‘ดร.ภากร ปีตธวัชชัย’ สร้างตลาดทุนไทยในฝัน เป็นพลังแห่งการแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือนไทย อย่างยั่งยืน

284

คมคิดของ ‘ดร.ภากร ปีตธวัชชัย’ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้รับการสื่อสารออกมาผ่านการปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “แนวพระราชดำริ ภูมิคุ้มกันสังคม วัคซีนธุรกิจยั่งยืน” ที่จัดโดย “หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ” และ “สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” ได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน เมื่อผู้เปรียบเหมือนซีอีโอของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนไทยท่านนี้ เกริ่นออกมาว่า “ตลาดทุนควรจะมีส่วนช่วยสร้างภูมิคุ้มกันสังคมและยกระดับสังคมยั่งยืนได้อย่างมีนัยสำคัญ”

โดยบทบาทของ ตลท. ในยุคที่ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กุมบังเหียนนั้น ควรดำเนินไปอย่างจริงจังและต่อเนื่องผ่านการดำเนินการของ ตลท. ใน 2 รูปแบบ นั่นคือ

หนึ่ง การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้ ยกระดับความรู้ทางการเงิน ความมั่นคงทางการเงิน (financial literacy) ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศก้าวผ่านกับดักความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างคุณภาพให้กับบริษัทจดทะเบียน โดยการยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจ จนพัฒนามาสู่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (environmental) และสังคม (social) รวมเป็น ESG ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไป


ดร.ภากร ปีตธวัชชัย ฟันธง ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ตัวชี้วัดบทบาทของ ตลาดทุนไทย ต้องชัดเจน

การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้มีภูมิคุ้มกันและสามารถพัฒนาไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างจริงจังใน 2 บทบาทที่กล่าวมาของ ตลท. ‘ดร.ภากร ปีตธวัชชัย’ เน้นย้ำ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง สิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบ อย่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรม ไปจนถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมไทย

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย

“ทุกภาคส่วนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับสภาพแวดล้อมที่จะเปลี่ยนไป ซึ่งการที่ ตลท.ร่วมมือกับทุกภาคส่วนจึงเหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ผสานพลังจากจุดเล็กๆ ของระบบเศรษฐกิจ เชื่อมเป็นภาพใหญ่ ซึ่งภาพใหญ่นี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนชาวไทยในเรื่องความรู้ ความสามารถทางการเงิน (financial literacy) ซึ่งหลายคนอาจมองว่าไกลตัว แต่ความรู้ในด้านนี้มีความสำคัญมาก และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” 

เพราะจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนของไทยที่น่ากังวลไม่น้อย ดังนี้

  • หนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% ภายใน 10 ปี จาก 53.5% ของ GDP ในปี 2552 เป็น 78.6% ของ GDP ในปี 2561
  • ครองอันดับประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย (รองจากเกาหลีใต้)
  • คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย แถมเมื่ออายุมากขึ้น ยังมีหนี้มากขึ้นไปด้วย จนเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ประเด็นนี้น่าเป็นห่วงมากที่สุด

โดยปัจจัยเสี่ยงที่เป็นตัวการดึงดูดให้ครัวเรือนไทยสร้างหนี้มากขึ้น คือ

  • วิทยาการทางการแพทย์ จะทำให้เราจะมีชีวิตที่ยืนนานขึ้น ก็ยิ่งทำให้ภาวะหนี้ครัวเรือน เป็นตัวแปรแทรกแซงคุณภาพชีวิตของชาวไทย ที่จะมีอายุยืนขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ e-Commerce ได้รับความนิยมจนเราสามารถเลือกซื้อของผ่านโทรศัพท์มือถือ และจัดส่งได้ถึงที่ ความสะดวกสบายเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับที่ต้องเดินทางไปซื้อของอย่างในอดีต ส่งผลให้การใช้จ่ายเงินมากขึ้น คำนึงถึงการออมน้อยลง และก่อหนี้เพื่อการบริโภคมากขึ้น

ฉะนั้น เกราะป้องกันด่านแรก คือการเผยแพร่ชุดความรู้ที่จะช่วยจำกัดปริมาณหนี้ครัวเรือนไทยไม่ให้สูงขึ้นไปกว่านี้ นั่นก็คือ การมีความรู้ทางการเงินเพื่อการบริหารเงินส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องคำนึงถึง ดร.ภากร อัปเดตถึงภาวะหนี้ครัวเรือน

“เมื่อกลับมามอง ‘หนี้ครัวเรือน- ของไทย พบว่าส่วนใหญ่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 40-50% เป็นหนี้ระยะสั้น เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล, หนี้บัตรเครดิต, หนี้รถยนต์ ในขณะที่หนี้บ้านซึ่งเป็นหนี้ระยะยาวมีเพียง 33% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด”

“ภาระที่เกิดจากหนี้ระยะสั้นเหล่านี้ถือเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ได้รับความกดดันสูงในภาพรวม เพราะการก่อหนี้เป็นการนำเงินในอนาคตออกมาใช้ และมีผลกระทบต่อการบริโภค โดยการก่อหนี้สามารถกระตุ้นการบริโภคได้เฉพาะในช่วงแรก แต่ที่สุดแล้วก็จะฉุดรั้งการบริโภคในอนาคต เพราะต้องนำเงินมาผ่อนจ่าย ทำให้เหลือเงินที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอยมีน้อยลง ซึ่งวงจรที่กล่าวมานี้มีส่วนทำให้เกิดปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาวได้แน่นอน”

“การมีความรู้และทักษะทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานาน แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาวของประเทศ”


ได้เวลาประกาศสงครามกับ ‘ปัญหาหนี้ครัวเรือน’ อย่างจริงจัง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา ตลท.จึงให้ความสำคัญต่อการเผยแพร่ความรู้ทางการเงิน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแรกให้กับประชาชนคนไทย โดย ตลท.ทำงานมาแล้วกว่า 2 ทศวรรษเพื่อวางรากฐานความรู้ทางการเงิน ในหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ระดับนักเรียน ที่ปลูกฝังวินัยการออมเพื่อไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว เพราะยังไม่มีรายได้ ผ่านโครงการ Fin Lit for Youth โดยได้ผลักดันหลักสูตรด้าน personal finance เข้าสู่ระบบการศึกษา (เงินทองของมีค่า) ส่งเสริมความรู้และทักษะนอกห้องเรียนผ่านการแข่งขันเศรษฐศาสตร์ เพชรยอดมงกุฎ

“ในระดับนักศึกษา เราได้เดินหน้าบ่มเพาะความรู้ทางการเงิน ส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน personal finance & investment ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และเตรียมพร้อมนักศึกษาเข้าสู่อุตสาหกรรม (Young Financial Star Competition) ในระดับประชาชนทั่วไป ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ ไปจนถึงวัยเกษียณ”

ส่วนในกลุ่มคนทำงาน เราส่งเสริม financial literacy ในกลุ่มพนักงาน และมีโครงการ Happy Money, Happy Retirement ทั้งยังมีช่องทางให้ความรู้หลากหลาย ที่ ห้องสมุดมารวย มี INVESTORY (พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน) ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุน ส่วนกลุ่มที่เป็นผู้ลงทุน ได้สนับสนุนให้เป็นผู้ลงทุนคุณภาพ ผ่านห้องเรียนนักลงทุน และส่งเสริมความรู้สู่นักลงทุนในวงกว้างผ่าน investor education platform และสื่อ social media, e-Learning

ภารกิจที่สำคัญนี้ ดร.ภากร ย้ำว่าเกิดจากความร่วมมือและผสานพลังทั้งจากภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตรที่ร่วมกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงาน ก.ล.ต. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ดังนั้นการที่ ตลท.ให้ความสำคัญและร่วมมือกับพันธมิตร ตลอดจนเครือข่ายต่างๆ เพื่อเผยแพร่และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้ ยกระดับความรู้ทางการเงิน มีความมั่นคงทางการเงิน จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันแรกให้กับคนไทยใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ไม่สร้างหนี้เกินตัว มีเงินออม เข้าใจถึงทางเลือกในการลงทุนด้วยสินค้าและบริการที่หลากหลาย

นอกจาก ภูมิคุ้มกันที่เป็นการให้ความรู้เรื่องการสร้างหนี้ที่ถูกต้องในระดับบุคคลแก่คนทุกเพศทุกวัยแล้ว ดร.ภากร กล่าวว่า สำหรับภูมิคุ้มกันที่สองที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ภูมิคุ้มกันของภาคธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา ตลท.ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนากฎเกณฑ์และองค์ความรู้เกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตั้งแต่ 25 ปีผ่านมา ทั้งยังวางรากฐานและพัฒนาองค์ความรู้ด้าน CG ให้กับบริษัทจดทะเบียน ซึ่งการที่ภาคธุรกิจมีธรรมาภิบาลที่ดี จะส่งผลให้องค์กรธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายขึ้น ทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้

“กว่า 20 ปีมาแล้วที่เราสร้าง infrastructure สร้างเครือข่ายกับทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรภายในประเทศและต่างประเทศ มุ่งพัฒนาธุรกิจและสังคม โดยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีธรรมาภิบาล CG และให้ความสำคัญกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งปัจจุบัน เราบูรณาการ CG, CSR และมุ่งสู่การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน sustainability”

“ด้วยระบบนิเวศ (ecosystem) ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไป การดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืนเท่านั้น ที่จะสามารถเป็นภูมิคุ้มกัน ทำให้ภาคเอกชนประเทศไทยและโลกของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

ขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างในปัจจุบันมี 20 บริษัทจดทะเบียนไทยมีชื่ออยู่ในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และยังมีอีกหลายบริษัทจดทะเบียนไทย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้โดยเข้าร่วมในโครงการ THSI ของ ตลท.ได้

“ภารกิจในการสร้างภูมิคุ้มกันกับสังคมไทยและโลกของเรา จึงไม่ได้เป็นเรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ได้เป็นเรื่องของภาครัฐ หรือเอกชน แต่เป็นหน้าที่ ภารกิจของพวกเราทุกคนเราต้องร่วมมือกันสานพลังให้เกิดขึ้น สิ่งสำคัญต้องเริ่มต้นจากตัวเรา เริ่มจากครอบครัว จากที่ทำงาน จากธุรกิจที่จะปรับใช้ในชีวิตประจำวัน วิธีการปฏิบัติ และการวางแผนการทำงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ในที่สุดสิ่งต่างๆ จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย และโลกของเรา”


ก่อนจบการปาฐกถา “ดร.ภากร” ย้ำว่า สิ่งที่ ตลท.จะดำเนินการต่อจากนี้คือ การเดินหน้าหาพันธมิตร เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้เกิดภูมิคุ้มกันในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักของสหประชาชาติให้ได้


อ้างอิง ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง “บทบาทตลาดทุนไทย สร้างภูมิคุ้มกันสังคมอย่างยั่งยืน” วันที่ 23 September 2019 จากเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ


มีอีกหลายบทความ สื่อถึงแนวคิดของผู้บริหารหน่วยงานที่มีหน้าที่ขับเคลลื่อนการพัฒนาประเทศไทยในหลากหลายด้าน ให้ได้อ่านกันต่อ

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าแบงก์ชาติ กับ 3 แนวทาง ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทย รับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

“รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก” อธิการบดีป้ายแดง ม.บูรพา ภารกิจนำองค์กร ก้าวสู่ “มหาวิทยาลัยแห่งอีอีซี”

5 ปีแห่งขวากหนามกับความในใจ ‘ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’