ต้นแบบงานวิจัย บูรณาการ ‘อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร’ กับ IoT ต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มได้จริง

311

งานวิจัยต้นแบบยุคใหม่ ต้องไม่ใช่เป็นแค่กรณีศึกษาเพื่อหาความรู้ ตีพิมพ์เป็นเล่มแล้วเก็บไว้บนหิ้งหนังสือเท่านั้น แต่จะต้องสามารถนำมาปรับใช้และต่อยอด สร้างประโยชน์ในวงกว้าง ยิ่งสามารถทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม ก็ยิ่งควรค่าแก่การยึดเป็นโมเดลต้นแบบงานวิจัยที่ควรยึดถือเพื่อใช้พัฒนา ‘อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร’ ของไทยต่อไป

เป็นที่น่ายินดีที่วันนี้ เรามีผลงานวิจัยที่ผ่านการประกวดและได้รับการต่อยอดผลงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจอย่างได้ผลแล้วหลายผลงาน ซึ่งเป็นการศึกษา ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาระบบดูแล อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ที่สามารถนำมาปรับใช้แก้ไขจุดบกพร่องในกระบวนการผลิตอาหารในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างได้ผล


เปิดตัว ‘FIoT’ ระบบ Automatic คุมโรงงานอาหาร งานวิจัยบูรณาการ ‘อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร’ กับ IoT อย่างได้ผล

งานวิจัย FIoT ที่กล่าวถึงนี้ นับเป็นต้นแบบในการส่งเสริมวัฒนธรรมการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ในระดับองค์กรให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะภาคส่วนหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการผลักดันเพื่อให้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยอย่างจริงจัง คือ ภาคอุตสาหกรรม เพราะการทำงานวิจัยจะเข้ามามีบทบาทเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย สร้างแต้มต่อให้อุตสาหกรรมนั้นสามารถปรับตัว ปรับกระบวนการผลิต คิดค้นสินค้าและบริการใหม่ให้โจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเท่าทันกับสถานการณ์และบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยในปัจจุบันนับว่าได้เริ่มมีสัญญาณที่ดีที่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญ และใช้งานวิจัยในการขับเคลื่อนธุรกิจกันเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากสินค้าและการบริการในท้องตลาดที่มีความแปลกใหม่ รวมทั้งนวัตกรรมจำนวนมากมายที่ขายจริงบนหลายช่องทางการค้า

และที่ผ่านมา มีหนึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ชัดเจนในการส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ให้มีการต่อยอดไอเดียสู่โมเดลธุรกิจ สานต่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงทางเทคโนโลยี งานวิจัย และสร้างนวัตกรรมระหว่างผู้พัฒนาและผู้ประกอบการที่พร้อมจะต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์อีกทางหนึ่งด้วย นั่นคือ “ตลาดต่อยอดงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม” จัดโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

ภายในงาน ได้เปิดเวทีให้เหล่านักวิจัยได้ขึ้นไปนำเสนอผลงานอย่างหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในกลุ่มงานวิจัยที่ผ่านการประกวดและได้รับการต่อยอดผลงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจของจริงที่เรานำมาเสนอในครั้งนี้ คือ โครงการวิจัย ชื่อ “Food Factory Internet of Things Platfrom (FIoT) – Intelligent Platform for Leveraging Productivity and Maker Performance” ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาระบบดูแลอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องที่มีผลต่อกระบวนการผลิตอาหารในโรงงานอุตสาหกรรม

ดร.พุฑฒิพงศ์ มหาสุคนธ์ ทีมวิจัย Food Factory Internet of Things Platfrom (FIoT) – Intelligent Platform for Leveraging Productivity and Maker Performance เล่าถึงงานวิจัยต้นแบบชิ้นนี้ว่า

“ทีมวิจัยค้นคว้าอยู่ประมาณ 2-3 ปี เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเข้าไปดูแลระบบการทำงานของ อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เพราะในประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ ขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจชุมชนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่อุตสาหกรรมไทยนั้นอาหารยังขาด IoT Maker หรือผู้ที่มีความถนัดเฉพาะด้านอิเล็กทรอนิกส์และความสามารถด้านซอฟต์แวร์ ส่งผลให้ไม่สามารถวินิจฉัยหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตได้” 

“รวมทั้งไม่สามารถลดงานเอกสารเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ปัญหาดังกล่าวจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการทำวิจัยชิ้นนี้” 


กลไกของระบบ FIoT สร้างประสิทธิภาพเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารไทยได้อย่างไร?

เพื่อให้เห็นภาพกลไกการทำงานของระบบ FIoT ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กระบวนการผลิตอาหารในโรงงานอุตสาหกรรมในแง่ใดได้บ้าง งานวิจัย FIoT จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาในกระบวนการควบคุมต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อระบบการผลิตอาหารในโรงงานอุตสาหกรรม

เนื่องจากระบบเซ็นเซอร์จะมีการติดตามตลอดเวลาและรายงานผลแบบออนไลน์ตลอด 24 ชม. ส่งผลให้กระบวนการผลิตสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดการสูญเสียค่าใช้จ่าย ลดความเสียหายของผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า และยังสามารถลดการใช้แรงงานคนจัดการคลังสินค้าด้วย

โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการสูญเสีย และเพิ่มจำนวนการผลิตได้มากกว่าที่ผ่านมา สำหรับตัวเซ็นเซอร์ที่ทีมวิจัยได้ศึกษานั้น เรียกว่า ระบบ Monitoring Automatic หรือ ระบบการตรวจวัดแบบอัตโนมัติ ซึ่งตัวเซ็นเซอร์สามารถตรวจวัดสถานะหรือปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตได้ทั้งหมด 9 กระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่

1. กระบวนการควบคุมความร้อน
2. กระบวนการควบคุมแรงดัน
3. กระบวนการทำให้แห้ง
4. กระบวนการควบคุมความชื้น
5. กระบวนการควบคุมส่วนผสม
6. กระบวนการฆ่าเชื้อ
7. กระบวนการควบคุมคุณภาพ
8. การนับ Stock และ
9. การวัด Cycle Time

ทั้งนี้ การตรวจวัดจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกอบว่า ต้องการจะให้ระบบตรวจวัดกระบวนการใดบ้างในอุตสาหกรรมการผลิต หรือมีปัญหาอะไรก็สามารถตรวจวัดได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากอุตสาหกรรมอาหารสามารถรู้ถึงปัญหาหรือจุดบกพร่องระหว่างการผลิตก็จะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และลดความสูญเสียลงไปได้

ดร.พุฑฒิพงษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์ม FIoT ประกอบไปด้วย

  • ระบบการเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ทุกรูปแบบที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร เพราะโดยทั่วไปฐานข้อมูลของโรงงานจะใช้ระบบ Machine to Machine (M2M) ซึ่งเป็นระบบการรายงานผลข้อมูลด้วยระบบออนไลน์ ดังนั้น ตัวเซ็นเซอร์ FIot ที่นำไปติดสามารถเข้าไปทำงานร่วมกับระบบดังกล่าวได้โดยไม่ติดขัด เพราะการเรียกดูข้อมูลของ FIot ไม่ได้เรียกตลอดเวลา เราสามารถระบุได้ว่า ต้องการข้อมูลในช่วงใดบ้าง จึงช่วยลดการรบกวนการทำงานของระบบโรงงานอุตสาหกรรมลง ทำให้ข้อมูลที่ตรวจวัดมีความแม่นยำมากขึ้น
  • การยกระดับระบบควบคุมอัจฉริยะ ทั้งรูปแบบไมโครคอนโทรลเลอร์ และ Programmable Logic Controller (PLC) ซึ่งทั้ง 2 เป็นระบบควบคุมเครื่องจักรของไลน์การผลิตในโรงงาน โดยการติดตั้งเซ็นเซอร์จะไม่เข้าไปรบกวนการทำงานและยังสามารถตรวจวัดข้อบกพร่องต่างๆ ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องจักรโดยไม่ทำให้ไลน์การผลิตเสียหาย
  • การติดตั้งที่ง่ายและรวดเร็วโดยการออกแบบล่วงหน้า ด้วยระบบ Building Information Modeling โดยทั่วไปแล้วก่อนติดตั้งระบบเซ็นเซอร์จะต้องมีการออกแบบจุดที่จะติดเซ็นเซอร์ก่อนทุกครั้ง แต่ระบบ FIot จะออกแบบโดยการขอแปลนโรงงานและนำมาออกแบบว่า จะติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรงจุดใด โดยจะมีวิศวกรที่ทำหน้าที่ออกแบบโมเดล วิธีการดังกล่าวจะช่วยลดระยะเวลา ทำให้เกิดความแม่นยำในการติดตั้งแต่ละจุด
  • รูปแบบการวิเคราะห์ด้วย online web-based ระบบการทำงานของเซ็นเซอร์จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบว่าโรงงานจำเป็นจะต้องเพิ่มหรือลดกระบวนการผลิตลง เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถของโรงงาน ณ ขณะนั้น รวมทั้งระบบยังช่วยวิเคราะห์การทำงานของเครื่องจักรว่า มีความคงที่หรือไม่ ซึ่งการส่งข้อมูลจะเปรียบเสมือนการให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาค่าวิกฤตต่างๆ ตามความต้องการของ ISO 22000
  • การให้บริการ Cloud as a software service เป็นระบบการรองรับข้อมูลที่ได้จากวินิจฉัยผ่านตัวเซ็นเซอร์ทั้งหมด โดยหากเป็นธุรกิจขนาดเล็กสามารถทำได้ผ่านระบบ Google Sheet ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลง ด้านการแก้ไขข้อมูลสามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งจะลดกระบวนการตรวจสอบ เพิ่มคุณภาพ และง่ายต่อการนำไปใช้

ที่สุดแล้ว นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของการทำงานวิจัยครั้งนี้ว่า

“การวิจัยและนวัตกรรมมีความสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยุคใหม่อย่างมาก โดยทางกรมฯ เห็นว่าการที่จะจับคู่ (Matching) ธุรกิจกับนวัตกรรมจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจให้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้กลุ่มงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงน่าจับตามองมากในยุคนี้ เพราะมีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าให้ภาคอุตสาหกรรมอีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ และกลุ่มซอฟต์แวร์และดิจิทัล” 


อัปเดตหลากหลายงานวิจัย ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

“พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน” ไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์ แต่สร้างยอดขายสุดปัง ผลงาน นศ.เทคนิคศรีสะเกษ

จากบริษัทผลิตจอ LED สู่ผู้นำนวัตกรรมคลื่นแสง ในโรงงานผลิตพืช ‘ซีวิค มีเดีย’ โมเดลธุรกิจที่ไม่ยอมถูกดิสรัปต์

Additive Manufacturing อุตสาหกรรมการผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุ รู้ไหมว่า…เราเป็นดาวเด่นในอาเซียน