เปิดงานวิจัย สืบจาก ‘ส้วม’ ตัวการก่อ ‘โรคติดเชื้อ’ คุกคามสุขอนามัยคนไทย แนะทางออก ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

181

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยมีพฤติกรรมการใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ ด้วยการจัดให้มีส้วมสาธารณะที่สะอาดเพียงพอ และที่ผ่านมาคนไทยมีส้วมใช้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศทั้งในเมืองและชนบท ทว่า หากพิจารณาด้านการจัดการของเสียจากส้วม (สิ่งปฏิกูล) ถือว่ายังมีระบบการจัดการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานเท่าไรนัก และนี่เองที่เป็นตัวการก่อ ‘โรคติดเชื้อ’ คุกคามสุขอนามัยคนไทยอยู่ในตอนนี้


นักวิจัยเผยข้อเท็จจริงสุดสะพรึง ตัวการก่อ โรคติดเชื้อ มาจากระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลยอดแย่

แม้ว่าโดยหลักการ ในเมืองหลวงอย่าง กรุงเทพมหานคร หรือเมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาคควรจะมีระบบการบริหารจัดการ หรือระบบการบำบัดที่ดี แต่ข้อมูลอัปเดตล่าสุด ระบุชัดว่าในกรุงเทพฯ ด้วยพื้นที่ที่ครอบคลุมถึง 52 เขต กลับมีระบบบำบัดเพียง 2 แห่ง คือ ที่หนองแขมและอ่อนนุช ซึ่งมีขีดความสามารถในการบำบัดได้เพียง 20-30% ของสิ่งปฏิกูลทั้งหมดที่ต้องจัดการเท่านั้น

เมื่อหันไปดูข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ปี 2014 พบว่า อัตราการป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงในประเทศไทยอยู่ที่ 4.08 รายต่อประชากรแสนคน โดยพบมากในเด็กประมาณ 88% สาเหตุมาจากปัญหาด้านสุขาภิบาลไม่เพียงพอ และขาดการเข้าถึงน้ำสะอาด ซึ่งหากสิ่งปฏิกูลจากบ้านเรือนและชุมชนไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม ย่อมกลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคที่สำคัญไปโดยปริยาย

(ซ้าย) ดร.อัจฉรา ทวีสาร, (ขวา) ศ.ดร.ธรรมรัตน์ คุตตะเทพ

โดยในประเด็นนี้ ศ.ดร.ธรรมรัตน์ คุตตะเทพ อาจารย์ประจำภาควิชาพลังงานสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ได้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ที่ผ่านมา คนไทยมักคิดว่าไม่มีปัญหาหรอก เพราะเราไม่มีปัญหาอหิวาต์อย่างอินเดีย มองไปทางไหนก็มีส้วมให้ใช้อย่างเพียงพอ และมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามาพิจารณากันจริงๆ จากสถิติ เรายังมีอัตราผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอยู่ในระดับมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี”

“ขณะเดียวกัน แม้อัตราการตายจากโรคอุจจาระร่วงน้อยลงเยอะ แต่คนที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจากโรคอุจจาระร่วง หรือโรคติดเชื้อพยาธิต่างๆ ก็ยังสูงขึ้นทุกปี ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราไม่มีการจัดการ ต่อไปย่อมเป็นปัญหาใหญ่”

นอกจากนั้น ศ.ดร.ธรรมรัตน์ ยังชี้ให้เห็นในมุมที่คนส่วนมากคิดเมื่อพูดถึง “สิ่งปฏิกูล” ที่ออกมาจากส้วมว่าปลายทางของมันคือ “ปุ๋ย” เอาไปทิ้งเรือกสวนไร่นาได้โดยไม่ต้องผ่านการบำบัดใดๆ ซึ่งนั่นเป็นความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะ “สิ่งปฏิกูล” เหล่านั้นยังคงมีเชื้อโรคปนอยู่มากมาย ถ้าพื้นที่สวนไร่นานั้นอยู่ไกลแหล่งน้ำ ระดับการแพร่กระจายของเชื้อยังไม่มากและน่าเป็นห่วงเท่าไรนัก แต่ถ้าอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ความเสี่ยงที่เชื้อโรคเหล่านี้จะปนเปื้อนก็จะมีมากตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนไปกับดิน แหล่งน้ำ หรือซึมลงสู่น้ำใต้ดิน ก็ล้วนมีความเสี่ยงที่มนุษย์จะได้รับสารพิษเหล่านี้เช่นกัน


ได้เวลา สืบจากส้วม โครงการวิจัยช่วยชีวิตคนไทยจาก โรคติดเชื้อ

จากการตระหนักถึงปัญหาสุขอนามัยที่คนไทยต้องเจอ “โครงการวางแผนการจัดการสิ่งปฏิกูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดปัญหาด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม” โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการในการจัดการสิ่งปฏิกูล ลดและป้องกันการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและการเกิดอุจจาระร่วงอย่างได้ผลจึงเกิดขึ้น

โดยนำร่องใน 3 พื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่ เทศบาลตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร องค์การบริการส่วนตำบลนาตาล อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร และองค์การบริการส่วนตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ค่อนข้างห่างไกลและยากต่อการเข้าถึง

ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ศ.ดร.ธรรมรัตน์ กล่าวว่า

“งานวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยต่อยอดจากเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ได้รับทุนจากมูลนิธิบิลแอนด์เมลินด้าเกตส์ ซึ่งมองว่าแม้จะมีการพัฒนาวัคซีนที่ดีในราคาถูกที่ชาวบ้านสามารถเข้าถึงได้แค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเรายังคงต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อโรคอยู่ วัคซีนก็สู้ไม่ได้ นี่เป็นสาเหตุให้เปลี่ยนหลักการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหานี้มาที่ระบบสุขาภิบาล หนึ่งในนั้นคือการจัดการสิ่งปฏิกูล ด้วยวิธีการวางแผน การมีส่วนร่วม และสร้างความตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม”

ศ.ดร.ธรรมรัตน์ ยกตัวอย่างกรณีของจังหวัดสกลนคร ซึ่งพบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสุขลักษณะการใช้ส้วมและการจัดการสิ่งปฏิกูลในพื้นที่ แหล่งน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ เมื่ออุจจาระนั้นถูกขับถ่ายออกมา ถ้าไม่มีการบำบัดที่ดี สิ่งปฏิกูลเหล่านั้นอาจปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ไข่พยาธิเข้าสู่ตัวปลา เมื่อคนบริโภคปลา ไข่พยาธินั้นจะกลับเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารอีกครั้ง

โดยที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ ด้วยการให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขที่คอยเฝ้าระวังและแจกยาถ่ายพยาธิให้ แต่นั่นคือการลงทุนที่ได้ผลลัพธ์ไม่คุ้มค่า กลายเป็นภาระที่ภาครัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมากในแต่ละปี

“ถ้าเราสามารถจัดการของเสียจากส้วมได้ดีขึ้น มีการฆ่าเชื้อโรค มีการทำให้ของเสียเหล่านั้นกลายเป็นปุ๋ยอย่างปลอดภัย ก็จะตอบโจทย์ประเทศไทยในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs- Sustainable Development Goals) และเป็นหลักประกันได้ว่าในอีก 10 ปี คือปี 2030 เราจะมีระบบการจัดการในเรื่องนี้ได้อย่างครบถ้วนและเหมาะสม” ศ.ดร.ธรรมรัตน์ สรุป


เปิดโมเดลพื้นที่นำร่อง บริหารจัดการสิ่งปฏิกูล ปิดทางกระจายโรคติดเชื้ออย่างได้ผล

ด้าน ดร.อัจฉรา ทวีสาร นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการ ภาควิชาพลังงาน สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันเอไอที อาจารย์ผู้ร่วมทีมนักวิจัยในโครงการนี้กล่าวว่า

“จากการประเมินภาพรวมการจัดการสิ่งปฏิกูลใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ปริมาณสิ่งปฏิกูลที่ได้รับการจัดการมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับการจัดการใดๆ และถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง”

“นอกจากนี้ จากการสำรวจพื้นที่เฝ้าระวัง 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร องค์การบริการส่วนตำบลนาตาล อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร และองค์การบริการส่วนตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับค่อนข้างสูง พบว่าสาเหตุไม่ได้มีเพียงพฤติกรรมการกินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นๆ รวมถึงกระบวนการจัดการสิ่งปฏิกูลในพื้นที่ด้วย”

จากนั้น ดร.อัจฉรา ได้ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับเทศบาลตำบลตองโขบ เพื่อประกอบการอธิบายให้เห็นภาพว่า

“ที่นี่มีรถสูบสิ่งปฏิกูลของเทศบาลในพื้นที่ มีระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น แต่ยังพบอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูง สาเหตุหนึ่งมาจากลักษณะถังกักเก็บสิ่งปฏิกูลในบ้านเรือน ที่มีลักษณะก้นบ่อเปิด ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการที่ดี และอยู่ใกล้แหล่งน้ำอาจเกิดการปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำได้ และหากคนในพื้นที่มีพฤติกรรมการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ จึงส่งผลต่อการติดเชื้อพยาธิได้ง่าย” 

ดังนั้น เมื่อเทียบกับ อบต. นาตาล ที่ไม่มีระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลในพื้นที่ แต่มีการให้บริการเก็บสิ่งปฏิกูลในพื้นที่โดยผู้ประกอบการภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ และพบอัตราการติดเชื้อพยาธิสูงเช่นกัน ทำให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ต้องลงพื้นที่ไปสุ่มตรวจการติดเชื้อพยาธิใบไม้อยู่ทุกปี เมื่อตรวจพบจะให้ยา ซึ่งฟังดูแล้วสุขอนามัยของคนในพื้นที่น่าจะดี แต่กลับพบว่าอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากการลงพื้นที่ เราจึงเสนอวิธีการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลที่เหมาะสม ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย ดังนี้

  • ควรจัดให้มีระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นระบบบำบัดที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ เพราะระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลในปัจจุบันไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ทำให้ปริมาณเชื้อโรคอาจปนเปื้อนไปสู่สิ่งแวดล้อมได้หากไม่ได้รับการจัดการที่ดี
  • ถังกักเก็บสิ่งปฏิกูลตามบ้านเรือน (On-site sanitation systems) ควรเป็นแบบระบบปิดและเชื่อมต่อกับท่อรวบรวมน้ำเสีย
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลด ละ เลิก กินอาหารสุกๆ ดิบๆ ของประชาชนในพื้นที่
  • ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ควรต้มน้ำก่อนนำน้ำมาดื่มหรือปรุงอาหาร เพื่อป้องกันการติดเชื้ออุจจาระร่วง

อย่างไรก็ตาม ดร.อัจฉรา ย้ำว่าการกำหนดแนวทางการจัดการสิ่งปฏิกูลในแต่ละพื้นที่ย่อมขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่นั้นๆ ด้วย การเสนอแนะแนวทางการจัดการสิ่งปฏิกูลของโครงการนี้ก็เช่นกัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดรูปแบบการจัดการสิ่งปฏิกูลสำหรับพื้นที่อื่นต่อไป


ที่มา : รายงานข่าว เรื่อง “จากส้วมถึงโรคติดเชื้อ นักวิจัยเตือน 70% ไร้การบำบัด ตัวการแพร่เชื้อสู่สิ่งแวดล้อม” ThaiPR.net (ศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562)


ยังมีอีกหลากหลายผลงานวิจัยทางการแพทย์ฝีมือนักวิจัยไทย ที่นำไปปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาให้กับชุมชนและประชาชนไทยได้จริง

เพิ่มโอกาสรักษา ‘ผู้ป่วยโรคมะเร็ง’ ด้วย นวัตกรรมทางการแพทย์อัจฉริยะ ฝีมือนักวิจัยไทย

โรคหายาก ความท้าทายใหม่ของวงการแพทย์ไทย ที่ก้าวผ่านไปได้ ด้วยการศึกษาวิจัยแบบกัดไม่ปล่อย

เปิดมิติใหม่วงการแพทย์ ใช้เอไอ ออกแบบเมนูอาหารเพื่อ ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ กินประจำได้ผลดี 2 เด้ง ทั้งรักษา & ป้องกัน