5 นักวิจัยสตรี ที่มีผลงานโดดเด่นด้านวิทย์ ‘ชีวภาพ – กายภาพ’ พิชิตทุน For Women in Science ประจำปี 2019

681

เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้นักวิจัยสตรีไทยสร้างงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถ ‘สร้างผลกระทบเชิงบวก’ ให้แก่ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ ยูชีน ชูแลร์ (Eugène Schueller) นักวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ลอรีอัล ที่เชื่อมั่นว่า โลกต้องการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต้องการให้ผู้หญิงสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน จึงก่อเกิดโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ (For Women in Science) ขึ้น และในปี 2019 นี้ก็จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 แล้ว


เผยรายชื่อ 5 นักวิจัยสตรีที่ได้รับทุนโครงการ For Women in Science ประจำปีนี้

5 นักวิจัยสตรี ประจำปี 2562

2 นักวิจัยสตรีที่ได้รับทุนจากสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้แก่

  • ดร. ธัญญพร วงศ์เนตร จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี
  • ดร. ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

3 นักวิจัยสตรีที่ได้รับทุนจากสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่ 

  • ดร.จำเรียง ธรรมธร จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ 
  • รศ.ดร.ศิริลตา ยศแผ่น จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
  • รศ.ดร.พนิดา สุรวัฒนาวงศ์ จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

5 ผลงานวิจัย = 5 โซลูชันส์ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 1 

การวิจัยค้นหาหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นสารมูลค่าเพิ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย ดร.ธัญญพร วงศ์เนตร

ดร. ธัญญพร วงศ์เนตร สถาบันวิทยสิริเมธี-2จากผลการสำรวจโดยกรมควบคุมมลพิษในปี 2559 พบว่า ประชากรไทยสร้างขยะมูลฝอยหรือขยะชุมชนสู่ระบบนิเวศกว่า 27.37 ล้านตันต่อปี หรือราวๆ 74,998 ตันต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งในระดับชุมชนและประเทศชาติเป็นอย่างมาก

ดร.ธัญญพรให้ข้อมูลข้างต้นแล้วอธิบายว่า ด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยจึงนำเทคโนโลยีการหมักขยะเศษอาหารมาใช้ควบคู่กับหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่ได้จากผลงานวิจัยเพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นสารมูลค่าเพิ่มเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนขยะมูลฝอยให้กลายเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเป็นพลังงานสะอาด สามารถนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกได้ในอนาคต

ผลงานของ ดร. ธัญญพร วงศ์เนตร

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการหมักขยะเศษอาหารมาใช้ควบคู่กับหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงไปใช้แล้วที่จังหวัดน่าน กับที่เขตนวัตกรรมเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และกำลังวางแผนขยายไปยังชุมชนอื่น ไปจนถึงระดับเทศบาล ระดับประเทศ เพื่อปลูกฝังให้คนไทยมีพฤติกรรมในการแยกขยะ และช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยที่จะถูกปล่อยออกสู่ระบบนิเวศและธรรมชาติ


 2 

เอนอีซ (ENZease) : เอนไซม์อัจฉริยะทูอินวันสำหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ

ดร.ธิดารัตน์กล่าวว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีกระบวนการผลิตที่ใช้สารเคมีและพลังงานสูง ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะและปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสิ่งทอที่ลดการใช้สารเคมี ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ‘เทคโนโลยีเอนไซม์’ จึงเป็นที่ต้องการและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ทุนวิจัย ลอรีอัล 2019 ดร.ธิดารัตน์ ผลงาวิจัย เอนอีช (ENZease)

วีดีโอแนะนำ ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเอนไซม์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ นักวิจัยหญิงคนที่ 12 ของไบโอเทคที่ได้รับทุนจากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2562 (L’OREAL For Women in Science 2019) สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life sciences) –จากผลงานวิจัยเรื่อง “เอนอีช (ENZease): เอนไซม์อัจฉริยะทูอินวันสำหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”–ดร.ธิดารัตน์ และ คณะวิจัย จึงได้มุ่งหน้าคิดค้นเทคโนโลยีเอนไซม์จากเชื้อจุลินทรีย์ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเอนไซม์ที่มี ศักยภาพสูง และนำไปสู่การพัฒนาเอนไซม์สัญชาติไทยที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ โดย เอนอีซ (ENZease) เอนไซม์อัจฉริยะทูอินวันสำหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอที่สามารถลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกได้พร้อมกันในขั้นตอนเดียว โดยสูตรเอนไซม์ที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถทดแทนการใช้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอนอีซที่คิดค้นได้โดยทีมวิจัยนี้ยังสามารถเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพของผ้าไทยทั้งในระดับอุตสาหกรรมและสิ่งทอพื้นเมืองและเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะประชาชนชาวไทย อย่างมหาศาลต่อไปในอนาคตhttps://www.youtube.com/watch?v=z9X7qlM08cQ#FWIS2019 #ForWomeninScience #LOrealThailand

โพสต์โดย BIOTEC-NSTDA เมื่อ วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2019

ด้วยเหตุนี้ ทางทีมวิจัยจึงได้มุ่งหน้าคิดค้นเทคโนโลยีเอนไซม์จากเชื้อจุลินทรีย์ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน เพื่อให้ได้มาซึ่งเอนไซม์ที่มีศักยภาพสูง และนำไปสู่การพัฒนาเอนไซม์สัญชาติไทยที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ นั่นคือ เอนอีซ (ENZease) เอนไซม์อัจฉริยะทูอินวันสำหรับกระบวนการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ENZEASE-for woman in science

ผลงานของ ดร. ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ

เอนอีซ (ENZease) คิดค้นได้โดยทีมวิจัยที่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพของผ้าไทยทั้งในระดับอุตสาหกรรมและสิ่งทอพื้นเมือง รวมทั้งทำให้กระบวนการการผลิตผ้าฝ้ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะประชาชนชาวไทย อย่างมหาศาลต่อไปในอนาคต


 3 

การสังเคราะห์สารอนุพันธ์ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพและการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งและเชื้อมาเลเรีย โดย ดร.จำเรียง ธรรมธร

ดร. จำเรียง ธรรมธร สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ปัจจุบัน มีโรคเกิดขึ้นใหม่มากมายอีกทั้งยังโรคต่างๆ ที่มีอยู่ก็มีอัตราการดื้อยาที่สูงขึ้น ส่งผลให้งานวิจัยทางด้านการพัฒนายาจึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในขั้นตอนหลักที่จำเป็นคือการพัฒนาวิธีการสังเคราะห์สารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพซึ่งจะนำไปสู่งานวิจัยที่ต่อยอดได้ ดร.จำเรียงกล่าวถึงรายละเอียดงานวิจัยว่า 

vaccine-for woman in science

malaria-for woman in science-2

“ผลงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาวิธีการสังเคราะห์สารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลล์มะเร็งและการฆ่าเชื้อมาเลเรีย โดยหลังจากที่ได้วิธีการสังเคราะห์สารสำคัญในกลุ่มนี้ ทางทีมวิจัยจะทำการเตรียมอนุพันธ์ของสารเพื่อให้มีความหลากหลายทางโครงสร้าง และนำไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งหลังจากได้สารที่เป็นสารประกอบ ก็จะนำสารนี้ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นยารักษาโรคต่อไป”


 4 

การออกแบบกระบวนการสังเคราะห์สารอินทรีย์วิธีใหม่ด้วยแนวคิด C-H Functionalization สู่การพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืน โดย รศ.ดร.ศิริลตา ยศแผ่น

ศิริลตา ยศแผ่น คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.ดร.ศิริลตากล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับ Carbon-Hydrogen (C-H) Bond Functionalization ว่าเป็นการใช้กระบวนการทางเคมีเพื่อเปลี่ยนแปลงสารอินทรีย์ที่พันธะระหว่างคาร์บอนและไฮโดรเจนโดยตรง ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับความสนใจจากนักเคมีเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีการสังเคราะห์สารอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการผลิต ลดปริมาณของเสียและสารพิษอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี

vaccine-for woman in science

“งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารอินทรีย์วิธีทางเลือกใหม่ โดยใช้แนวคิด Carbon-Hydrogen (C-H) Bond Functionalization ผสมผสานกับการเร่งปฏิกิริยาเคมี (Catalysis) และหลักการทางเคมีสีเขียว (Green Chemistry) ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางเคมี และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยทางด้านชีววิทยา วัสดุศาสตร์ เภสัชศาสตร์ การเกษตร หรืออื่นๆ ได้”

นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังสามารถต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมการสังเคราะห์สารอินทรีย์ที่ใช้ได้จริงในทางอุตสาหกรรมการผลิตยาและวัสดุสารเคมีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะช่วยเพิ่มมูลค่าของสารที่มีอยู่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง อีกทั้งยังลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นการส่งเสริมการขับเคลื่อนของประเทศต่อการขยายตัวด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต


 5 

การศึกษาการทำงานร่วมกันของโลหะและกรดลิวอิสเพื่อการสลายพันธะคาร์บอนออกซิเจนของแอริลอีเทอร์ด้วยวิธีคำนวณทางเคมีควอนตัม โดย รศ.ดร.พนิดา สุรวัฒนาวงศ์

 พนิดา สุรวัฒนาวงศ์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่ผ่านมาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการวิจัยเพื่อพัฒนาพลังงานทางเลือกจากทรัพยากรที่ยั่งยืนจึงเป็นที่ต้องการ รศ.ดร.พนิดาจึงเลือกทำวิจัยเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อสลายพันธะคาร์บอนออกซิเจน เปลี่ยนลิกนินให้มีโมเลกุลเล็กลงสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมี และมุ่งศึกษากลไกการทำงานของตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะนิกเกิล

“งานวิจัยนี้ใช้วิธีคำนวณบนพื้นฐานเคมีควอนตัมเพื่อศึกษาโครงสร้างและพลังงานของโมเลกุล เพื่อเรียนรู้การทำงานของตัวเร่งปฏิกิริยาที่เข้ามามีบทบาทในการลดการใช้พลังงาน นำไปสู่แนวคิดการออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีทั้งโลหะและกรดลิวอิสในโครงสร้างโมเลกุลเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้ย่อยพันธะคาร์บอนออกซิเจนให้ได้โมเลกุลที่มีขนาดเล็กลง เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีได้”

ผลงานของ พนิดา สุรวัฒนาวงศ์


บทความเกี่ยวกับธุรกิจความสวยความงาม ความก้าวหน้า และเทรนด์ ที่เรานำเสนอไปก่อนหน้านี้

เหตุผลที่แบรนด์ L’Oreal ต้องมี ‘Beauty Accelerator’ แม้ว่าจะขายสินค้าได้มากกว่าปีละ 7,000 ล้านชิ้น!

รู้จักทีมนักศึกษา มธ. ผู้ชนะรางวัล ‘นวัตกรรมดูแลผิว’ ก่อนไปเยือน ‘Station F’ ฮับสตาร์ทอัพระดับโลก

ส่อง ‘เทรนด์ความงามบนทวิตเตอร์’ ล่าสุด พร้อมแนวทางปรับใช้ เสริมแกร่งแบรนด์ความงามของไทยให้ไปไกลกว่าเดิม