เปิดหน้าต่างมอง ‘สมาร์ทซิตี้ จีน’ เชื่อมสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีได้จริง

549

นับแต่ปี 2555 ที่จีนได้ประกาศริเริ่มโครงการเมืองอัจฉริยะนำร่องแห่งชาติใน 9 เมืองใหญ่ โดยเน้นการวางรากฐานเครือข่ายและเชื่อมโยงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน มาในวันนี้ ‘สมาร์ทซิตี้ จีน’ มีความก้าวหน้าเกิดขึ้น ซึ่งควรนำมาเป็นกรณีศึกษาทั้งในแง่ของจุดเด่น และข้อคิดเห็นเพิ่มเติมที่สามารถนำมาปรับใช้ในประเทศไทยอย่างยิ่ง


รู้ที่มาที่ไป ‘สมาร์ทซิตี้ จีน’ เกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด

ดังที่เกริ่นมาว่า จีน ได้ประกาศเดินหน้าโครงการเมืองอัจฉริยะนำร่องแห่งชาติใน 9 เมืองใหญ่ ได้แก่ (1) นครไท่หยวน มณฑลซานซี (2) นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง (3) เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซี (4) เมืองสวีโจว มณฑลเจียงซี (5) เมืองหลินอี๋ มณฑลซานตง (6) เมืองจื่อโป มณฑลซานตง (7) นครเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน (8) นครฉงชิ่ง และ (9) เมืองหูหาน มณฑลหูเป่ย ด้วยงบประมาณสนับสนุน 36 ล้านหยวน ต่อปี ต่อเมือง

Guangzhou City

สมาร์ทซิตี้ จีน

โดยทางการจีนเน้นการวางรากฐานเครือข่ายและเชื่อมโยงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงผลักดันให้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) มาแก้ปัญหา อาทิ ปัญหาการจราจร การบังคับใช้กฎหมาย และการปรับปรุงให้อาคารสาธารณะมีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น

ทั้งนี้ ทางทีมยุทธศาสตร์ที่เดินหน้าสร้าง สมาร์ทซิตี้ จีน รู้ดีว่าความท้าทายของโครงการนี้อยู่ที่การพัฒนาเมืองธรรมดาให้กลายเป็น Smart City ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนต้องร่วมสร้าง Business Model กับภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ของเมืองในอนาคต

หลังจากประกาศเดินหน้าสร้าง สมาร์ทซิตี้ กลุ่มแรกแล้ว เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย (宁夏回族自治区) ก็เป็นเมืองอัจฉริยะนำร่องแห่งแรกๆ ในกลุ่มที่ 2 ของภูมิภาคจีนตะวันตก ที่ได้รับการอนุมัติในช่วงต้นปี 2556 ซึ่งบทความเรื่อง “ตามดูพัฒนาการ Smart City นครหยินชวน เมืองอัจฉริยะนำร่อง เชื่อมสังคมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยี” เผยแพร่ในเว็บไซต์ THAILAND BUSINESS INFORMATION CENTER IN CHINA (22 AUG 2019) ได้หยิบเอามาเล่าและวิเคราะห์เรื่องการก่อร่างสร้าง สมาร์ทซิตี้ จีน อย่างเห็นภาพ


ทำความรู้จัก ‘นครหยินชวน’ เมืองอัจฉริยะนำร่องแห่งเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย

การทำความรู้จักกับนครหรือเมืองที่มีชื่อไม่คุ้นหูคนไทยอย่าง นครหยินชวน เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ที่ดีที่สุด คือ การเรียนรู้เรื่องการปรับเปลี่ยน ปฏิวัติเมืองแห่งนี้ให้กลายเป็น สมาร์ทซิตี้ โดยเริ่มจากการศึกษาปูมหลังของเมืองนี้ ที่แต่ก่อนได้ชื่อว่าเป็นมณฑลที่ห่างไกลความเจริญและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก

สมาร์ทซิตี้ จีน
The territory of Yinchuan prefecture-level city (yellow) within Ningxia

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ตลอดเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ทางการจีนต้องการที่จะเปลี่ยนโฉมหนิงเซี่ยหุยให้ทันสมัยและเป็นสมาร์ทซิตี้ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่ และตั้งเป้าให้มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12 ภายในปี 2563

แต่ที่ผ่านมา แม้ว่าเขตฯ หนิงเซี่ยหุยจะพยายามส่งเสริมและลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการผลิตสินค้าที่มีคุณค่าและมูลค่าสูงแล้วก็ตาม แต่ทางรัฐบาลเขตฯ ก็ยังคงขาดแคลนการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคที่จะส่งเสริมให้ก้าวไปสู่มณฑลหลักในด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพราะเขตฯ หนิงเซี่ยหุย ยังไม่สามารถอาศัยการผลิตเชิงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นของตนเองได้มากเท่าที่ควร ส่งผลให้การปรับโครงสร้างการผลิตเป็นไปอย่างล่าช้า กระทบกับรายได้ประชากร และการไหลออกของแรงงาน

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เขตฯ หนิงเซี่ยหุยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการยกระดับนครหยินชวน เมืองเอกของเขตฯ หนิงเซี่ยหุยให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะนำร่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีจากวิสาหกิจที่มีชื่อเสียงสู่พื้นที่มากขึ้น

ช่วงต้นปี 2556 ทางการจีนจึงเดินหน้าสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้กับเมืองเพื่อให้น่าอยู่มากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะของเมือง การเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้อย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง ซึ่งการพัฒนาเมืองให้มีความอัจฉริยะนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐบาล ธุรกิจ รวมถึงประชาชน เพื่อก่อให้เกิดการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

สมาร์ทซิตี้ จีน
Yinchuan City // en.wikipedia.org

อย่างในส่วนของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย มีโมเดลที่เกิดการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ กลุ่มบริษัท ZTE ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์และระบบสื่อสารของจีนได้ร่วมลงทุนในการวางเครือข่ายและพัฒนาระบบ ICT ผ่าน Smart Yinchuan Innovation Center โดยร่วมพัฒนากับ TM Forum และ Fiware’s เนื่องจากเขตฯ หนิงเซี่ยหุยจำเป็นต้องอาศัยภาคเอกชนที่มีความพร้อมในการนำ ICT เข้ามาบริหารจัดการเมืองและชุมชนให้มีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น


ปูพรม ปรับใช้เทคโนโลยี สร้างความอัจฉริยะให้เมืองได้ทุกมิติ

นอกจาก การสร้างสมาร์ทซิตี้ด้วยเทคโนโลยีให้ครอบคลุมแล้ว เขตฯ หนิงเซี่ยหุยยังมุ่งพัฒนานครหยินชวนให้เป็น “พิมพ์เขียว” เมืองอัจฉริยะของจีน ผ่านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับระบบ ICT การบูรณาการข้อมูลออนไลน์มาใช้กับการให้บริการสาธารณะ อาทิ ระบบขนส่ง ระบบฝากส่งพัสดุไปรษณีย์ ศูนย์สั่งการอุบัติภัยฉุกเฉิน ระบบหุ่นยนต์กู้ภัย และเครื่องสังเกตการณ์แบบไร้คนขับ ซึ่งบริการเหล่านี้เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

และในปี 2556 นี้เอง ภายหลังจากเขตฯ หนิงเซี่ยหุยได้รับการอนุมัติให้เป็นเมืองอัจฉริยะนำร่องแล้ว คณะกรรมาธิการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) และ China Development Bank (CDB) ได้สนับสนุนงบประมาณแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ของประเทศ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนวิสาหกิจเกิดใหม่ของเขต Ningxia Economic and Technological Development Zone ในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคนำร่อง ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตยา และอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุ

จากนั้นจึงเดินหน้าพัฒนาเมืองผ่าน 5 เทรนด์เทคโนโลยี ได้แก่ VR (Virtual Reality), Open Source, Big Data, Cloud และ The Connection of Everything (V.O.I.C.E)

ยกตัวอย่าง การเร่งพัฒนาระบบการจัดการเมืองอัจฉริยะรัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุยที่ได้นำ Big Data มาผสานกับเทคโนโลยีและการวางผังเมือง เพื่อพัฒนาระบบที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วยประสิทธิภาพการบริการที่สูงสุด โดยได้นำร่องยกระดับใน 3 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง การยกระดับการให้บริการของหน่วยงานท้องถิ่น โดยการเชื่อมต่อข้อมูลและใช้ประโยชน์จากระบบที่บูรณาการเข้าด้วยกัน สอง การศึกษา และ สาม การแพทย์และสาธารณสุข

ต่อมาในปี 2559 – 2560 รัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุยก็ยิ่งเร่งเครื่องพัฒนาระบบและวางรากฐานชุมชนอัจฉริยะให้กับเมือง ด้วยการสานต่อแนวคิดเมืองอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง โดยได้อนุมัติแผนพัฒนานครหยินชวนเป็นเมืองอัจฉริยะ (Accelerating Yinchuan Smart City Development Regulation) โดยเจาะลึกใน 5 ด้าน ได้แก่

  1. การยื่นเอกสารราชการ ผ่านระบบออนไลน์ที่สามารถร่นระยะเวลาจากเดิมได้มากกว่าร้อยละ 80
  2. การจราจรอัจฉริยะ ระบบตรวจสอบเส้นทางและจัดเก็บข้อมูลจราจร
  3. ชุมชนอัจฉริยะ ได้แก่ การติดตั้งระบบจดจำใบหน้า ถังขยะที่จดจำประเภทขยะ และระบบน้ำดื่มมาตรฐาน รวมไปถึงห้องจัดเก็บความเย็นพิเศษ (Special Cold Storage Room) สำหรับประชาชนที่สั่งซื้อสินค้าสดประเภทผักและผลไม้ โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกให้ไปส่งได้ตามจุดต่างๆทั่วนครหยินชวน
  4. การรักษาความปลอดภัยและการชำระเงินผ่านระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด 2,700 จุดทั่วนครหยินชวน และพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยใบหน้าสำหรับบริการขนส่งสาธารณะ
  5. ระบบ Cloud Computing จัดตั้งฐานการให้บริการข้อมูล 60 จุด ซึ่งสามารถรองรับการลงทุนจากวิสาหกิจได้ 860 แห่ง โดยนายหวัง ชวน อธิบดี สนง. การจัดการข้อมูล Big Data นครหยินชวนกล่าวว่า “ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างอิสระ (Barrier free access to information)”

จนกระทั่งในปี 2560 รัฐบาลนครหยินชวน ได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมเมืองอัจฉริยะนครหยินชวน (Yinchuan Smart City Management Command Center) อย่างเป็นทางการ หรือที่ประชาชนนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “ศูนย์ 12345” โดยเป็นศูนย์การจัดการและให้บริการประชาชนเป็นหลัก ซึ่งมีสถิติจนถึงเดือนมีนาคม 2562 ว่า ทางศูนย์ฯ รับคำร้องจากประชาชนไปแล้วกว่า 1 ล้านเรื่อง แก้ไขปัญหาได้ร้อยละ 98.51 ผลสำรวจความพึงพอใจจากประชาชนสูงถึงร้อยละ 71.69 ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ให้บริการบน Wechat Mini Program และแอปพลิเคชันบนมือถือแล้ว

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน เขตฯ หนิงเซี่ยหุยผุดโครงการ “Smart Community Project” อาศัยระบบอินเทอร์เน็ตและ ICT เก็บข้อมูลและพฤติกรรมของประชาชน แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบสนองกับชีวิตประจำวันของประชาชนส่วนใหญ่ เสมือนเป็นห้องทดลองมีชีวิตที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

ไม่หมดแค่นั้น เพราะในปีเดียวกัน รัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุยยังได้นำโครงการ “Future City” เมืองแห่งอนาคตมาขับเคลื่อนหน่วยงานท้องถิ่นขนาดเล็ก โดยส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีหุ่นโฮโลแกรม 3 มิติมาใช้ในการบอกข้อมูลผ่านการสั่งงานด้วยเสียง สอดคล้องกับข้อมูลจาก Juniper Research ที่ระบุว่า การใช้หุ่นโฮโลแกรม สามารถลดเวลาการต่อคิว การสอบถามบริการและอื่นๆ ในโรงพยาบาลได้มากถึง 125 ชั่วโมง ต่อคน ต่อปี เลยทีเดียว และรัฐบาลเขตฯ หนิงเซี่ยหุยยังพัฒนาโครงการ “Smart Health” มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุขเข้าด้วยกันอีกด้วย


สานต่อสู่ปี 2561 ปีแห่งการยกระดับและต่อยอดสาธารณสุขท้องถิ่นให้สมาร์ทและเข้าถึงได้

อีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจของการสร้าง สมาร์ทซิตี้ ในเขตฯ หนิงเซี่ยหุย คือ การยกระดับและต่อยอดการพัฒนาสาธารณสุขท้องถิ่นให้เข้าถึงได้ ด้วยการวางระบบการแพทย์อัจฉริยะผ่าน “เขตสาธิตการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ” (Medical Health Demonstration Zone) ตลอดปี 2561 โดยรัฐบาลนครหยินชวนได้ก่อตั้ง

  • ศูนย์ช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินนครหยินชวน (Yinchuan Research Emergency Center)
  • ศูนย์อำนวยการเมืองอัจฉริยะ www.yc12345.gov.cn (Admission Center of the Smart City)

และด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน คณาจารย์ทางการแพทย์ได้ร่วมพัฒนาการแพทย์อัจฉริยะให้เกิดขึ้นในเมืองนี้ ภายใต้แนวคิด “Internet + Medical Health” บนแพลตฟอร์มนัดหมายแพทย์และให้คำปรึกษา วินิจฉัยอาการเบื้องต้นผ่านเว็บบอร์ด www.haodf.com ซึ่งรวบรวมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากที่สุดของจีน มีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจากนครหยินชวนให้บริการในแพลตฟอร์มดังกล่าวมากถึง 20,583 คน จาก 29 สถานพยาบาลท้องถิ่น ให้บริการผู้ป่วยแล้วกว่า 7 ล้านคน

นอกจากนี้ ในภาพรวมของจีนยังมีแพลตฟอร์มให้บริการด้านการแพทย์อีกจำนวนมาก อาทิ

  • We Doctor (微医) ที่ให้บริการผ่าน Wechat Mini Program โดยมีค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษาราว 60-120 หยวน/ครั้ง
  • Good Doctor (好大夫) ปรึกษาแพทย์ฟรี 3 ครั้ง หลังจากนั้นถึงมีค่าบริการ
  • 91160.com (健康 160) ที่ผู้ป่วยหรือญาติสามารถเลือกขอคำปรึกษาหรือรับใบสั่งยาจากแพทย์ที่ตนเองพึงพอใจ

มีการคาดการณ์ข้อมูลจาก www.iyiou.com ระบุว่า ภายในปี 2565 การลงทุนด้าน ICT ในโรงพยาบาลของจีนจะมีมูลค่าถึง 65,700 ล้านหยวนทีเดียว

แม้เขตฯ หนิงเซี่ยหุยจะเป็นพื้นที่แห่งแรกๆ ของจีนตะวันตกที่นำระบบ ICT มาใช้ในทางการแพทย์ และยังคงต้องเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลการรักษา รวมไปถึงการยกระดับมาตรฐานการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ที่ทัดเทียมกับพื้นที่อื่นๆ การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยออนไลน์ และบริการด้านต่างๆ เช่น การลงทะเบียน การแจ้งเตือน การติดตามสถานะ หรือการจัดลำดับความสำคัญในแต่ละกรณี

นับถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลที่ให้คำปรึกษาและวินิจฉัยอาการเบื้องต้นออนไลน์ของเขตฯ หนิงเซี่ยหุยมีทั้งสิ้น 17 แห่ง และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต


ที่หยิบยกมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามไปจนถึงการลงมือทำ เพื่อพลิกโฉมอดีตมณฑลที่ห่างไกลความเจริญและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจไม่สูงนักให้เป็นสมาร์ทซิตี้ เมืองแห่งการลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคจีนตะวันตกให้ได้ โดยในตอนท้าย ผู้เขียนบทความได้สรุปประเด็นที่ควรให้ความระมัดระวังเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างเมืองอัจฉริยะในแบบจีน ซึ่งควรนำมาปรับใช้กับประเทศไทย ดังนี้

  • ถึงแม้ Smart City จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่บางโครงการของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย เช่น Smart Community Project ที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ต และ ICT เก็บข้อมูลและพฤติกรรมของประชาชน ในอีกด้านหนึ่งอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลมอนิเตอร์และควบคุมชีวิตของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยใช้คำว่า “อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน” เป็นข้ออ้าง
  • โครงการ Internet+Medical Health ที่เป็น platform นัดแพทย์และให้คำปรึกษาด้านอาการเจ็บป่วย อาจเป็นการเสริมสร้างนิสัยการ “เอะอะหาหมอ” ของประชาชน มากกว่าจะเสริมสร้างความรู้ด้านการดูแลสุขภาพพื้นฐาน ซึ่งการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการแพทย์นั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่อาจต้องจัดสมดุลอย่างเหมาะสม มิเช่นนั้น ประเทศจีนอาจะเกิดปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย เหมือนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

ที่มา : บทความเรื่อง “ตามดูพัฒนาการ Smart City นครหยินชวน เมืองอัจฉริยะนำร่อง เชื่อมสังคมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยี” เผยแพร่ในเว็บไซต์ THAILAND BUSINESS INFORMATION CENTER IN CHINA (22 AUG 2019)


เรียนรู้จากจีน เพื่อนำมาปรับใช้พัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในทุกมิติ

จีน ฝ่ากระแสเศรษฐกิจดิ่ง ด้วยบทบาทใหม่น่าจับตา “ผู้นำ เกษตรกรรมสมัยใหม่” ระดับโลก

ดู ‘จีน’ ยกระดับสร้างความเจริญก้าวหน้า แล้วย้อนดู ‘ไทย’ กับสิ่งที่ต้องร่วมกันเคลื่อนฝ่าไป!

7 ทศวรรษแห่งพัฒนาการเกษตรของจีน โตจนกล้างัดข้อสหรัฐฯ