‘สาธิต ปิตุเตชะ’ กับ แซนด์บ็อกสาธารณสุข โมเดลการให้บริการทางการแพทย์ รับการพัฒนาเมืองแบบขยาย

720

จากการตกปากรับคำมาบรรยาย หัวข้อ “เปิดแผนภาครัฐ…เตรียมพร้อมรับมือเมืองขยาย” บนเวทีสัมมนา “EEC NEXT : มหานครการบิน ‘ฮับ’ โลจิสติกส์แห่งอาเซียน” เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ถือโอกาสนี้ในการนำเสนอแนวทางการพัฒนาบริการสาธารณสุข โดยโฟกัสไปในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ว่าได้วางแผนที่จะใช้รูปแบบการพัฒนาในแบบ ‘แซนด์บ็อกซ์’ ซึ่ง รมช.กระทรวงสาธารณสุข มั่นใจว่าจะตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่เมืองแบบขยายได้อย่างตรงจุดและครอบคลุม


เปิดวิสัยทัศน์ รมช.สาธารณสุข ‘สาธิต ปิตุเตชะ’ เสนอโมเดล ‘แซนด์บอกซ์’ รับการพัฒนาเมืองขยาย

สาธิต ปิตุเตชะ เริ่มต้นการบรรยาย ด้วยการแสดงมุมมองต่อโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติอย่าง อีอีซี ว่า

facebook.com/SatitPt

“เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเป็นธงนำของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดระยอง ที่แบกรับการเป็นธงนำทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ยุคอีสเทิร์น ซีบอร์ด เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการพัฒนาอีอีซีต่อจากนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านอื่น ทั้งสาธารณสุข การเกษตร และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาด้านสาธารณสุข จะช่วยสร้างสมดุลของการพัฒนาอีอีซีได้ เนื่องจากการพัฒนาอีอีซีจะทำให้มีทั้งนักท่องเที่ยวและแรงงานจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันอีอีซีมีประชากร 2.8 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีประชากร 9.8 ล้านคน”

และแนวทางการพัฒนาบริการสาธารณสุขที่กระทรวงสาธารณสุขได้วางยุทธศาสตร์ไว้เพื่อเตรียมสร้าง “แซนด์บ็อกซ์” ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงฯ กับภาคเอกชน โดยเริ่มต้นรวบรวมข้อมูลโรงพยาบาลใน 3 จังหวัด ที่ตอนนี้มีทั้งหมด 55 แห่ง 7,471 เตียง ครอบคลุมโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งพบว่าข้อมูลทางสถิตินี้มี โรงพยาบาลในชลบุรีมากที่สุด 28 แห่ง จำนวนเตียง 4,490 เตียง

“อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิตินี้ยังบ่งบอกในประเด็นเรื่องอัตราส่วนแพทย์ต่อจำนวนประชากรของโรงพยาบาลในพื้นที่อีอีซีอยู่ที่ 1 : 2,779 คน เมื่อแยกตามรายจัวหวัด พบว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีอัตราส่วนอยู่ที่ 1 : 2,571 ส่วนชลบุรี อัตราส่วนอยู่ที่ 1 : 2,762 และ ระยอง อัตราส่วนอยู่ที่ 1 : 3,005 ดังนั้น จะเห็นว่าในระยองแพทย์ 1 คน จะดูแลประชากรสูงกว่าจังหวัดอื่น”

จากนั้น รมช.กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายแผนยกระดับการบริการสาธารณสุขในอีอีซีที่อยู่ระหว่างการเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ว่ามี 3 แนวทาง คือ

  • สร้างระบบข้อมูลชุดเดียวกัน

โดยมีระบบข้อมูลประจำตัวของประชากรทุกประเภทในอีอีซี ที่ใช้ได้กับหน่วยบริการทั้งรัฐและเอกชน กําหนดความจําเป็นและความต้องการในการบริการแต่ละประเภทให้ชัดเจน และกําหนดพื้นที่ที่มีความพร้อม มีความต้องการพิเศษด้านบริการและการขยายจํานวนของประชากรสูงขึ้น เช่น อ.ปลวกแดง จ.ระยอง และพื้นที่ระดับจังหวัด ด้วยแนวคิด Demand Driven

  • รัฐและเอกชนร่วมกันส่งเสริมให้หน่วยบริการรัฐมีความสามารถทางธุรกิจแบบไม่แสวงกําไร

ด้วยการสนับสนุนการลงทุนหรือร่วมลงทุนระหว่างกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในรูปแบบคล้ายกับโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ บริการให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มเป้าหมายในอีอีซีทั้งผู้มีสิทธิ หลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม ข้าราชการ แรงงานต่างด้าว นักท่องเที่ยว ซึ่งต้องคํานึงถึงคุณภาพและมาตรฐานด้วย

  • One Stop Service สร้างเครือข่ายสาธารณสุขระบบเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลภาครัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นรวมทั้งโรงพยาบาลเอกชน โดยแบ่งหน้าที่และพื้นที่ดําเนินการให้ชัดเจน รวมทั้งส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆใช้บริการจากกําลังคนข้ามหน่วยงาน รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบที่จําเป็นเพื่อใช้ในอีอีซีแล้วขยายไปทั่วประเทศ เช่น กฎระเบียบค่าตอบแทน การจ้างงานหรือจ้างคนแบบใหม่ โดยจะเพิ่มกําลังคนในส่วนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับอนุสาขา รวมทั้งเจ้าหน้าที่บริการสายงานอื่นที่เชี่ยวชาญและพิจารณาให้บริการทั้งเครือข่าย

นอกจากนี้ ในด้านของการผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุข ได้วางแผนผลิตผู้ช่วยพยาบาลและสายงานปฏิบัติการต่างๆ ระดับตํ่ากว่าปริญญาตรีให้เพียงพอกับการพัฒนาอีอีซี ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นหรือทั่วประเทศ


facebook.com/SatitPt

เจาะแผนจัดรูปแบบบริการสาธารณสุขในอีอีซี

ประเด็นต่อมาที่คุณสาธิตอธิบาย คือ เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาด้านสาธารณสุขในอีอีซี ที่จะต้องพัฒนาให้สถานพยาบาลใน 3 จังหวัด อยู่ในระดับทุติยภูมิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยไม่จำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปที่กรุงเทพฯ เป็นการยกระดับขีดความสามารถของโรงพยาบาลต่างๆ ใน 3 จังหวัด ลดทั้งระยะเวลาและต้นทุนที่ใช้ในการส่งต่อผู้ป่วย

“ในปีงบประมาณ 2563 ทางกระทรวงฯ ได้วางแผนว่าจะยกระดับโรงพยาบาลปลวกแดงและโรงพยาบาลแหลมฉบัง เพื่อลดการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด อย่างโรงพยาบาลระยอง ซึ่งจะมีผลลดความแออัดในโรงพยาบาลระยองและปรับเปลี่ยน เพิ่มประสิทธิภาพให้โรงพยาบาลศูนย์ในระดับอำเภอได้ทำหน้าที่และรักษาโรคได้อย่างเต็มความสามารถ”

จากนั้น คุณสาธิต จั่วหัวถึงประเด็นปัญหาด้านการบริหารจัดการบุคลากรสาธารณสุขที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานว่าที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขเพิ่มอัตราบุคลากรไม่ได้แล้ว ขณะเดียวกัน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ก็ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขมีบุคลากรถึง 3 แสนคน ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายประจำสูง กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอ กพอ. ให้จ้างแพทย์และพยาบาลพิเศษ โดยอาจจ้างในอัตราสูงได้เพียงแต่ไม่ได้รับสวัสดิการเท่ากับบุคลากรอื่น

ส่วนการจัดรูปแบบบริการสาธารณสุขในอีอีซี จะต้องสร้างความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ด้วยการแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ

  1. Primary Care & ECS มีกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชนดำเนินการ
  2. Secondary Care เช่น โรงพยาบาลปลวกแดง
  3. Tertiary Care เช่น โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลพุทธโสธร
  4. Excellent Center เช่น โรงพยาบาลเฉพาะทางต่างๆ

นอกจากนั้น ในส่วนของศูนย์แพทย์เชี่ยวชาญจะกำหนดตามลักษณะสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ โดยแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ

  1. ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษา อยู่ในชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา
  2. ศูนย์โรคเกี่ยวข้องกับทะเลหรือภัยพิบัติ อยู่ที่ชลบุรีและระยอง
  3. ศูนย์โรคจากสิ่งแวดล้อมและการทำงาน อยู่ที่ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสถานประกอบการจำนวนมาก
  4. ศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ อยู่ที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองรองรับการเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดี
  5. ศูนย์โรคจากการท่องเที่ยวและการเดินทาง จะอยู่ที่ชลบุรีและระยอง 

และยังมีแผนการพัฒนาศูนย์แพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ถือเป็นการนำร่องในประเทศไทย คือ โครงการการลงทุนด้านจีโนมิกส์ (Genomics) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความพยายามจะค้นหาลำดับดีเอ็นเอ (DNA sequence) ทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตและการทำแผนที่พันธุศาสตร์ (Genetic mapping) ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นของระบบสาธารณสุขในอีอีซีได้เพิ่มมากขึ้น และล่าสุด โครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์นี้ ได้รับความเห็นชอบจาก กพอ.แล้ว โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยจะตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา

โดยการพัฒนาโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนปีละ 150 ล้านบาท ใช้งบประจำปีของแต่ละหน่วยงานที่มีการบรรจุในแผนงานของกระทรวงแล้ว รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะช่วยประสานงบประมาณเพิ่มเติม


ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง “แซนด์บ็อกซ์ “สาธารณสุข” หวังสร้างสมดุลพัฒนา “อีอีซี” เผยแพร่ในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (7 ตุลาคม 2562)


รับรู้มุมมองการพัฒนาประเทศด้วยเศรษฐกิจยุคใหม่ เพิ่มเติม ผ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้

‘ดร.ภากร ปีตธวัชชัย’ สร้างตลาดทุนไทยในฝัน เป็นพลังแห่งการแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือนไทย อย่างยั่งยืน

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าแบงก์ชาติ กับ 3 แนวทาง ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทย รับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

‘เจน นำชัยศิริ’ Industry 4.0 is NOW! ภาคอุตสาหกรรม จับมือ นักวิจัย ประเทศไทยไปได้ไกลกว่าที่คิด