มิติใหม่ของการเรียนแพทย์ เรียนแค่ 7 ปี รับ 2 ปริญญา ทั้งไทยและเทศ กับ Dual Degree หลักสูตรแรกในประเทศไทย

442

เมื่อได้ทราบข่าวว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2563 ก็อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะเป็นเพียงแค่การแนะนำหลักสูตรแพทย์ในสาขาวิชาใหม่เท่านั้น ทว่า จากรายงานข่าวเรื่อง “เรียนแพทย์ 7 ปี ได้ 2 ปริญญา หลักสูตรแรกประเทศไทย” จากคอลัมน์คุณภาพชีวิต-สังคม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 10 ตุลาคม 2562) ทำให้ทราบว่า การแถลงข่าวนี้ เป็นการเปิดตัว หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 7 ปี 2 ปริญญา ซึ่งนับเป็น Dual Degree หลักสูตรแพทย์ หลักสูตรแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง มหาวิทยาลัยยูซีแอล และโรงพยาบาลตำรวจ

หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแนวใหม่นี้ เกิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์และสายพระเนตรที่ยาวไกลใน ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีเป้าหมายในการร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ยกระดับระบบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยสู่สากล ทั้งในระดับ ป.ตรี และ ป.โท

โดยตั้งเป้าผลิตบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในสาขาที่ขาดแคลน สร้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะวิชาชีพที่เป็นเลิศ ทั้งด้านการวิจัย การแพทย์ และสหเวชศาสตร์ด้วยเทคนิคการเรียนการสอนที่ทันสมัย พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ


เปิดมิติใหม่ ทำความรู้จัก Dual Degree หลักสูตรแพทย์ หลักสูตรแรกในประเทศไทย

นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และรักษาการอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ กล่าวในงานแถลงข่าว ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดตัวหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2563 ว่า

นพ.นิธิ มหานนท์ // www.hfocus.org

“หลักสูตรแพทย์นี้ นับเป็นหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 7 ปี 2 ปริญญา หลักสูตรแรกของประเทศไทย ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลตามเกณฑ์ WFME โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ (สมพ.) และแพทยสภา บูรณาการความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร ที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และ รพ.ตำรวจ ซึ่งจะเป็นสถานฝึกปฏิบัติทางคลินิกหลักในหลักสูตรนี้ โดยมี รพ.จุฬาภรณ์ รพ.เพชรบูรณ์ และ รพ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ร่วมสอน”

“การวางเนื้อหาหลักสูตรได้พัฒนาทั้งวิธีการเรียนการสอน การประเมิน การติดตามผล ที่มุ่งบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และคิดค้นคว้านวัตกรรม พร้อมโอกาสที่จะได้เข้าร่วมศึกษาและทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร โดยได้ยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากลเพื่อการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีศักยภาพขั้นสูง”

นักศึกษาแพทย์ที่ได้เข้ามาศึกษาในหลักสูตรนี้จะใช้ระยะเวลาเรียน 7 ปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญา คือ ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (พบ.) MD จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และปริญญา iBSc จากมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร


แตกต่างอย่างมีคุณภาพ ผสานกระบวนการวิจัยในทุกเนื้อหาการสอนตลอดหลักสูตร

ด้าน พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวถึงความแตกต่างของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแนวใหม่ว่า

พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล // medical.pccms.ac.th

“สำหรับการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร Dual Degree แพทยศาสตรบัณฑิตนี้ จะเป็นการเชื่อมโยงในแนวราบของแต่ละชั้นปีเรียกว่า “Horizontal Modules” ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ด้วยการผสมผสานวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก โดยนักศึกษาจะเริ่มเรียนรู้จากผู้ป่วย และฝึกปฏิบัติด้วยสถานการณ์จำลองการเป็นแพทย์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1”

พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองในพื้นฐานทางคลินิก โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน และการประเมินอย่างต่อเนื่องผ่านเทคโนโลยีการศึกษา รวมถึงการปูพื้นฐานให้นักศึกษาฝึกหัดค้นคว้าและรู้จักใช้ข้อมูลที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการ Evidence based practice

และหลักสูตรยังเน้นการประเมินผลแบบ Formative Assessment เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์ในทุกรายวิชาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีทักษะวิชาชีพที่เป็นเลิศ และเป็นแพทย์ที่มีคุณธรรมจริยธรรม

นอกจากนี้ นักศึกษาจะได้ฝึกคิดค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ ผ่านกระบวนการวิจัยตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 และได้เดินทางไปศึกษาและปฏิบัติเรียนรู้กระบวนการวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ครอบคลุมทุกสาขาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีที่ 7 โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้ผ่าน “Vertical Modules” 6 คอลัมน์ เพื่อฝึกให้นักศึกษาแพทย์ได้คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รู้จักใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องแบบองค์รวม

เมื่อถามถึงจำนวนผู้เข้าเรียนที่เปิดรับในหลักสูตรนี้ พญ.จิรายุ ให้ข้อมูลว่า

“ในรุ่นแรก เราจะเปิดรับ 32 คน และจะขยายในอนาคต เพราะเราต้องการคนที่มีคุณภาพ เน้นทำกิจกรรม ดังนั้น ตอนคัดเลือกผู้เรียนจึงต้องคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติ ไม่ใช่แค่กวดวิชามาอย่างเดียวแต่ไม่สนใจกิจกรรม ขณะที่อาจารย์ผู้สอนส่วนใหญ่ จะคัดเลือกอาจารย์ที่ได้ทุนรัฐบาล จบจากสถาบันหรือโรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อเสียง เป็นหมอที่เชี่ยวชาญ เก่งวิจัย และมีความเป็นแพทย์ ขณะเดียวกันก็ต้องคุยกับคนไข้ได้ มีใจที่เมตตา และต้องมีรับความผิดชอบต่อสังคม เพื่อมาเป็น Role Model ให้นักศึกษาได้ด้วย”

สำหรับโรงพยาบาลตำรวจ ในฐานะที่เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรที่จะมาเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติทางคลินิกให้กับผู้เรียนในหลักสูตรนี้ พลตำรวจโท วิฑูรย์ นิติวรางกูร นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า

พลตำรวจโท วิฑูรย์ นิติวรางกูร // www.cops-magazine.com

“รพ.ตำรวจ ถือเป็นสถาบันการฝึกปฏิบัติที่ได้รับความสนใจและน่าเชื่อถือจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ขอให้เข้าร่วมเป็นสถาบันผลิตแพทย์ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องทุกปี เรามีความพร้อมทั้งในด้านการเป็นสถาบันการแพทย์ระดับตติยภูมิที่จะสนับสนุนการฝึกทักษะวิชาชีพของนักศึกษาแพทย์ให้มีความเป็นเลิศ ด้วยการเป็นโรงพยาบาลขนาด 750 เตียง เฉลี่ยให้การตรวจรักษาผู้ป่วยนอก 7 แสนรายต่อปี ผู้ป่วยใน 1.7 หมื่นรายต่อปี มีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์เฉพาะทางมากมาย อาทิ ศูนย์รักษาโรคหัวใจ ศูนย์รักษาโรคสมอง ศูนย์อุบัติเหตุ และการขนส่งทางอากาศ ศูนย์การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กด้วยกล้องสามมิติและหุ่นยนต์” 


ที่มา :


ยังมีแนวคิดการพัฒนาการเรียนการสอนและหลักสูตรใหม่ๆ ที่แตกต่างอย่างมีคุณภาพ

การศึกษายุคใหม่ อย่างน้อยต้องปรับสร้างการจัดการใหม่ 3 เรื่องสำคัญ เพื่อพ้นจากความล่มสลาย!

สร้าง ‘บุคลากรดิจิทัล’ พันธุ์ใหม่ ต้องแตกต่าง ด้วย ‘ทักษะ Visual Effect & Visualization’ ขั้นเทพ

จาก ‘STEM สู่ STEAM’ เจาะแผนปั้นมัธยมศึกษาต้นแบบ ความหวังใหม่สร้างเยาวชนคุณภาพป้อนภาคอุตสาหกรรมไทย