ทำอย่างไร? ถ้าไทยสูญเสียความสามารถด้านการแข่งขันให้เวียดนาม

224

ท่ามกลางแนวโน้มมาตรการกีดกันทางการค้าในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต่างพิจารณา ‘ย้ายฐานการผลิต’ มากขึ้น แม้ไทยจะมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยเพื่อเลี่ยงมาตรการภาษีโดยเห็นได้จากที่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 มีจำนวนถึง 758 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี แม้ว่าหลายบริษัทจะมีการย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพิ่มขึ้นแต่บริษัทจำนวนมากเลือกที่จะไปตั้งฐานการผลิตในประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม ขณะที่หลายบริษัทมีแนวโน้มที่จะย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศอื่นๆ เช่น บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นมีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตเครื่องซักผ้าจากไทยไปยังอินโดนีเซีย

ทั้งนี้หากพิจารณามูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศอื่นๆ


ห่วงโซ่อุปทานโลกกับผลกระทบเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ห่วงโซ่อุปทานโลกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ต้นทุน และศักยภาพด้านการผลิตของแต่ละประเทศ ซึ่งมาตรการกีดกันทางการค้ารวมถึงเทคโนโลยีและดิสรัปชั่นต่างๆ จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกในปัจจุบัน ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ทั้งผลกระทบทางตรงต่อการส่งออก รวมถึงผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งหากไทยไม่สามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันจะก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศอื่นมากขึ้น ส่งผลให้ไทยสูญเสียบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกและส่งผลกระทบทางลบต่อการส่งออกที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน


ต้องถอยออกจากอุตสาหกรรมเก่า

จากการศึกษาโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยพบว่าไทยยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่นเวียดนาม ที่มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงอย่างมากจนเหลือต่ำกว่าร้อยละ 5 ในปี 2018 ซึ่งสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้โดยมากมีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก แสดงให้เห็นว่าไทยยังไม่สามารถยกระดับมูลค่าเพิ่มได้เท่าที่ควร

อุตสาหกรรมการผลิต

การที่ไทยไม่สามารถยกระดับมูลค่าเพิ่มได้เท่าที่ควรและสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศอื่นๆ จะส่งผลให้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอัตราที่ช้าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอุตสาหกรรมที่ไทยไม่สามารถแข่งขันกับเวียดนามและประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ได้ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกราวร้อยละ 20-30 ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปัจจุบัน

นอกจากนี้ไทยยังพึ่งพาการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่และมีความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะปรับตัวช้ากว่าประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอื่นๆส่งผลกระทบให้ไทยไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีได้เท่าที่ควรและมีแนวโน้มที่จะมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกลดลงตามไปด้วย

ทั้งนี้เมื่อมองไปในอนาคต ไทยมีแนวโน้มที่จะถูกแย่งตลาดและถูกลดทอนบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ของไทยอาจมีมูลค่าการส่งออกและมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศลดลงเรื่อยๆ จนอาจหายไปในอนาคต


เร่งเพิ่มศักยภาพด้วยอุตสาหกรรมสมัยใหม่

อุตสาหกรรมที่ไทยยังสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ของไทย ต่างมีลักษณะเฉพาะ คือ มีการยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้สูงขึ้น (Moving up the value chain) และมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศค่อนข้างยาว รวมถึงมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งจนก่อให้เกิดการประหยัดจากการผลิตคราวละมากๆ (Economies of Scale) ส่งผลให้เกิดความไม่คุ้มทุนหากจะย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศอื่น

ภาคการผลิต ย้ายฐานการผลิต

นอกจากนี้ ไทยถือว่ามีศักยภาพการผลิตในอุตสาหกรรมเหล่านี้ค่อนข้างสูงเนื่องจากมีความพร้อมทางเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลมากกว่าหลายประเทศ อีกทั้งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยมีตลาดขนาดใหญ่ที่จะรองรับสินค้าขั้นปลายน้ำของอุตสาหกรรมเหล่านี้

แต่เมื่อมองไปในอนาคต อุตสาหกรรมเหล่านี้ของไทยก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญความท้าทายมากขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยไทยมีแนวโน้มที่จะไม่ได้เป็นศูนย์กลางการผลิตหลักที่เดียวในภูมิภาคอีกต่อไป ทั้งนี้การที่ไทยมีความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับญี่ปุ่นอย่างมากในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นและอาจมีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง ส่งผลให้ไทยต้องอย่านิ่งนอนใจว่าอุตสาหกรรมที่ไทยยังคงรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้ในปัจจุบันจะขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วดังในช่วงที่ผ่านมา โดยประเทศเกิดใหม่ต่างๆ มีแนวโน้มที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดของไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต


อีอีซี’ เดินมาถูกทาง

ดังนั้น กลยุทธ์ที่ไทยควรดำเนินต่อไปในอนาคตคือ ควรมุ่งเน้นยกระดับตนเองและเพิ่มศักยภาพการผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้ไทยยังสามารถแข่งขันในเวทีโลกและทิ้งห่างเวียดนามได้ ซึ่งทางรัฐบาลไทยเดินมาถูกทางในการพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ที่รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ อาทิอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมดิจิทัล

EEC HDC การศึกษายุคใหม่ ย้ายฐานการผลิต

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ได้ไม่มากเท่าใดนัก โดยการลงทุนส่วนมากยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมเดิมๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากไทยยังขาดความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและแรงงานทักษะสูง โดยหากพิจารณาปัจจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไทยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงร้อยละ 0.8 ในปัจจุบัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วที่ร้อยละ 2.5

อีกทั้งไทยยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กว่า 50,000 ตำแหน่งในปัจจุบัน ในขณะที่เวียดนามพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของตนมากขึ้น ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานในเวียดนามเติบโตถึงร้อยละ 8.3 โดยเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับร้อยละ 4.5 โดยเฉลี่ยของแรงงานไทย

ดังนั้นเพื่อให้ไทยสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันและไม่ถูกแซงหน้าโดยประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่แข่งในระดับภูมิภาคเช่นเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของตนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมถึงยกระดับปัจจัยการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เหล่านี้

ทั้งนี้แพ็กเกจพิเศษของสำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงนักลงทุนย้ายฐานการผลิตจากสงครามการค้าที่มุ่งเน้นแข่งกับเวียดนามนั้น อาจเป็นมาตรการช่วยกระตุ้นการลงทุนได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากไทยคงไม่สามารถแข่งขันกับเวียดนามได้ในระยะยาว ทางรัฐบาลจึงควรตระหนักถึงความสามารถทางการแข่งขันของไทยและออกนโยบายให้สอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาวด้วย


ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย