ผู้เชี่ยวชาญ KM “เวลาของคุณหมดแล้ว” ขอเชิญพบกับ DKM “การจัดการความรู้” ยุค 5.0 (ตอนแรก)

597

KM หรือ Knowledge Management (การจัดการความรู้) เป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก LO หรือ Learning Organization (องค์กรแห่งการเรียนรู้) และแผ่ขยายมาจากทฤษฎี FD หรือ Five Disciplines (5 องค์ประกอบ) ของ Peter Senge ปรมาจารย์ด้าน KM ครับ


Five Disciplines ตามแนวคิดของ Peter Senge ประกอบไปด้วย

  1. Personal Mastery
  2. Mental Model
  3. Shared Vision
  4. Team Learning
  5. Systems Thinking

อันมีที่มาจากหนังสือดังของ Peter Senge เล่มที่มีชื่อว่า Schools That Learn: A Fifth Discipline Fieldbook for Educators, Parents, and Everyone Who Cares About Education นั่นเองครับ

แล้ว Five Disciplines คืออะไร?

Five Disciplines (FD) หมายถึง “องค์ประกอบ 5 ประการ” เพื่อนำไปสู่การเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” หรือ Learning Organization (LO) และจะคลี่คลายขยายความต่อไปเป็น “การจัดการความรู้” หรือ Knowledge Management (KM) ในที่สุด ดังที่ได้เกริ่นนำไว้ในข้างต้น

และอันที่จริงแล้ว แนวคิด-ทฤษฎี เกี่ยวกับ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” นั้น หาใช่ Peter Senge เป็นผู้ค้นคิดขึ้นเป็นคนแรกไม่

เพราะตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 โน่นแล้ว ที่ Chris Argyris และ Donald Schon ได้ประกาศ แนวคิด-ทฤษฎี เกี่ยวกับ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ผ่านผลงานทางวิชาการมากมายหลายชิ้น อันนำไปสู่การประยุกต์ใช้ แนวคิด-ทฤษฎี เกี่ยวกับ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ในบรรษัทยักษ์ใหญ่คือ Shell ในปี ค.ศ. 1980

ก่อนที่ในอีก 10 ปีให้หลัง Peter Senge ได้อาสาเป็นผู้ขับรถพาทุกคนไป “ปักธงชัย” ในปี ค.ศ. 1990

ด้วยการ “ประกาศศักดา” ประยุกต์แนวคิด-ทฤษฎี เกี่ยวกับ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ของ Chris Argyris & Donald Schon มาเป็นหลักการใหม่ของตนเอง นั่นก็คือ Five Disciplines นั่นเอง

หลังจากทะลุทะลวง โลกแห่งการจัดการแบบกว้างๆ แนวคิด-ทฤษฎี ของ Peter Senge ได้รุกคืบเข้าไปในวงการบริหารธุรกิจ ก่อนที่องค์กรภาครัฐจะขานรับ และถึงกับนำเอาไปกำหนดเป็นนโยบายขับเคลื่อนทุกภาคส่วนในสังคมอเมริกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ Five Disciplines ได้ล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของแวดวงการศึกษา ซึ่งเต็มไปด้วยเจ้าพ่อเจ้าแม่ระดับเสือสิงห์กระทิงแรดทั่วทุกมุมโลก!

Peter Senge KM หรือ Knowledge Management (การจัดการความรู้)
Peter Senge

หลังจากนั้น ก็ได้มีการนำเอา แนวคิด-ทฤษฎี ของ Peter Senge ไปสร้างเป็นงานวิจัยกันอย่างคึกคักในเวลาต่อมา

ก่อนที่ Five Disciplines ซึ่งเป็น “หัวใจ” ของ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” หรือ Learning Organization จะได้รับการ ต่อยอด-แตกแขนง ออกไปเป็น “การจัดการความรู้” หรือ Knowledge Management ในเวลาต่อมานั่นเอง

โดยหลังจากนั้น ก็ได้มีนักวิชาการอีก 2 คน ที่อาสา “วัดรอยเท้า” ของ Peter Senge

คือในปี ค.ศ. 1993 ที่ David A. Gavin ได้นำเสนอ “กฎเหล็ก 5 ประการ” ของ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่แม้ดูเหมือนจะยังเกาะเกี่ยวอยู่กับองค์ความรู้ของ Peter Senge อยู่บ้าง ทว่า ก็มีหลายข้อที่พยายามฉีกแนวออกไป

ขณะที่ ในปี ค.ศ. 1994 จู่ๆ Michael J.Marquardt ได้ทะลุกลางปล้องขึ้นมา ด้วยการท้าทาย Peter Senge โดยการนำเสนอ “แนวทาง 5 ประการ” ของ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่คล้ายกับการเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเท้าจากแนวคิด-ทฤษฎี ของ Peter Senge เอาเลยทีเดียว

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ยืนยันว่า แนวคิด-ทฤษฎี ของ Peter Senge เป็นอมตะก็คือ ทั้ง David A. Gavin และ Michael J.Marquardt แม้จะมีนักวิจัยพยายามปรับประยุกต์แนวคิดของคนทั้งสองมาใช้อยู่บ้าง ทว่า ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

ก่อนจะไปถึง Learning Organization หรือ Knowledge Management และ Dynamic Knowledge Management เรากลับมาย้ำ Five Disciplines กันอีกสักทีก่อนจากกันไปในตอนนี้  

Five Disciplines ของ Peter Senge ประกอบด้วย

1. Personal Mastery หรือ “ความใฝ่รู้”

“องค์กรแห่งการเรียนรู้” จะต้อง ส่งเสริม-สนับสนุน ให้บุคลากรในองค์กร เรียนรู้และพัฒนาตนเอง ด้วยการสร้างจิตสำนึก “ความใฝ่รู้” เพื่อสร้างสรรค์ศักยภาพ สร้างสรรค์ผลงาน และสร้างสรรค์บรรยากาศการทำงาน รวมถึงกระตุ้นให้เพื่อนร่วมงานพัฒนาศักยภาพตามมา

2. Mental Model หรือ “พิมพ์เขียวหัวใจ”

“องค์กรแห่งการเรียนรู้” จะต้อง ทำความเข้าใจ และดึงเอารูปรอยทางความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ประสบการณ์ ของบุคลากรในองค์กร ออกมาเชื่อมร้อยกับ “พิมพ์เขียวหัวใจ” ขององค์กร โดยบางครั้ง อิทธิพลด้านบวกของบุคลากร จะส่งผลให้องค์กรได้รับการพัฒนา

3. Shared Vision หรือการ “หันหน้าไปทางเดียวกัน”

“องค์กรแห่งการเรียนรู้” จะต้องสร้าง “ทัศนคติร่วม” ของบุคลากรในองค์กรให้เพ่งมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน และช่วยกันสร้างภาพอนาคตขององค์กร โดยยึดโยงกับ “ความรู้” ด้วยการตอกย้ำให้เกิดการเรียนรู้และริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในระดับ “วัฒนธรรมองค์กร”

4. Team Learning หรือ “การถ่ายเทความรู้”

“องค์กรแห่งการเรียนรู้” จะต้องสร้าง “ระบบการถ่ายโอนความรู้” ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยการแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดความรู้ ให้กันและกัน ในที่สุด “การถ่ายเทความรู้” จะช่วยให้บุคลากรแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

5. System Thinking หรือการ “คิดด้วยระบบ”

“องค์กรแห่งการเรียนรู้” จะต้องหล่อหลอมให้บุคลากรในองค์กร ไม่เพียงแค่ “คิดอย่างเป็นระบบ” แต่ยังต้องพัฒนาขึ้นไปจนถึงระดับของการ “คิดด้วยระบบ” ทั้ง Total System และ Subsystem ก่อนที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของระบบได้อย่างเข้าใจ และเป็นเหตุเป็นผล


บทความตอนที่ 2 รอคุณอยู่

ผู้เชี่ยวชาญ KM “เวลาของคุณหมดแล้ว” ขอเชิญพบกับ DKM “การจัดการความรู้” ยุค 5.0 (ตอนที่ 2)