Human Library “ห้องสมุดมนุษย์” ตอบโจทย์ Generation Z

751

Human Library หรือ “ห้องสมุดมนุษย์” เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้น ณ เมือง Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก เมื่อปี ค.ศ. 2000 โดย Ronni Abergel Dany Abergel Asma Mouna และ Christoffer Erichsen มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดอคติที่มนุษย์มีต่อกัน


Human Library ในภาษาเดนมาร์ก เรียกว่า Menneskebiblioteket เป็นโครงการที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเข้าร่วมในงาน Roskilde Festival ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีประจำปีของประเทศเดนมาร์ก จัดโดยมูลนิธิ Roskilde หรือ Roskilde Foundation

Roskilde Festival เป็นเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่งานหนึ่งของทวีปยุโรป จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 เพื่อสืบทอดจิตวิญญาณแบบ Woodstock ซึ่งเป็นมหกรรมคอนเสิร์ตของบรรดา “ฮิปปี้” หรือ “บุปผาชน” ที่ใช้เสียงเพลงเป็นสื่อถึงเสรีภาพและอิสรภาพของมวลมนุษยชาติ

สิ่งหนึ่งซึ่งมีส่วนช่วยดำรงและสืบสานปณิธานเกี่ยวกับเสรีภาพและอิสรภาพของมวลมนุษยชาติได้ ก็คือ การลดอคติที่มนุษย์มีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศสภาพ หรือความแตกต่างระหว่างกันทั้งมวลของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของ “ห้องสมุดมนุษย์”

จากแนวคิด Menneskebiblioteket หรือ Human Library ที่ประเทศเดนมาร์กเมื่อปี ค.ศ.2000 นำไปสู่การก่อตั้งเป็น “องค์การห้องสมุดมนุษย์สากล” หรือ Human Library Organization สร้างเป็นเครือข่ายขยายผลไปทั่วทุกมุมโลกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา

ขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายแนวคิด “ห้องสมุดมนุษย์” จากเทศกาลดนตรี Roskilde Festival ไปสู่แคมเปญรณรงค์ภายใต้รหัส Stop The Violence Movement โดยจัดทำเป็นสื่อสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ “ห้องสมุดมนุษย์” หรือ Human Library กระจายไปกว่า 60 ประเทศ

Human Library

โดยในอีก 6 ปีให้หลัง คือในปี ค.ศ. 2006 ได้มีการจัดตั้ง “ห้องสมุดมนุษย์” แบบถาวรขึ้นที่เมือง Lismore ประเทศออสเตรเลีย นับเป็น “ห้องสมุดมนุษย์” หรือ Human Library แห่งแรกของโลกที่เปิดดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และถือเป็นต้นแบบแนวคิดให้กับการเปิดเป็น “ห้องสมุดมนุษย์” ทั่วทุกมุมโลก

ปรัชญาของ Human Library ได้ประกาศไว้เสมือนปฏิญญาสากลให้กับเครือข่าย “ห้องสมุดมนุษย์” ของ Human Libraryorganization ก็คือ “Don’t Judge a Book by Its Cover” หรือ “การไม่ตัดสินเนื้อหาหนังสือจากปกหนังสือ” ซึ่งสื่อความหมายได้อย่างดี

“การไม่ตัดสินเนื้อหาหนังสือจากปกหนังสือ” หรือ Don’t Judge a Book by Its Cover ก็คือปณิธานเกี่ยวกับการลดอคติที่มนุษย์มีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศสภาพ หรือความแตกต่างระหว่างกันทั้งมวลของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักดังที่กล่าวไป

ไม่ว่าจะเป็น คนพิการ ทุพพลภาพ คนหูหนวก คนตาบอด ผู้ป่วยโรคต่างๆ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง พนักงานดับเพลิงหญิง คนรับจ้างจัดงานศพ นักหนังสือพิมพ์ เกย์ เลสเบี้ยน นักการเมือง ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย มุสลิม คนไร้ที่อยู่ ผู้ติดเชื้อ HIV ชาวมังสวิรัติ นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย

พนักงานรักษาความปลอดภัย ยิปซี นักจิตวิทยาเรื่องเพศ อัจฉริยะ นักอุตุนิยมวิทยา นักพนัน โค้ช นักกีฬา ชาวรักร่วมเพศ นักมานุษยวิทยา นักสัตววิทยา คนตกงาน ทนายความ ศัลยแพทย์ นักดนตรี ศิลปิน นักเขียน นักคอมพิวเตอร์ พนักงานบริษัท คนกวาดถนน ตำรวจ ทหาร อัยการ

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว นักพูด อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณครูอนุบาล YouTuber นักดิ่งพสุธา นักปั่นจักรยาน เด็กแว๊น สาวสก๊อย ขาซิ่ง นักบริหาร ผู้พิพากษา แม่ค้าหาบเร่ เชฟกระทะเหล็ก นักมายากล นักกายกรรม ครูใหญ่ นักธุรกิจ โสเภณี รัฐมนตรี ผู้ว่าฯ ภัณฑารักษ์ บรรณารักษ์ และ ฯลฯ

อันที่จริงแล้ว “ห้องสมุดมนุษย์” หรือ Human Library นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ Living Library หรือ “ห้องสมุดมีชีวิต” เพราะแม้ Human Library จะแปลตรงตัวว่า “ห้องสมุดมนุษย์” แต่ก็สามารถสื่อความถึงคำว่า “ห้องสมุดมีชีวิต” ได้ เนื่องจากผู้ใช้บริการจะได้พบปะกับผู้คนหลากอาชีพจากหลายวงการ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

โดย “ห้องสมุดมนุษย์” มีความแตกต่างจากห้องสมุดทั่วไปเป็นอย่างมาก เพราะห้องสมุดทั่วไปจะเปิดให้บริการอ่านหนังสือ ยืมหนังสือ และคืนหนังสือ ส่วน “ห้องสมุดมนุษย์” จะเปิดให้บริการ “อ่านมนุษย์” แต่เพียงอย่างเดียว “ยืมมนุษย์” หรือ “คืนมนุษย์” นั้น จะไม่มีการให้บริการอย่างเด็ดขาด

ซึ่งภารกิจหลักของ “บรรณารักษ์ห้องสมุดมนุษย์” จะทำหน้าที่แตกต่างไปจากบทบาทของบรรณารักษ์ห้องสมุดแบบดั้งเดิมเล็กน้อย ตรงที่ “บรรณารักษ์ห้องสมุดมนุษย์” จะต้องออกไปเสาะแสวงหา “หนังสือมนุษย์” หรือ “อาสาสมัคร” หลากอาชีพจากหลายวงการ ผู้มีเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจมาไว้ใน “ห้องสมุดมนุษย์” นั่นเอง

อย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่าเป้าหมายของ “ห้องสมุดมนุษย์” นั้น มีไว้เพื่อให้เกิดการลดความอคติ พร้อมๆ ไปกับการทำความเข้าใจกับผู้คนร่วมสังคมกันให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบันที่เป็นอยู่ โดย “หนังสือมนุษย์” จะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความคิด หรือประสบการณ์

อาทิ โดยทั่วไป คนทั้งหลายมักจะมองว่านักการเมืองเป็นคนไม่ดี เป็นคนขี้โกง แต่หากได้มีโอกาสนั่งลงคุยกับ “หนังสือมนุษย์” ที่เป็นนักการเมือง เราๆ ท่านๆ ก็อาจจะเปลี่ยนความคิดดังกล่าวก็เป็นได้ หรืออาจเข้าใจเด็กแว๊น สาวสก๊อยมากขึ้นกว่าที่เห็นพวกเขาและเธอจากเปลือกนอกบนท้องถนน

ขั้นตอนหลังจากอ่าน “หนังสือมนุษย์” ไม่ว่าจะอ่านคนเดียวหรือจะอ่านเป็นกลุ่ม ซึ่งก็คือการพูดคุยสนทนากับอาสาสมัครดังกล่าวครบถ้วนกระบวนความแล้ว จะต้องมีการนำ “หนังสือมนุษย์” ไปคืนให้กับบรรณารักษ์ที่เคาน์เตอร์ตามระเบียบ ซึ่งมีกระบวนการเหมือนกับห้องสมุดทั่วไปนั่นเอง

อย่างที่กล่าวไป ว่าแนวคิดห้องสมุดมนุษย์นั้นเริ่มต้นที่ประเทศเดนมาร์ก โดยในปัจจุบันได้เผยแพร่ไปยังหลายประเทศ เช่น บราซิล จีน โคลัมเบีย แคนาดา อิตาลี สเปน สก็อตแลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี ตุรกี นอร์เวย์ สโลเวเนีย เซอร์เบีย และประเทศไทย

Human Library 2

สำหรับประเทศไทย สถาบันแรกที่จัด “ห้องสมุดมนุษย์” ตามที่มีการบันทึกไว้ก็คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา และปัจจุบันได้มีการก่อตั้ง “เครือข่ายห้องสมุดมนุษย์แห่งประเทศไทย” หรือ Thailand Human Library Network ขึ้นด้วยความร่วมมือของห้องสมุดหลายแห่ง

โดยสามารถติดตามข่าวสาร การเคลื่อนไหว รวมถึงการดำเนินงานในภาคส่วนต่างๆ มากมาย ทั้งภาควิชาการ และภาคกิจกรรม ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ “เครือข่ายห้องสมุดมนุษย์แห่งประเทศไทย” หรือ Thailand Human Library Network ได้ที่ www.facebook.com/Human-Library-Thailand ครับ


ห้องสมุดอื่นๆ ที่ปรับตัวได้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยียุคนี้

ต้นแบบห้องสมุดที่ไม่ยอมถูกดิสรัปต์ ‘หอสมุดแห่งชาติ ประเทศสิงคโปร์’ คลังความรู้ดิจิทัลของชาวสิงคโปร์