ท่าเรือฯ มาบตาพุด เฟส 3 บทพิสูจน์ PPP ‘รัฐ กับ เอกชน’

792

ได้ฤกษ์เข้า ครม. วันนี้ (1 ตุลาคม 2562) สำหรับการเซ็นสัญญาโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP นั่นก็คือ โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) ซึ่งบริษัทกลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์ และ พีทีที แทงค์ (บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินอล จำกัด) ยื่นประมูลเพียงรายเดียว

โดยภายหลังจากที่คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP) NET Cost ได้ข้อยุติการเจรจาเงื่อนไขในสัญญาการเข้าร่วมลงทุนของกลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (1 ตุลาคม 2562) เพื่อพิจารณาเห็นชอบและอนุมัติในการดำเนินโครงการ เพื่อจะนำไปสู่การลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่าง กนอ. และ บริษัทร่วมค้าฯ ในขั้นตอนต่อไป

เป็น 1 ใน 5 เมกะโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี


ควัก 4.7 หมื่นล้าน ปั๊มเศรษฐกิจ 8 หมื่นล้าน

การพัฒนาโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) เป็นการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยภาคเอกชนที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ จะสามารถเข้าไปพัฒนาได้ภายหลังจากที่ลงนามในสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งการร่วมลงทุนในครั้งนี้ภาคเอกชนจะได้สิทธิในการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือ (Superstructure) ประมาณ 200 ไร่ รวมมูลค่าการลงทุนประมาณ 47,900 ล้านบาท แบ่งเป็น กนอ.ร่วมลงทุนเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิไม่เกิน 12,900 ล้านบาท และ ภาคเอกชน 35,000 ล้านบาท ได้แก่ การขุดลอกและถมทะเล พื้นที่ 1,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ 550 ไร่ และพื้นที่เก็บกักตะกอน 450 ไร่ การขุดลอกร่องนํ้าและแอ่งกลับเรือ การก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ และท่าเรือก๊าซรองรับปริมาณการขนถ่ายก๊าซได้ 10 ล้านตันต่อปี เป็นส่วนสำคัญสำหรับการนำเข้าส่งออก ขนถ่ายสินค้ารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 85,300 ล้านบาท
ไม่นับรวมการจ้างงาน ผลตอบแทนโครงการ 47,357 ล้านบาท

ว่ากันว่าในส่วนของภาครัฐจะได้ผลตอบแทนจากโครงการ
สูงถึง
34,221 ล้านบาท จริงหรือไม่? ต้องติดตาม!


ตั้ง 5 หน่วยงานกำกับการลงทุน

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ให้เป็นไปตามสัญญาร่วมลงทุนโดยมีจำนวน 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย

  • ผู้แทนจาก กนอ.
  • ผู้แทนจาก สกพอ.
  • ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด
  • ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม
  • ผู้แทนจากบริษัทเอกชนร่วมลงทุน

เพื่อให้การดำเนินงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญซึ่งเป็น 1 ใน 5 EEC Project List ของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป


ดึงความเชื่อมั่นการลงทุน

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.จะมีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนหลัง ครม.อนุมัติ เพื่อจัดพื้นที่ส่งมอบให้กับบริษัทเอกชนเข้าดำเนินการออกแบบรายละเอียดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือ infrastructure โดยทันที ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะในการพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้บริการนักลงทุนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568 และเชื่อว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในด้านการลงทุนทั้งในและต่างชาติได้อย่างแน่นอน

การพัฒนาโครงการดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้ง First S-Curve และ New S-Curve ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดการพัฒนาในมิติต่างๆ ทั้งมิติเศรษฐกิจและมิติสังคม ก่อให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลต่อภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน นางสาวสมจิณณ์ กล่าว


เตรียมเปิดประมูลต่อช่วง 2

ในอนาคตจะมีการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เป็นการลงทุนพัฒนาก่อสร้างในส่วนของท่าเรือ (Superstructure) กนอ.จะดำเนินการออกทีโออาร์เพื่อประกาศเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วมพัฒนา โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนาท่าเทียบเรือสินค้าเหลวรองรับปริมาณขนถ่ายสินค้าเหลวได้ 4 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2566 และเปิดให้บริการได้ภายในปี 2568 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4,300 ล้านบาท และส่วนงานก่อสร้างพื้นที่หลังท่าจำนวน 150 ไร่ เงินลงทุน 3,200 ล้านบาท (เอกชนลงทุนฝ่ายเดียวโดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่ม) เพื่อรองรับธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดใกล้เต็มศักยภาพรองรับแล้ว จึงจำเป็นต้องขยายเป็นระยะที่ 3 เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลวได้เพิ่มอีก 14 ล้านตันต่อปีในอีก 30 ปีข้างหน้า


อ่านต่อเกี่ยวกับ ‘มาบตาพุด’ และการพัฒนาเมือง

ปตท.คว้าสัมปทาน 2 ท่าเรือน้ำลึก ‘แหลมฉบัง-มาบตาพุด’ ขึ้นแท่นท็อปเทนโลก

ออกแบบเมืองอัจฉริยะ ต้องสอดรับ ‘การพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ’ & เมืองสมาร์ท คนต้องสมาร์ทตามด้วย 2 Key success สมาร์ทซิตี้ อีอีซี