ปฏิวัติวงการเวชศาสตร์ป้องกัน เปิดตัว “นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก” ลดเวลาพัฒนาวัคซีนไข้มาลาเรียจาก 30 ปี เหลือ 10 ปี

38

เนื่องจาก เวชศาสตร์ป้องกัน หรือ Preventive Medicine คือ ศาสตร์ทางการแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน และลดการแพร่กระจายของโรค ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ดังนั้น ศาสตร์ด้านนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบสาธารณสุข การให้บริการทางการแพทย์ของไทยตามหลัก “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ซึ่งโรคหนึ่งที่ไม่เคยหลุดออกจากวงโคจรของการศึกษาวิจัยในศาสตร์ เวชศาสตร์ป้องกัน เลย คือ โรคมาลาเรีย ที่ยังคงเป็นโรคร้ายที่แพร่ระบาดอยู๋ในประเทศเขตร้อน อย่าง ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก

ด้วยเหตุนี้ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมีความพยายามที่จะศึกษาวิจัย เพื่อคิดหาแนวทางในการป้องกันโรคร้ายนี้มาโดยตลอด

กระทั่งล่าสุด ทางคณะฯ ได้สร้างเครือข่ายนักวิจัยด้านไข้มาลาเรีย โดยรวบรวมนักวิจัยทั้งในประเทศและจากนานาชาติ เพื่อมาดำเนินโครงการ “การศึกษาการติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทย” ด้วย ‘นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก’ ซึ่งสามารถลดเวลาการพัฒนาและประเมินวัคซีนจาก 30 ปี เหลือ 10 ปี สร้างแพลตฟอร์มใหม่ตามเทรนด์การพัฒนาวัคซีนของโลกได้อย่างประสิทธิภาพ


เปิดตัว โครงการศึกษาการติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทย ต้นทางจุดกำเนิด ‘นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก’

รศ.ดร.นพ.ประตาป สิงหศิวานนท์

รศ.ดร.นพ.ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึง โครงการ “การศึกษาการติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทย” (Malaria Infection Study Thailand: MIST) ว่าเป็นความร่วมมือของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน โดยหน่วยวิจัยมหิดลไวแว็กซ์ (MVRU) และหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด (MORU) กับนักวิจัยนานาชาติ พัฒนากระบวนการในการประเมินวัคซีนด้วยการใช้ “นวัตกรรมแบบเร่งด่วน หรือ ฟาสต์แทร็ก” มาช่วยลดระยะเวลาจากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 20 – 30 ปี ให้เหลือเพียง 10 – 15 ปี

โครงการนี้จะเริ่มจากการพัฒนากระบวนการในการทดสอบวัคซีนไข้มาลาเรียสายพันธุ์ไวแว็กซ์ ซึ่งเป็นการตัดตอนที่ต้นเหตุของโรค หากประสบความสำเร็จกระบวนการนี้จะถูกนำไปใช้กับการพัฒนาวัคซีนของโรคชนิดอื่นๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับการพัฒนาวัคซีนของโลกและประเทศไทยได้รวดเร็วขึ้น

“สาเหตุที่เริ่มจากการทดสอบวัคซีนป้องกันไข้มาลาเรีย เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังวิตกกับสถานการณ์เชื้อดื้อยาของไข้มาลาเรียที่กลับมาแพร่ระบาด ขณะที่รัฐบาลไทยก็ให้ความสำคัญและตั้งเป้ากำจัดไข้มาลาเรียให้หมดจากประเทศภายในปี 2567 สอดคล้องกับที่องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าจะให้ไข้มาลาเรียหมดไปจากโลกภายในปี 2573”


ไทย ประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่ใช้นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก

ด้าน ดร.นิโคลัส เดย์ ผู้อำนวยการ หน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า

ดร.นิโคลัส เดย์

“ไทย ถือเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอาเซียนที่ร่วมใช้นวัตกรรมฟาสต์แทร็กในการพัฒนากระบวนการในการทดสอบวัคซีน ซึ่งทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อนของมหิดลได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพและความพร้อมตั้งแต่กระบวนการศึกษา พัฒนา ตรวจคัดกรอง วิจัย และติดตามผล โดยกระบวนการทดสอบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการนำยุงที่มีเชื้อมาลาเรียไวแว็กซ์ ซึ่งเพาะจากห้องทดลองที่ปลอดภัยสูงของคณะเวชศาสตร์เขตร้อนส่งออกไปวิจัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้มีการส่งนักวิจัยเข้าร่วมดำเนินการและร่วมสังเกตการณ์กับนักวิจัยจากนานาชาติ เราจึงมีองค์ความรู้และประสบการณ์พร้อมความเชี่ยวชาญนำมาทำในประเทศไทย”

โดย ดร.นิโคลัส เดย์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวใจนวัตกรรมฟาสต์แทร็ก คือ การใช้กระบวนการจำลองการศึกษาในมนุษย์ ซึ่งต้องดำเนินการพร้อมกันทั้งในพื้นที่แหล่งรังโรคและนอกแหล่งรังโรค เพราะคนในแต่ละภูมิภาคจะมีพันธุกรรมและภูมิคุ้มกันที่ต่างกัน จึงต้องติดตามผลเปรียบเทียบประสิทธิภาพแบบคู่ขนาน ซึ่งการที่เลือกไทยเป็นที่ศึกษาก็เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งรังโรคสำคัญ

“การทดสอบประเมินประสิทธิภาพวัคซีนไข้มาลาเรียด้วยวิธีฟาสต์แทร็กเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และโคลัมเบีย โดยกระบวนการนี้ถือว่ามีความปลอดภัย มีมาตรฐานสูง มีประสิทธิภาพและประสบผลเป็นที่น่าพอใจ จนสามารถนำวัคซีนที่ทดสอบแล้วบางตัวไปเริ่มใช้ในทวีปแอฟริกา ซึ่งการทดสอบในประเทศไทยคาดจะเริ่มเดือนตุลาคม 2562 เป็นต้นไป”

ดร.เจตสุมน สัตตบงกช ประจำศรี

ขณะที่ ดร.เจตสุมน สัตตบงกช ประจำศรี ผู้อำนวยการ หน่วยวิจัยมหิดลไวแว็กซ์ กล่าวว่า

องค์ประกอบสำคัญของกระบวนการจำลองการศึกษาในมนุษย์ มี 4 ข้อ คือ  

  1. นักวิจัยที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ
  2. องค์ความรู้และมีงานวิจัยจากนานาประเทศผสานความชำนาญในการดูแลรักษาโรค
  3. ห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ที่พร้อมตรวจสอบ ติดตาม ประมวลผล  
  4. จริยธรรม ธรรมาภิบาลและมาตรฐานในทุกขั้นตอนที่ดำเนินอย่างเคร่งครัด

หากโครงการนี้สำเร็จจะช่วยให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่มีการระบาดของไข้มาลาเรียชนิดไวแว็กซ์สามารถกำหนดมาตรการในการป้องกัน ควบคุม และกำจัดไข้มาลาเรียชนิดไวแว็กซ์ได้อย่างถาวร ทั้งเป็นโมเดลสำหรับพัฒนาวัคซีนในอนาคตเนื่องจากช่วยย่นเวลาทดสอบประสิทธิภาพวัคซีน ลดงบประมาณที่ต้องใช้ในการทดสอบ รวมถึงจำนวนอาสาสมัครในการเข้าร่วมโครงการด้วย


ร่วมภูมิใจกับ นวัตกรรมทางการแพทย์ ฝีมือบุคลากรทางการแพทย์ไทย กันต่อ

เพิ่มโอกาสรักษา ‘ผู้ป่วยโรคมะเร็ง’ ด้วย นวัตกรรมทางการแพทย์อัจฉริยะ ฝีมือนักวิจัยไทย

โรคหายาก ความท้าทายใหม่ของวงการแพทย์ไทย ที่ก้าวผ่านไปได้ ด้วยการศึกษาวิจัยแบบกัดไม่ปล่อย

เปิดมิติใหม่วงการแพทย์ ใช้เอไอ ออกแบบเมนูอาหารเพื่อ ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ กินประจำได้ผลดี 2 เด้ง ทั้งรักษา & ป้องกัน