลังสู่ เวิร์คช็อป ไทย-ออสเตรีย ยกระดับการพัฒนาบุคลากร ป้อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายไปอีกขั้น

เด็กคนไหนผันวรรณยุกต์เพี้ยน ชวนมา ‘เรียนรู้อักษรสามหมู่’ ผ่าน Mobile App จาก ม.ราชภัฏยะลา