ผนึกกำลังนักวิจัยไทย สู้ ‘วิกฤตน้ำ’ ตั้งเป้า 3 ปี เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำระดับชาติครบทุกมิติ

92

นับเป็นการรวมตัวของนักวิจัยด้านน้ำระดับประเทศครั้งสำคัญก็ว่าได้ เมื่อ สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยสำนักประสานงานวิจัยการจัดการน้ำเชิงยุทธศาสตร์ จัดการประชุมคณะนักวิจัยภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคมแผนงานการบริหารงานจัดการน้ำขึ้น เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางรับมือ ‘วิกฤตน้ำ’ ร่วมกันในทุกรูปแบบ

การรวมตัวของนักวิจัยด้านน้ำระดับประเทศครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนเชื่อมโยงและพัฒนางานวิจัยกว่า 25 โครงการ สู่การบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการดำเนินงานวิจัย ส่งต่อข้อมูลแผนงานวิจัยของภาคีเครือข่ายนักวิจัย ผลักดันให้เกิดกระบวนการจัดการองค์ความรู้และสัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี ต่อจากนี้ไป


ฝ่าภารกิจกู้ ‘วิกฤตน้ำ’ ด้วยงานวิจัยฝีมือคนไทย

หนึ่งในมติหลักที่ได้จากการประชุมคณะนักวิจัยครั้งนี้ คือ เครือข่ายนักวิจัยด้านน้ำของไทยจะต้องมาร่วมกันทำวิจัยครอบคลุมเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สู้ วิกฤตน้ำ ครบทุกมิติ โดยโฟกัสที่ 3 ด้านหลัก คือ หนึ่ง ค่าเฉลี่ยการสูญเสียน้ำจากระบบส่งน้ำ (ในการภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน) สอง เพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยน้ำต้นทุนจากเขื่อนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนบนใต้พื้นที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 85 และสาม บริหารจัดการอัตราการใช้น้ำคาดการณ์ในพื้นที่ EEC ให้ลดลงร้อยละ 15 เทียบกับข้อมูลคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่ EEC

จากนั้น มีการเปิดเผยและอัปเดตแนวทางการวิจัยเพื่อบริหารจัดการน้ำจากนักวิจัยที่ดูแลรับผิดชอบตามแผนงานวิจัยที่กำหนดไว้ เริ่มจาก

รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงค์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคมแผนงานการบริหารงานจัดการน้ำ กล่าวว่า

“จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลด้านน้ำทั่วประเทศที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการรับรู้ข้อมูลและความเสี่ยงหรือผลกระทบที่จะได้รับจากภัยพิบัติโดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องน้ำอยู่แล้ว ตรงกับเรื่องที่แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) กำลังขับเคลื่อนแผนงานด้านน้ำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนผู้ใช้น้ำทั่วประเทศผ่านงานวิจัยที่จะส่งต่อไปถึงมือกลุ่มผู้ใช้น้ำได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยชุดนี้”

“ดังนั้น การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของกลุ่มนักวิจัยด้านน้ำที่มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผ่านงานวิจัยเป็นตัวตั้งและนำผลลัพธ์ ความคาดหวังของแต่ละโครงการมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกันคือ ลดค่าเฉลี่ยการใช้น้ำลงร้อยละ 15 และเพิ่มปริมาณแหล่งน้ำต้นทุนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 85”


เปิดแผนงานบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ EEC ด้วยหลักการวิจัย

ด้าน รศ.ดร. บัญชา ขวัญยืน จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการแผนงานวิจัยกลุ่มที่ 1 พัฒนาการวางแผนน้ำในพื้นที่ EEC ได้กล่าวถึง โครงการการบริหารและการประมวลผลการศึกษาโครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำ และมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่า

“ด้วยโครงการ EEC เป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ ส่งผลให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน และในด้านการจัดวางระบบการใช้น้ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของโครงการนี้”

“แผนงานวิจัยชุดนี้จึงเน้นเรื่องของการประหยัดน้ำ และการทำประเมินความต้องการน้ำในอนาคตของกลุ่มพื้นที่ EEC โดยการดำเนินงานในปีแรก จะเน้นการค้นหาข้อมูลความต้องการการใช้น้ำของทุกภาคส่วนในพื้นที่ EEC เพิ่ม ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคเกษตร และชุมชนเมือง โดยฉพาะความต้องการใช้น้ำในภาคการเกษตรเนื่องจากช่วงปี 2558 เป็นต้นมา

“และจากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำเพิ่มขึ้น ทำให้มีการใช้น้ำสูงสุดถึง 52 เท่าจากปกติ ข้อมูลที่มีอยู่เดิมไม่ตรงกับข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงต้องเร่งเก็บข้อมูลอัปเดตด้านการใช้น้ำทำการเกษตรในพื้นที่ EEC ก่อน” 

“อย่างไรก็ตาม หลังได้ข้อมูลความต้องการใช้น้ำครบทุกภาคส่วน ในปีที่สองจะเลือกพื้นที่เพื่อทดลองและขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในเขต EEC และนำไปสู่การจัดทำมาตรการลดการใช้น้ำอย่างเต็มรูปแบบในปีที่สามตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่อไป”


สร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชน & ใช้นวัตกรรมบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมสู้ วิกฤตน้ำ อย่างได้ผล

สำหรับ รศ.ดร.ภานุวัฒน์ ปิ่นทอง จากศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) หัวหน้าโครงการแผนงานวิจัยที่ 2 ได้ให้มุมมองน่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานภาคกลางตอนบนว่า

“เมื่อพูดถึงสถานการณ์น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า การจะดึงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมวางแผนอนาคตน้ำร่วมกันนั้น จำเป็นต้องทำให้ประชาชนมีความสุขกับการดำเนินชีวิต และเข้าใจรูปแบบวิธีการใช้น้ำอย่างประหยัดที่ถูกต้อง ด้วยการจัดทำแผนงานวิจัยที่มุ่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้น้ำของประชาชน เพื่อให้เห็นมุมมองใหม่จากการทำวิจัย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนประหยัดน้ำและใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ด้วยการใช้เครื่องมือติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ให้น้ำตามความเป็นจริง” 

ขณะที่ รศ.ดร.ทวนทัน กิจไพศาลสกุล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนจากแผนงานวิจัยกลุ่ม 3 ที่รับผิดชอบงานวิจัยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและสนับสนุนพฤติกรรมด้านการใช้น้ำ กล่าวว่า

“สำหรับแผนงานวิจัยนี้ เน้นการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อใช้ในการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำให้บรรลุเป้าหมาย คือ ลดการสูญเสียน้ำลงร้อยละ 15 และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำร้อยละ 85 โดยแผนงานวิจัยกลุ่มที่ 3 มีด้วยกัน 13 โครงการวิจัย แบ่งออกเป็น 4 ประเด็น คือ

  • การใช้เทคโนโลยี คือ การสร้างระบบฐานข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารมีความถูกต้อง ครอบคลุม และทันสมัย
  • การใช้โปรแกรมคำนวณที่มีความทันสมัย เพื่อพัฒนาและจำลองให้มีความถูกต้องมากขึ้น
  • ติดตั้งเครื่องมือในการวัดข้อมูลแบบตามเวลาจริง ช่วยในการบริหารจัดการน้ำของผู้ใช้น้ำเป็นปัจจุบันที่สุด การติดตั้งเครื่องมือเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดข้อมูลน้ำตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึง การวัดความชื้นในดิน ลม แสงแดด ปริมาณน้ำฝน และน้ำท่า เพื่อนำมาคำนวณความต้องการใช้น้ำที่ถูกต้อง เชื่อว่าในอนาคตจะสามารถช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้
  • ประยุกต์ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Machine Learning หรือระบบ Artificial Intelligence (AI) เพื่อหาวิธีการในการบริหารจัดการน้ำให้มีความเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศในการนำเข้าเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่และแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน โดยหวังว่าภายหลังจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศนี้จะเป็นแนวทางในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพของประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับเป้าหมายที่ปลายทางของโครงการวิจัยบริหารจัดการน้ำระดับประเทศครั้งนี้ รศ.ดร.สุจริต ได้สรุปในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการแผนงานยุทธศาสตร์ฯ นี้ว่า

“หลังสิ้นสุดโครงการฯ เราคาดว่าจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการพัฒนาแผนงานวิจัยทั้ง 25 โครงการดังกล่าวไปสู่พื้นที่ต่างๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งภาคเกษตร กรมชลประทาน โรงงานอุตสาหกรรม นักวิชาการรวมถึงวิศวกร และประชาชนทั่วไปที่สนใจเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองในอนาคตได้ในที่สุด” 


ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง “นักวิจัยด้านน้ำ ผนึกกำลังกู้วิกฤตน้ำ ตั้งเป้า 3 ปี ใช้งานวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ-ลดการใช้น้ำลง 15 %” (ThaiPR.net ศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562)


เปิดรายชื่อ งานวิจัยฝีมือนักวิจัยไทย ทำแล้วไม่ขึ้นหิ้ง ใช้ประโยชน์ได้จริง 

ปฏิวัติวงการเวชศาสตร์ป้องกัน เปิดตัว “นวัตกรรมฟาสต์แทร็ก” ลดเวลาพัฒนาวัคซีนไข้มาลาเรียจาก 30 ปี เหลือ 10 ปี

เด็กคนไหนผันวรรณยุกต์เพี้ยน ชวนมา ‘เรียนรู้อักษรสามหมู่’ ผ่าน Mobile App จาก ม.ราชภัฏยะลา

นักวิจัยไทยไอเดียแจ่ม นำ ‘ยางพารา’ มาพัฒนาเป็น ‘Thai Colostomy Bag’ ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม