คิดตาม 3 นักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบล แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ต้องมิใช่การให้เปล่า

4220

อย่างที่รู้กันในปีนี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์ 3 คนที่ได้รับ ‘รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์’ มุ่งทำงานต่อสู้เพื่อความยากจน คือ อภิจิต บาเนอร์จี (Abhijit Banerjee), ไมเคิล เครเมอร์ (Michael Kremer) และ เอสเทอร์ ดูโฟล (Esther Duflo)


ผลงานของพวกเขาแสดงให้เห็นวิธีแก้ปัญหาความยากจนทั่วโลก โดยเป็นข้อเสนอที่ช่วยต่อสู้กับความยากจนและมีศักยภาพที่ดีที่จะใช้ปรับปรุงชีวิตของผู้ด้อยโอกาสที่สุดในโลก

แม้ว่าคู่แข่งที่ยื่นสม้ครแข่งขันรับรางวัลทางเศรษฐศาสตร์อย่างนักเศรษฐศาสตร์ชาวเติร์ก ดารอน อเสโมกลู (Daron Asemoglu) และชาวอังกฤษ เจมส์ โรบินสัน (James Robinson) เพื่อสำรวจบทบาทของสถาบันในการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือในบรรดาผู้สมัครที่เป็นไปได้คือ อดีตหัวหน้าของธนาคารกลางสหรัฐ เบน เบอร์นันเก้ (Ben Bernanke) สำหรับผลการวิจัยประวัติศาสตร์นโยบายการเงิน แต่ในท้ายที่สุด รางวัลที่เป็นบันทึกความทรงจำคือ ผลงานในหัวข้อ “วิธีการทดลองเพื่อลดความยากจนทั่วโลก” เป็นปัญหาของ ‘ความไม่เท่าเทียม’ และ ‘การกระจายรายได้อย่างไม่ยุติธรรม’ ซึ่งในปัจจุบัน สองปัญหานี้มีความเกี่ยวข้องกันมาก

นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ ส่งมอบวิธีแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำสำหรับใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ตามที่มีการระบุไว้ในรายงานธนาคารโลก ปี 2018 ว่า ประชากรโลกประมาณ 46% หรือราว 3,400 ล้านคน มีรายได้น้อยกว่าวันละ 5.5 ดอลลาร์


ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับรางวัลโนเบลปีนี้

1. ปัญหาด้านการศึกษา จะไม่เกี่ยวกับเรื่องขาดงบประมาณอีกต่อไป

นักวิชาการกลุ่มนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า การขาดแคลนทรัพยากรไม่ใช่ปัญหาของประเทศที่มีรายได้ต่ำ ในทางตรงกันข้าม ปัญหาที่แก้ยากที่สุดคือ การสอนที่ไม่ได้ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของนักเรียน ซึ่ง เอสเทอร์ ดูโฟล และอภิจิต บาเนอร์จี ลองดำเนินการที่โรงเรียนใน 2 เมืองของอินเดีย พบว่า ความช่วยเหลือที่ส่งไปยังนักเรียนที่ยากจนที่สุดเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในระยะสั้นและระยะกลาง

การศึกษาประเด็นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการโต้ตอบ ซึ่งส่งผลให้วันนี้ โรงเรียนในอินเดียมากกว่า 100,000 แห่ง ได้รับความคุ้มครองตามโครงการปฏิรูปการศึกษาขั้นต้น ซึ่งสิ่งนี้ยังเกิดขึ้นในเคนยา ทั้งยังตามมาด้วยการทดลองภาคสนามใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นประเด็นในแต่ละพื้นที่สำคัญ เช่น การดูแลสุขภาพ การเข้าถึงเครดิต การแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ

ไมเคิล เครเมอร์ (Michael Kremer), เอสเทอร์ ดูโฟล (Esther Duflo), อภิจิต บาเนอร์จี (Abhijit Banerjee)

ผู้ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนในปีนี้ อยู่แถวหน้าของแวดวงการศึกษา และจากการทำงานของพวกเขา การทดลองภาคสนามได้กลายเป็นวิธีมาตรฐานของนักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้พัฒนาการศึกษาผลกระทบของมาตรการลดความยากจน ตามที่คณะกรรมการโนเบลกล่าวไว้ในแถลงการณ์

การศึกษาบางส่วนมีผลกระทบโดยตรงต่อปัญหาด้านการศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม รัฐก็ให้บริการโครงการสนับสนุนขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันมีเด็กอินเดียเข้าร่วมกว่า 5 ล้านคน

2. การแก้ปัญหาที่ปราศจากกลไกของรัฐ ได้ผลกว่าและประหยัดกว่า

ความเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับรางวัลเรื่องการกำหนดวิธีการใหม่ในการต่อสู้กับความยากจน โดยเสนอวิธีที่มี ‘ขนาดเล็กเป็นพิเศษ’ แทนระดับมหภาค ร่วมกับการประเมินประสิทธิภาพของนโยบายที่ใช้ในพื้นที่นี้

หากไม่ค้นหาวิธีการชีวพันธุ์ทางเศรษฐกิจ น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบอย่างที่โพยความคิดชี้ให้เห็นผลกระทบเชิงนโยบายที่รัฐบาลนิยมและต้องการทำเพื่อตอบโจทย์เรื่องรายได้และมาตรฐานการอยู่อาศัยก่อนหน้านี้ ด้วยการที่โลกต่อสู้กับความยากจน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วให้เงินแก่ประเทศที่มีความยากจน หรือส่วนกลางผันเงินลงไปที่รากหญ้า แต่ผลที่เกิดขึ้น…เงินไม่ได้เข้าถึงคนยากจนอย่างแท้จริง

นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ยกเลิกรับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาล ในปี 2003 แต่เอสเทอร์ ดูโฟล และอภิจิต บาเนอร์จี ได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีชาวอาหรับ Abdul Latif Jamil โดยได้สร้างกองทุนปฏิบัติการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน (Poverty Action Lab) เป็นการเฉพาะ

จากนั้นก็เชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ จากทั่วทุกมุมโลกมาที่นี่ เมื่อนักวิชาการเหล่านี้กลับไปยังประเทศของตนและมีส่วนร่วมในการทำตามวิธีการภาคสนาม ด้วยความช่วยเหลือจากห้องปฏิบัติการความยากจน นักวิชาการก็จะสามารถจัดการปัญหาได้โดยไม่มีหน่วยงานของรัฐและไม่ต้องใช้เครื่องมือบรรเทาความยากจนระดับต่างๆ

3. แนะนำวิธีการใหม่ในการวิจัย ซึ่งเป็นไปได้ที่จะได้รับ “คำตอบที่น่าเชื่อถือมากขึ้น”

หากให้ระบุวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวทางที่พัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์คือ การทำวิจัยเรื่องปัญหาที่เล็กกว่าและมีความคล่องตัวมากกว่า

เช่น การศึกษาในหัวข้อ “มาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาสุขภาพของเด็ก” ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 เครเมอร์และเพื่อนร่วมงานของเขาแสดงให้เห็นว่า วิธีการทดลองนั้นทรงพลังมากเพียงใด โดยใช้การทดลองภาคสนามทดสอบมาตรการที่สามารถปรับปรุงผลการเรียนของผู้เรียนในเคนยาตะวันตกได้

ผลการวิจัยของผู้ได้รับรางวัลช่วยปรับปรุงความสามารถของเราในการต่อสู้กับความยากจนได้ในทางปฏิบัติ ซึ่งการศึกษาวิจัยครั้งหนึ่ง เด็กอินเดียมากกว่า 5 ล้านคน ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการการศึกษาพิเศษในโรงเรียน คณะกรรมการโนเบล กล่าวไว้

เนื่องจากทุกคนต้องการปรับปรุงชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น วิธีการทดลองภาคสนามเพื่อวิเคราะห์ผลที่ตามมาของนโยบายสาธารณะนั้น….จึงเป็นเรื่องปกติ

หลายสิบประเทศประเมินโปรแกรมการศึกษาหรือสังคมโดยใช้วิธีการเหล่านี้ ขณะที่รางวัลโนเบล ปี 2019 มอบให้แก่ผู้บุกเบิกการพัฒนาและที่สำคัญที่สุดคือ การใช้วิธีการทดลองในการต่อสู้กับความยากจนเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในประเทศยากจนสามารถเข้าถึงน้ำดื่มและยารักษาโรคที่ทันสมัยได้ ในกรณีที่เป็นผู้ใหญ่ จะมีโอกาสได้รับเงินกู้เล็กน้อยภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ส่วนโรงเรียนที่ดีก็จะมีมาตรฐานและทันสมัยมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้เงินของรัฐบาลไปกับโปรแกรมที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความหมาย

เปลี่ยนการศึกษา

ดูโฟล กับ บาเนอร์จี จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และ ไมเคิล เครเมอร์ จากฮาร์วาร์ด 3 ผู้ทำการทดลองภาคสนามเป็นครั้งแรก ทำให้นักวิชาการคนอื่นๆ เชื่อว่าการศึกษาเหล่านี้มีความสำคัญและมีประสิทธิผล แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ “การทดสอบภาคสนาม” คืออะไร?

แทนที่จะเป็นห้องทดลอง หรือสถานที่สำหรับนักทดลองวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่มีการใช้สิ่งของที่ดำเนินการอยู่แล้วในชีวิตจริง แต่ความเป็นจริง ไม่มีการทดลองใดๆ แต่มีการเพิ่มส่วนประกอบพิเศษลงไปเพื่อช่วยให้สามารถประเมินผลได้อย่างถูกต้อง

อย่างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น การปฎิรูปการศึกษา รัฐบาลตัดสินใจที่จะแนะนำโปรแกรมการศึกษาใหม่ นั่นคือ การใช้จ่ายเงินจำนวนมากเช่นเคย เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเตรียมครูผู้สอน ต้องพัฒนาตำราเรียน เปลี่ยนแปลงหลักสูตร แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า โปรแกรมใหม่นี้จะทำงานตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่?

หรือ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินที่ใช้ไปกับตำราที่พิมพ์ ครูได้รับการอบรมใหม่ จะทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างว่า ความรู้ของนักเรียนเปลี่ยนไป

นี่เป็นคำถามที่ยากจะกำหนดผลที่ตามมาจากโปรแกรมการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาที่ชัดเจนที่สุดในการวิเคราะห์ผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงใดๆ

กล่าวคือ เรากำลังเผชิญกับการสุ่มตัวอย่างแบบลำเอียงอยู่ตลอดเวลา เช่น จะดีกว่าไหมถ้าเด็กไปเรียนชั้นประถมศึกษาเมื่ออายุ 5, 6 หรือ 7 ปี คำตอบที่ได้ก็จะง่ายมาก นั่นคือ เด็กๆ ที่ไปโรงเรียนเร็วกว่าย่อมได้ผลดีกว่า แต่นั่นไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า เด็กที่ไปโรงเรียนก่อนหนึ่งปีจะได้ผลการเรียนที่ดีกว่า

ในทางปฏิบัติ ถ้าเป็นลูกของคุณเอง คุณจำเป็นต้องรู้ว่า กรณีที่สองนั้นจะเป็นจริงหรือไม่? แต่ไม่ใช่ในกรณีแรก (ที่ไม่ได้มีการเลือกแบบสุ่ม แต่เป็นลูกคนที่พ่อแม่เฉพาะเจาะจง)

สำหรับวิธีทดลองในด้านการศึกษาและสุขภาพ ไมเคิล เครเมอร์ เป็นคนแรกที่แสดงให้เห็นว่า การทดลองภาคสนามแบบปฏิบัติการในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ในประเทศเคนยานั้น ทำอย่างไรให้โรงเรียนได้รับทรัพยากรเพิ่มเติมสำหรับใช้ปรับปรุงคุณภาพการศึกษา แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้รับทรัพยากรก็ได้รับการคัดเลือกและตรวจสอบแบบสุ่มด้วย จึงช่วยให้เราได้ข้อสรุปเกี่ยวกับผลที่ตามมาของโปรแกรมการศึกษาได้

ฝั่งของดูโฟลและบาเนอร์จี ทดลองกับเด็กนักเรียนชาวอินเดียนับล้านคน ซึ่งไม่เพียงแค่ได้รับการประเมินผลกระทบเท่านั้น แต่ยังสามารถระบุกลไกเฉพาะที่การปฏิรูปมีผลกระทบต่อความรู้ของเด็กๆ ด้วย และนี่คือการค้นพบสาเหตุที่ผิดพลาดของการนำนโยบายมาใช้แล้วไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ทำกัน

รางวัลด้านเศรษฐศาสตร์ในปีนี้กำลังท้าทาย ‘ทฤษฎีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม’ ทุกวันนี้ทฤษฎีกลไกการจัดสรรทรัพยากรมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน แต่ในด้านนโยบายที่สัมพันธ์กับปัญหาของการจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้กับความยากจน ไม่ควรเป็นการให้กู้ยืมแล้วรัฐบาลแห่งชาติเข้ามาช่วยเหลือคนจน แต่ควรเป็นการทำงานเพื่อปรับปรุงการศึกษาและสุขภาพของคนภายในประเทศ ด้วยการเริ่มทดลองภาคสนาม นั่นคือวิธีการที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้วิเคราะห์ผลที่ตามมาจากการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้

เว้นเสียแต่ว่า หากรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ กับวิธีการทดลองภาคสนามที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาและทดสอบโครงการขนาดใหญ่เพื่อต่อสู้กับความยากจนได้


 

 

เรื่อง : รศ.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย