สาลิกาคาบข่าว Vol.273/62

157

บอร์ดอีอีซีดันมาบตาพุดเข้า ครม. เร่งเครื่องเมืองการบินฯไฮสปีดเทรน

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ดอีอีซี กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดอีอีซีโดยมี พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ว่า ความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ทั้ง 3 โครงการในอีอีซี ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่1) โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 .. ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบก็พร้อมลงนามทำสัญญาร่วมกันทันที 2.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คณะกรรมการคัดเลือกจะดำเนินการต่อ โดยกำหนดพิจารณาเอกสารทางเทคนิคให้จบภายในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ และเปิดซองการเงิน เพื่อหาผู้เข้าเจรจาสัญญา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ได้เช่นกั และ 3.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการวางกำหนดการส่งมอบที่ดินให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะส่งมอบที่ดินทั้ง 72% ให้เอกชนภายใน 1 ปี หลังลงนามในสัญญาร่วมลงทุน เพื่อให้เอกชนเริ่มก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จได้ตามกำหนด โดยที่ประชุมยังเห็นชอบให้ รฟท.ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์นี้ เพื่อสรุปแผนย้ายสาธารณูปโภคต่างๆ ออกนอกเขตที่ดินที่จะก่อสร้างโครงการด้วย ซึ่งที่ดินนี้มีสัดส่วนประมาณ 22% โดยแผนการย้ายจะต้องแล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ตุลาคมนี้ เพราะรฟท.มีกำหนดการลงนามในสัญญากับเอกชนผู้ชนะการประมูลคือกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตรหรือกลุ่มซีพี

ทีเส็บจับมือสถาบันการศึกษาภาคตะวันออกปั้นบุคลากรรับการเติบโตธุรกิจไมซ์ในอีอีซี

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวภายหลังพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายด้านการศึกษาไมซ์ในภาคตะวันออก (Eastern MICE Academic Cluster) และโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไมซ์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกว่า ทีเส็บจับมือ 8 สถาบันการศึกษาชั้นนำภาคตะวันออก คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC) ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และมหาวิทยาลัยบูรพา จัดตั้งศูนย์เครือข่ายด้านการศึกษาไมซ์และโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไมซ์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เร่งสร้างบุคลากรไมซ์คุณภาพ รองรับการขยายตัวธุรกิจไมซ์ในพื้นที่ EEC ซึ่งสถิติล่าสุดธุรกิจไมซ์สามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยในแต่ละปีกว่า 1 แสนล้านบาท การปั้นบัณฑิตไมซ์ สร้างคนไมซ์รุ่นใหม่สู่ธุรกิจ ตลอดจนพัฒนายกระดับศักยภาพบุคลากรไมซ์ไทยสู่มืออาชีพระดับสากล รองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจและความต้องการของผู้ประกอบการไมซ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่มีการเติบโตของธุรกิจไมซ์อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ด้าน ดร.อภิชาต ทองอยู่ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC-HDC ยืนยันว่าประมาณการความต้องการบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ปี 2562-2566 มีความต้องการแรงงานในพื้นที่รวมทั้งสิ้นถึง 475,668 อัตรา โดยความต้องการบุคลากรด้านการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและไมซ์มีจำนวนถึง 16,920 อัตรา หรือคิดเป็น 4 % ของความต้องการแรงงานในพื้นที่ทั้งหมด ดังนั้น การลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายด้านการศึกษาไมซ์ในภาคตะวันออก และโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไมซ์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จึงนับว่าตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนด้านนี้อย่างตรงเป้า

กรุงเทพฯ อากาศแย่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกพระโขนงบางรักอ่วม

เว็บไซต์ Airvisual จัดอันดับการวัดค่ามลพิษพบว่าค่าฝุ่นควันตามมาตรฐาน US AQI ประจำวันที่ 30 กันยายน 2562 ในกรุงเทพมหานครสูงถึง 174 เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งสูงถึง 224 โดยมีฝุ่นควันปกคลุมกรุงเทพฯ ในหลายพื้นที่จนทัศนวิสัยย่ำแย่และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อแยกตามเขตพบว่าเขตพระโขนงมีค่า US AQI ที่ 187 ส่วน PM2.5 อยู่ที่ 126 µg/m³ เขตบางรักมีค่า US AQI อยู่ที่ 185 และ PM2.5 อยู่ที่ 120.9 µg/m³ ทั้งนี้ การจัดสภาพอากาศของ Air Visual ใช้ระบบ U.S. Air Quality Index หรือ US AQI ซึ่งมีความละเอียดและเที่ยงตรงมากกว่าการจัดด้วยระบบ Pollutant Standards Index หรือ PSI สำหรับดัชนีที่ 51 – 100 ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง (Moderate) 101 – 150 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มที่มีความละเอียดอ่อน (Unhealthy for Sensitive Groups) และ 151 – 200 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพโดยรวม (Unhealthy)

คาเฟ่ อเมซอนปักธงในจีน ตั้งเป้าสู่แบรนด์ระดับโลก ไต่ฝันทาบสตาร์บัคส์

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ โออาร์ กล่าวว่า โออาร์ ในฐานะบริษัทเรือธง (Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ด้านการค้าน้ำมันและการค้าปลีก ได้เปิดร้าน คาเฟ่ อเมซอน สาขาจู๋ซี ซึ่งเป็นสาขาแรกในประเทศจีน การขยายสาขาไปยังประเทศจีนถือเป็นก้าวสำคัญที่คาเฟ่ อเมซอน จะมุ่งสู่การเป็นโกลบอลแบรนด์ (Global Brand) ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ เนื่องด้วยจีนเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ มีศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจกาแฟอีกมาก และผู้บริโภคชาวจีนมีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระยะแรกจะเริ่มขยายสาขาในจีนตอนใต้ และจะขยายไปในสถานีบริการน้ำมันซิโนเปคทั่วประเทศจีนต่อไป ปัจจุบัน คาเฟ่ อเมซอน เปิดให้บริการ รวม 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ไทย จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว กัมพูชา พม่า ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และโอมาน โดย คาเฟ่ อเมซอน สาขาจู๋ซี เป็นสาขาล่าสุดที่ 2,924 ของโลก ทั้งนี้ การเติบโตไม่ได้เป็นเพียงการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่มีการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีอีกด้วย โดยในปี 2018 คาเฟ่อเมซอน มียอดขายรวมถึง 225 ล้านแก้ว และยังคงมุ่งมั่นนำพาแบรนด์ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกต่อไป

บลู พาร์คกิ้งรุกวงการสตาร์ทอัพด้วยระบบบริหารที่จอดรถอัจฉริยะ

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า บลูบิค กรุ๊ป แตกไลน์ธุรกิจก้าวสู่วงการ Startup ด้วย “บลู พาร์คกิ้ง” นวัตกรรมระบบริหารที่จอดรถอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยี IoT หวังเปลี่ยนแปลงประสบการณ์จอดรถด้วย 7 จุดเด่นคือ จอดรถโดยไม่ต้องแลกบัตรควบคุมการใช้งานแบบเรียลไทม์จองที่จอดล่วงหน้าก่อนเข้าใช้บริการหมดปัญหาเสียเวลาวนรถต่อยอดบริการ API Service เชื่อมโยงเข้าแพลตฟอร์มโมบายแอพและโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นเครื่องมือการตลาดเข้าถึงลูกค้าระบบชำระเงินแบบไร้เงินสดระบบ Smart E-Stamp ผ่านบราวเซอร์ให้ส่วนลดผู้ที่มาติดต่ออาคารโดยที่ไม่ต้องลงทุนกับเครื่อง Hardware E-Stamp และนำข้อมูลบนคลาวด์มาวิเคราะห์สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ โดยจะเดินหน้าขยายตลาดสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลุ่มคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน คอมมูนิตี้มอลล์ โรงแรม และโรงพยาบาล ตั้งเป้าติดตั้งเพิ่มเป็น 100 แห่งในปี 2020

เปิด 5 ธุรกิจจับตลาดคนขี้เกียจโอกาสของผู้ประกอบการยุคใหม่

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU วิเคราะห์ว่าคนทั่วไปมีพฤติกรรมรักความสบายและหันมาพึ่งเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น โดยผลวิจัยพบว่า 10 พฤติกรรมที่คนไทยขี้เกียจที่สุดคือ

  • 1. ออกกำลังกาย
  • 2. รอคิวซื้อของ
  • 3. ทำความสะอาดบ้าน
  • 4. อ่านหนังสือ
  • 5. ทำอาหาร
  • 6. พูดคุยหรือเจอคนเยอะๆ
  • 7. ดูแลผิวพรรณตัวเอง
  • 8. เรียน/ทำงาน
  • 9. ออกไปช้อปปิ้ง
  • 10. การเดินทาง

ทำให้สินค้าจับกลุ่มตลาดคนขี้เกียจ หรือ Lazy consumer เป็นโอกาสใหม่ในการทำธุรกิจ ได้แก่

  • 1. ธุรกิจที่ทำแทนได้
  • 2. ธุรกิจไม่ต้องขยับ ไม่ต้องจับ ไม่ต้องถือ
  • 3. ธุรกิจที่พร้อมใช้งานทันที
  • 4. ธุรกิจร่วมมือร่วมใจ
  • 5. ธุรกิจที่เน้นการฟัง

นอกจากนี้ยังแนะภาคธุรกิจนำกลยุทธ์ SLOTH อันประกอบด้วย Speed ต้องมีความรวดเร็ว เพื่อให้ผู้บริโภคไม่รู้สึกเสียเวลา Lean ต้องกระชับ ตัด ทอน เพื่อง่ายต่อการใช้งาน EnjOy ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุก เกิดแรงจูงใจในการใช้สินค้าและบริการ ConvenienT ความสะดวกสบายที่ทำให้ชีวิตง่ายมากขึ้น และ Happy มีความสุข ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ ต่อยอดในการเจาะกลุ่มมนุษย์ขี้เกียจให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

ปักกิ่งเตือนทรัมป์ถอดบริษัทจีนจากตลาดหุ้นจุดชนวนระเบิดการเงินโลก

ทรัมป์ภายหลังสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาถอดบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นอเมริกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการจำกัดการลงทุนของนักลงทุนอเมริกันในบริษัทจีน ล่าสุด นายเกิ่ง ส่วง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่าความร่วมมือทางการค้าและการเงินระหว่างอเมริกากับจีนทำให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ขณะที่การใช้มาตรการกดดันและการพยายามตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างกัน จะส่งผลลบต่อผลประโยชน์ของบริษัทและประชาชนของทั้งสองประเทศ ทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วน เป็นอันตรายต่อการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของนานาชาติ พร้อมแสดงความหวังว่าอเมริกาจะร่วมกับจีนเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินสร้างสรรค์แก้ไขข้อขัดแย้ง ซึ่งสองประเทศมีกำหนดฟื้นการเจรจาการค้าระดับสูงที่วอชิงตันต้นเดือนนี้ โดยมีความหวังว่าปักกิ่งและวอชิงตันจะสะสางข้อขัดแย้งได้ด้วยเหตุและผลที่เป็นรูปธรรม