สาลิกาคาบข่าว Vol.275/62

154

บอร์ดอีอีซีหนุนปรับหลักสูตรปั้นบุคลากรป้อน 10 S-Curve 4.75 แสนตำแหน่ง

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 9/2562  ได้พิจารณา และรับทราบความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินงาน แนวทางการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและการศึกษายุคใหม่ เพื่อนำไปสู่การตอบสนอง “งานที่ต้องการบุคลากรและการพัฒนาประเทศ” ตามหลัก demand driven อย่างแท้จริง โดยมีข้อเสนอปรับโครงสร้างการจัดการการศึกษา การเรียนรู้จากด้าน “อุปทาน” สู่ “อุปสงค์” เพื่อตอบโจทย์การมีงานทำมีรายได้ดี ซึ่งกำหนดแนวทางการผลิตกำลังคนคุณภาพเพื่อตอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 แนวทางคือ New Skill : ปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอน ครูผู้สอน และใช้เครื่องมือในการสอนตรงตามความต้องการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมสำหรับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ Up Skill : เพิ่มทักษะให้บุคลากรในอาชีพให้ก้าวทันเทคโนโลยี สอนตรงตามความต้องการใช้งานจริง และ Re Skill : อบรมหลักสูตรระยะสั้น 6-12 เดือน เพื่อพัฒนากลุ่มคนที่ทำงานไม่ตรงสาขาที่จบ หรือขาดประสบการณ์ตรง หรือคนตกงาน ซึ่ง สกพอ. ได้ประมาณการความต้องการบุคลากรใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 475,000 ตำแหน่ง ใน 5 ปี ในขณะที่ BOI แจ้งความต้องการ 16,567 ตำแหน่งของผู้ลงทุนที่ขอเข้ามาลงทุนในปีที่ผ่านมา ระยะเร่งด่วน 20,000 คนในปีงบประมาณ 2563

กทท. สร้างตลาดปลาชลบุรี ยึดโมเดลญี่ปุ่นกระจายรายได้สู่ชุมชน

www.pr-port.com

เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวถึงนโยบายการท่าเรือมีแผนลงทุน 600 ล้านบาทสำหรับโครงการตลาดปลาที่จังหวัดชลบุรี โดยใช้พื้นที่ว่างราว 55 ไร่ บริเวณปากคลองบางละมุง โดยจะเริ่มก่อสร้างก่อนแผนการสร้างท่าเทียบเรือแหลมฉบังระยะ 3 ซึ่งจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อจะออกแบบ สำหรับรูปแบบตลาดปลาจะใช้รูปแบบเดียวกับตลาดปลาที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นศูนย์รวมที่ครบวงจร มีทั้งสะพานปลาติดทะเล อาคาร ตลาดสด ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ถือเป็นแผนธุรกิจที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนจากโครงการ CSR ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อแล้วเสร็จการท่าเรือจะมอบให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโครงการนี้ได้ประมาณปลายปี 2563

กกร.’ ยอมถอยหั่นจีดีพีปีนี้โต 2.7-3% หลังเจอปัจจัยลบรอบด้าน

จีดีพี

นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วยหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า กกร.ได้เห็นชอบที่ประชุม กกร. มีมติปรับลดประมาณการณ์อัตราการ เติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ปี 62 ลงอยู่ที่ 2.7-3% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2.9-3.3% การส่งออกคาดติดลบ 2%-0% จากเดิมคาดติดลบ 1 – 1% และเงินเฟ้อคงอยู่ที่ 0.8-1.2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยืดเยื้อ รวมถึงกรณีเบร็กซิท และทิศทางเงินบาทที่แข็งค่า โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม บ่งชี้ว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/62 ยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแรงอย่างต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยถ่วงหลักจากความเสี่ยงในภาคต่างประเทศ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ผลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และการแข็งค่าของเงินบาทฉุดให้การส่งออกยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง ทั้งในรายการสินค้าและตลาดส่งออกหลัก กระทบต่อภาคการผลิต ขณะเดียวกันแรงขับเคลื่อนภายในประเทศแผ่วตัวลงทั้งการบริโภคและการลงทุนมีเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวดีขึ้น

ขบ. เตือนรถค้างชำระภาษีเกิน 3 ปี ถูกระงับใช้ทันที ต่อใหม่ไม่ง่าย

นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกให้เจ้าของรถสามารถชำระภาษีรถได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีช่องทางให้เลือกใช้บริการหลายช่องทาง ซึ่งดำเนินการได้ก่อนครบอายุภาษี 90 วัน แต่ปรากฏว่ายังมีเจ้าของรถบางรายที่ไม่ได้มาติดต่อชำระภาษีรถประจำปี และไม่ได้ดำเนินการแจ้งไม่ใช้รถต่อนายทะเบียน เนื่องเข้าใจผิดว่ารถที่สูญหาย ชำรุด หรือเลิกใช้แล้วไม่ต้องชำระภาษีแล้ว ทั้งนี้ ความเป็นจริงเจ้าของรถจะต้องมาติดต่อขอแจ้งการไม่ใช้รถต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้ หากไม่มาติดต่อดำเนินการจะต้องชำระภาษีและค่าปรับ และหากเป็นการค้างชำระภาษีรถเกิน 3 ปี ทะเบียนจะถูกระงับทันที และหากมีความประสงค์ใช้รถดังกล่าวต่อไปจะต้องดำเนินการยื่นขอจดทะเบียนรถใหม่เท่านั้น โดยต้องชำระภาษีประจำปีย้อนหลังพร้อมเงินค่าปรับเพิ่มและคืนแผ่นป้ายทะเบียนเดิมก่อนเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนรถใหม่

หุ่นยนต์รุกฆาตอุตสาหกรรม 70% รี้ดปักหมุดไทยฮับแสดงสินค้าโรบอต

นายสุทธิศักดิ์ วิลานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด เผยข้อมูลสถิติจาก International Federation of Robotics (IFR) ถึงการประยุกต์ใช้ Service Robots ในธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกมีมากถึงร้อยละ 70 ในปี 2017 โตขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2016 โดยการเติบโตหลักๆ มาจากภาคธุรกิจอย่างโลจิสติกส์ โรงแรม โรงพยาบาลและอื่นๆ ด้วยเทรนด์ของ Smart Business ประกอบกับนโยบาย Thailand 4.0 ของประเทศไทยที่มีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนของภาครัฐผ่าน BOI เพื่อผู้ประกอบการขนาดใหญ่กลาง ในมาตรการยกเว้นภาษีการนำเข้า หรือการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับผู้ประกอบการขนาดย่อม ยิ่งสร้างความน่าสนใจในการลงทุนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ รี้ด เทรดเด็กซ์ เล็งเห็นถึงโอกาสประเทศไทยเป็นศูนย์กลางงานแสดง นวัตกรมหุ่นยนต์ที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จึงต่อยอดขยายโปรไฟล์งานแสดงหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสำหรับธุรกิจการบริการ เปิดตัว ASEAN Robomation Expo หรือ rex เพื่อขยายโปรไฟล์ใหม่สำหรับธุรกิจการบริการ มุ่งเน้นผู้ประกอบการในกลุ่ม โรงแรม โรงพยาบาล ธุรกิจการบริการและร้านอาหาร เป็นต้น นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ถนนไทยอันตรายสุดในอาเซียนจยย.กระบะแชมป์อุบัติเหตุ 80%

รายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนทั่วโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organisation) ประจำปี 2018 เก็บข้อมูลจาก 175 ประเทศ ระบุว่าถนนของไทยอันตรายที่สุดในหมู่ประเทศอาเซียน และเป็นหนึ่งในถนนที่อันตรายที่สุดในโลก โดยมีการเสียชีวิต 32.7 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่เวียดนามในอันดับสองเสียชีวิต 26.7 คน รถจักรยานยนต์คือพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด 74% ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถกระบะเกิดอุบัติเหตุ 8% โดยอุบัติเหตุเหล่านี้เป็นผลมาจากความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมายกับพฤติกรรมเมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกกันน็อค ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนประเทศที่ถนนมีความปลอดภัยที่สุดจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น นอร์เวย์ อัตราการเสียชีวิต 2.9 คนต่อประชากร 100,000 คน สวีเดน 3 คน ฟินแลนด์ 4.7 คน สิงคโปร์ 2.8 คน และ ญี่ปุ่น 4.8 คน

ผบ.ตร.ฮ่องกงชี้ตำรวจยิงกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงเหตุสุดวิสัยแฟลชม็อบผุดทั่วเมือง

เว็บไซต์ www.xinhuathai.com รายงานกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงยิงกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงวัย 18 ปีเมื่อวันอังคารที่ 1 ตุลาคมซึ่งเป็นวันชาติจีนว่า นายหลูเหว่ยชง ผู้บัญชาการตำรวจประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้เปิดแถลงข่าวในคืนวันเดียวกันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงกระสุนจริงหลายนัดในหลายพื้นที่ของเกาะฮ่องกง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งยิงกระสุนจริงขณะกลุ่มผู้ก่อการจลาจลเข้ามาโจมตีเขาด้วยวัตถุของแข็งและแหลมคม แม้จะมีตำรวจอีกรายล้มลงบนพื้นแล้วแต่พวกเขายังเฮโลเข้าหาและขว้างระเบิดน้ำมันใส่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต โดยกระสุนนัดหนึ่งของเจ้าหน้าที่ได้ยิงไปถูกบริเวณใกล้หัวไหล่ชายวัย 18 ปี อย่างไรก็ตามเขารู้สึกเศร้าใจกับการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรง จนกลายเป็นวันแห่งความโกลาหลวุ่นวายและเต็มไปด้วยความรุนแรงมากที่สุดของฮ่องกง ทำให้สังคมต้องบอบช้ำอย่างสาหัส ซึ่งคนที่ออกมาอยู่บนท้องถนนมิใช่ผู้ประท้วงที่ต้องการแสดงความเชื่อมั่นศรัทธา แต่กลับเป็นผู้ทำลายทรัพย์สินสาธารณะและทำร้ายร่างกายพลเรือนผู้บริสุทธิ์ สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่ล่าสุดได้เกิดบรรยากาศแฟลชม็อบคือการที่ผู้ชุมนุมมารวมตัวตะโกนต่อต้านตำรวจและรัฐบาลก่อนสลายตัวไปอย่างรวดเร็วผุดขึ้นทั่วฮ่องกง เพื่อแสดงความไม่พอใจตำรวจและรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีนักเรียนหลายร้อยคนในวิทยาลัยฮ่องกงนัดหยุดเรียนประณามการยิงวัยรุ่นดังกล่าวด้วย